ในระยะหลังมานี้ มีงานวิจัยทางจิตวิทยานับไม่ถ้วนที่เริ่มท้าทายความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า “ยิ่งรู้มากเท่าไร ยิ่งตัดสินใจได้ดีขึ้นเท่านั้น” งานวิจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บางครั้ง “การเลือกที่จะไม่รับรู้บางเรื่อง” อาจส่งผลดีต่อสุขภาพจิต สร้างความเป็นธรรมมากขึ้น และทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขกว่าที่เคยเป็นมา ประเด็นนี้กำลังถูกหยิบยกมาถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่ผู้คนต้องเผชิญกับกระแสข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาในสังคมดิจิทัลยุคใหม่

ที่ผ่านมา สังคมไทยเช่นเดียวกับหลายประเทศเชื่อว่า การสั่งสมความรู้จำนวนมากคือ “หนทางสู่ความสำเร็จ” ทั้งในสถานศึกษาและในที่ทำงาน ผู้ที่มีความรู้มากมักถูกยกย่องว่ามีความตั้งใจ มีความรับผิดชอบ และพร้อมรับมือกับอนาคต แต่ปัจจุบัน งานวิจัยใหม่จาก Psychology Today กลับนำเสนอมุมมองที่แตกต่างออกไปว่า กลยุทธ์ “การเลือกไม่รับรู้” หรือ “การปิดข้อมูลบางส่วนโดยเจตนา” เช่น การไม่อ่านรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่จำเป็น หรือการเว้นระยะห่างจากข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ อาจเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตได้ด้วยซ้ำ

นักจิตวิทยาหลายท่านเสนอว่า การงดเว้นการค้นหาข้อมูลสุขภาพจากอินเทอร์เน็ตเมื่อมีอาการเพียงเล็กน้อย หรือการหลีกเลี่ยงการรับฟังข่าวลือในกลุ่มเรียนหรือที่ทำงาน อาจช่วยคลายความเครียดและเพิ่มความพึงพอใจในการตัดสินใจ งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้ที่เลือกจำกัดการรับข่าวสารหรือรายละเอียดที่ก่อให้เกิดความกังวล มักรู้สึกสบายใจและสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ผลการวิจัยเหล่านี้สอดคล้องกับประสบการณ์ตรงของนิสิต นักเรียน ผู้ปกครอง และวัยทำงานชาวไทย ที่ต้องเผชิญกับการแจ้งเตือนจากสื่อสังคมออนไลน์ แอปพลิเคชันแช็ต หรือข่าวสารนานาชนิดในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดเชียงใหม่ที่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ

นักจิตวิทยาคลินิกจากสถาบันสุขภาพจิตชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครให้คำอธิบายที่น่าสนใจว่า “การที่หมั่นติดตามข่าวสารไม่หยุดหย่อนอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลและวุ่นวายใจ โดยเฉพาะข้อมูลที่คลุมเครือหรือมีแนวโน้มเชิงลบ หากรู้จักปล่อยวาง มองข้าม หรือเลือกที่จะไม่รับรู้บ้าง ก็จะช่วยให้จิตใจสงบและสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น” แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับคำสอนในพระพุทธศาสนา เช่น การที่พระสงฆ์มักแนะนำให้พุทธศาสนิกชนอยู่กับปัจจุบันและไม่ยึดติดกับเรื่องราวข่าวสารมากจนเกินไป แนวคิดดั้งเดิมเหล่านี้จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวทางใหม่ทางจิตวิทยาได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางสถิติระบุว่า การรับข่าวสารอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต จากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ พบว่า เยาวชนในเมืองใหญ่รายงานปัญหาความเครียดและอาการนอนไม่หลับเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ ๓๒ ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อรับข่าวสารและข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ยุคของการเรียนรู้ออนไลน์และการทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบ ผู้เชี่ยวชาญจึงได้ออกมาเตือนว่า อาการ “ข้อมูลล้นสมอง” หรือ “information fatigue” จากการที่ต้องติดตามทุกเรื่องให้ทัน กลายเป็นปัญหาใหม่ที่อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง (The Nation Thailand), (PubMed), (World Health Organization)

