เมื่อการเดินทางมีข้อจำกัด ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความสนใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นกลับมาเป็นกระแสหลัก ผลการศึกษาและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว อย่าง “สัปดาห์การท่องเที่ยวโลแกนเคาน์ตี” ในรัฐโอไฮโอ สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวในพื้นที่ หรือที่เราเรียกว่า “สเตย์เคชัน” กิจกรรมท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นสถานที่ใกล้บ้าน กิจกรรมที่ทำได้ฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายน้อย ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชน กำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่มองหาการพักผ่อนแบบประหยัด โดยยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นและสร้างความภาคภูมิใจในชุมชนอีกด้วย
“สัปดาห์การท่องเที่ยวโลแกนเคาน์ตี” ซึ่งจัดขึ้นถึงวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจ ชวนให้คนในพื้นที่หันมาสำรวจมนต์เสน่ห์ของถิ่นฐานตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจถ้ำโอไฮโอ กิจกรรมสำหรับครอบครัวอย่างเกมล่าสมบัติ การล่องเรือ หรือการเข้าร่วมโครงการของชุมชน ตั้งแต่ทัวร์ประวัติศาสตร์ไปจนถึงตลาดนัดริมถนน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ ผู้บริหารจากหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของพื้นที่เปิดเผยว่า กิจกรรมเหล่านี้ “เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน โดยไม่ต้องเดินทางไกลหรือมีค่าใช้จ่ายสูงนัก” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกภายหลังวิกฤตโควิด-19 และภาวะเงินเฟ้อ ที่ผู้คนจำนวนมากหันมาท่องเที่ยวใกล้บ้านมากขึ้น (อ่านเพิ่มเติม: Peak of Ohio)
บทเรียนสำคัญสำหรับไทย: “สเตย์เคชัน” พลิกฟื้นการท่องเที่ยวในประเทศได้อย่างไร
สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องนี้มีความนัยสำคัญอย่างยิ่ง เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเคยพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเดินทางไปต่างประเทศเป็นหลัก ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในช่วงโควิด-19 เมื่อมีการล็อกดาวน์และปิดพรมแดน ทำให้คนไทยจำนวนมากหันมาค้นพบแหล่งท่องเที่ยวใกล้บ้านตัวเอง ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐได้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่สนับสนุนค่าที่พักและกิจกรรมในราคาพิเศษ ข้อมูลจากหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ชี้ว่า โครงการเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการเยียวยาผู้ประกอบการท้องถิ่น และช่วยรักษากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวให้ดำเนินต่อไปได้ แม้จะไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา (ข้อมูลเพิ่มเติม: TAT Newsroom)
พฤติกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยนจริง หรือเป็นเพียงกระแสชั่วคราว?
ข้อมูลยืนยันว่า การท่องเที่ยวใกล้บ้านอาจไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราวเท่านั้น ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2566 ในวารสาร Tourism Management พบว่า นักท่องเที่ยวที่ได้ลองท่องเที่ยวใกล้บ้านเป็นครั้งแรกในช่วงโควิด ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจทั้งในด้านความสะดวกสบาย ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดลง และความรู้สึกผูกพันกับชุมชน หลายรายตั้งใจที่จะกลับไปเที่ยวใกล้บ้านอีกครั้ง แม้ว่าการเดินทางไปต่างประเทศจะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า “สเตย์เคชัน” ช่วยลดความเครียดจากการเดินทาง ทำให้การวางแผนง่ายขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ค้นพบบรรยากาศหรือเรื่องราวใหม่ๆ ของถิ่นฐานตัวเอง (อ่านงานวิจัย: Elsevier: Tourism Management)
หลากหลายประโยชน์ ทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
สำหรับผู้ประกอบการ กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มรายได้ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวหลัก และยังช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างธุรกิจท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐท้องถิ่น และกลุ่มชุมชน เช่นเดียวกับงานสัปดาห์ท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครและธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งพร้อมมอบส่วนลด จัดประสบการณ์ฟรี หรือจัดทัวร์เบื้องหลัง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตลาดนัดหรือเทศกาลพื้นบ้านในไทย ที่ชาวบ้าน ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ต่างร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสีสันให้กับท้องถิ่น
ในมิติทางวัฒนธรรม “สเตย์เคชัน” ยังช่วยปลุกความสนใจในรากเหง้าของแต่ละพื้นที่ ชาวไทยสามารถค้นหาเสน่ห์ใหม่ๆ ใกล้บ้าน อาทิ วัดโบราณที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก สินค้าทำมือจากโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) การสำรวจป่าในภาคเหนือ หรือการลิ้มลองอาหารท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาค นักวิจัยอาวุโสด้านการท่องเที่ยวจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของไทย ให้ความเห็นไว้ในปี 2565 ว่า “การท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นโอกาสในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และยังช่วยกระตุ้นวัฒนธรรมอีกด้วย ชาวไทยเองก็สามารถเป็นนักท่องเที่ยวในบ้านเกิดของตน และค้นพบความภาคภูมิใจใหม่ๆ ในสิ่งที่ถิ่นฐานของตนเองมี”