การ “เลือกไม่สนใจรายละเอียดบางอย่าง” ยังส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคมได้ด้วย เช่น ในองค์กรบางแห่งของไทย ผู้บริหารเริ่มใช้วิธีไม่ดูรูปถ่ายหรือไม่รับทราบนามสกุลของผู้สมัครงานในขั้นตอนแรก เพื่อป้องกันอคติทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ—แนวทางนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากงานวิจัยของคณะจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ และจากนโยบายที่ใช้ในต่างประเทศ พบว่าวิธีนี้ช่วยให้การคัดเลือกบุคลากรหรือการรับนักศึกษาเป็นธรรมมากขึ้น และเริ่มมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน (Harvard Business Review)

อย่างไรก็ตาม การงดรับข้อมูลอย่างไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของไทยได้ออกมาเตือนว่า การละเลยคำเตือนด้านสุขภาพ หรือการไม่สนใจระเบียบการบ้านที่สำคัญ อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาในภายหลัง ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การฝึกฝนให้รู้ว่าข้อมูลใดสำคัญที่ควรรับรู้ และข้อมูลใดควรละเว้นไว้เพื่อลดความกังวล อาจารย์อาวุโสจากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเสริมว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสอนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้สามารถแยกแยะข้อมูลได้ ว่าสิ่งใดควรให้ความสนใจจริง และสิ่งใดเป็นเพียงสิ่งที่สร้างความสับสนหรือความเครียดโดยไม่จำเป็น”

วัฒนธรรม “ใจเย็น” ของไทยสะท้อนถึงภูมิปัญญาในการไม่เร่งรีบหรือรีบหาคำตอบในทุกเรื่องราว รู้จักผ่อนคลายในภาวะที่ไม่แน่นอน แนวคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้กับการดูแลสุขภาพจิตและการตัดสินใจได้อย่างดียิ่ง ทว่าระบบการศึกษาของไทยยังคงเน้นการท่องจำและเก็บรายละเอียดทุกเรื่องเพื่อการสอบ อาจถึงเวลาที่ต้องปรับวิธีคิดใหม่ ส่งเสริมให้เด็กกล้าที่จะวิเคราะห์และตั้งคำถามมากขึ้น มากกว่าการมุ่งเน้นการรู้ทุกอย่างในเชิงปริมาณ (Bangkok Post)

ในอนาคต มีแนวโน้มว่าหน่วยงานด้านสุขภาพจิตและสถานศึกษาในประเทศไทยจะจัดโครงการอบรมเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลและการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวิร์กช็อปหรือชั้นเรียนเพื่อสร้างความรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ เพื่อสอนเยาวชนและคนทำงานให้กลั่นกรองเนื้อหาที่ได้รับรู้อย่างมีสติ—ซึ่งอาจมีความสำคัญต่อสุขภาพจิตไม่แพ้เรื่องอาหารการกินหรือการออกกำลังกายเลยทีเดียว

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องรับมือกับข่าวสาร ข้อมูล การแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชัน และความคิดเห็นจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน ข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่จะช่วยได้คือ การกำหนดขอบเขตให้ตัวเอง เช่น การปิดการแจ้งเตือนระหว่างรับประทานอาหารหรือขณะอยู่กับครอบครัว การเว้นระยะห่างจากสื่อสังคมออนไลน์เมื่อรู้สึกเครียด และรู้จักหาที่ปรึกษาทางจิตใจเมื่อต้องการความช่วยเหลือ ข้อคิดสำคัญคือ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และผู้นำในที่ทำงาน ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับรู้ข้อมูลอย่างมีสติ เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับว่า บางครั้ง “รู้น้อย…แต่โฟกัสมาก” คือทางเลือกที่ดีที่สุด

หากต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของข้อมูลที่ท่วมท้นและแนวคิดเรื่อง “การเลือกไม่รู้” ในเชิงจิตวิทยา ขอแนะนำบทความล่าสุดจาก Psychology Today รวมถึงแหล่งข้อมูลภาษาไทยจากกรมสุขภาพจิต (dmh.go.th) และบทเรียนออนไลน์จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ (mooc.chula.ac.th)