“สเตย์เคชัน” กับเทรนด์ท่องเที่ยวยั่งยืน: สู่ระบบนิเวศที่ดีขึ้นใกล้บ้าน
ทั้งในและต่างประเทศ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเริ่มให้ความสำคัญกับการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กิจกรรมในรัฐโอไฮโอที่ยกมาเป็นตัวอย่าง เช่น กิจกรรมกลางแจ้ง การเดินเท้าสำรวจเส้นทางประวัติศาสตร์ และกิจกรรมกลุ่มเล็ก ล้วนสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวแบบช้าๆ ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ในประเทศไทยเอง อุทยานแห่งชาติยอดนิยมอย่างจังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ตก็ประสบปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวเกินขีดจำกัด ส่งผลให้ต้องมีการปิดจุดท่องเที่ยวชั่วคราว และออกมาตรการใหม่เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากร (Bangkok Post) การส่งเสริมกิจกรรมนอกกระแสหลัก การกระจายฤดูท่องเที่ยวตลอดทั้งปี และการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางที่เน้นประสบการณ์ กำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่สำคัญทั้งในไทยและต่างประเทศ
รัฐและชุมชนต้องผนึกกำลัง ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเห็นพ้องต้องกันว่า การขับเคลื่อน “สเตย์เคชัน” อย่างยั่งยืนนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องเป็นผู้ริเริ่ม พร้อมกับผนึกกำลังกับชุมชน ตัวอย่างในรัฐโอไฮโอเอง ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และกลุ่มอาสาสมัคร ได้นำไปสู่กิจกรรมที่หลากหลายและสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ในส่วนของประเทศไทย นักวิชาการด้านนโยบายเรียกร้องให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ระบบขนส่งระหว่างภูมิภาค การตลาดดิจิทัลสำหรับแหล่งท่องเที่ยวขนาดเล็ก หรือการฝึกอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เพื่อให้จังหวัดต่างๆ สามารถแข่งขันกับเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวหลักได้ดียิ่งขึ้น (ดูรายงาน: UNWTO Report) ขณะที่ในระดับชุมชน การริเริ่มกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การขยายรูปแบบโฮมสเตย์ หรือการจัดทัวร์เดินชมเขตเมืองเก่า ก็จะช่วยกระจายรายได้ไปสู่ฐานรากได้มากยิ่งขึ้น
“สเตย์เคชัน” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่คือการปรับภาพลักษณ์สู่การดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้ร่วมค้นพบโลกใกล้ตัว
ในอดีต คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้านในรูปแบบของการเยี่ยมญาติ การเข้าร่วมเทศกาลประเพณี หรือการทำบุญตามวัดวาอาราม ซึ่งเดิมที การเดินทางไปต่างประเทศยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าในยุคปัจจุบัน แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันอยู่ที่การตั้งชื่อและการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับกิจกรรมเหล่านี้ เช่น “สเตย์เคชัน” “เวิร์กเคชัน” หรือ “การท่องเที่ยวแบบช้า” เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และคนเมืองที่กำลังมองหาวิธีพักผ่อนในรูปแบบที่แปลกใหม่ ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงเริ่มเห็นกิจกรรมทัวร์เดินเท้ารอบเมืองในกรุงเทพมหานคร หรือทริปท่องเที่ยวตลาดน้ำใกล้จังหวัดสมุทรสงคราม และกิจกรรมฟาร์มทัวร์ในจังหวัดชนบทเพิ่มมากขึ้น
แนวโน้มระยะยาว: “สเตย์เคชัน” ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า แม้การเดินทางระหว่างประเทศจะกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ “สเตย์เคชัน” ก็จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญได้แก่ ราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น (เช่น การทำงานแบบรีโมตและการลาพักผ่อนแบบยืดหยุ่น) ข้อมูลจากหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ระบุว่า กำลังพิจารณาเปิดตัวแคมเปญใหม่ๆ ภายใต้แนวคิด “เวิร์กเคชัน” และ “ไมโครแอดเวนเจอร์” เพื่อส่งเสริมการสำรวจโลกใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น ผลการสำรวจจากแพลตฟอร์มการเดินทางชั้นนำ ในปี 2567 ยังพบว่า ร้อยละ 60 ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทย สนใจที่จะท่องเที่ยวในประเทศมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีเหตุผลหลักคือ ต้องการลดความเครียด สนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ และค้นหากิจกรรมใหม่ๆ (อ้างอิง: Expedia Group)
ข้อแนะนำสำหรับผู้สนใจ “สเตย์เคชัน”
สำหรับครอบครัว นักเรียน หรือผู้สูงวัยที่กำลังมองหาการเดินทางครั้งถัดไป งานวิจัยและโครงการท่องเที่ยวล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์ดีๆ ล้วนอยู่ใกล้ตัวเราแล้ว เพียงแค่เข้าร่วมงานกิจกรรมท้องถิ่น เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ชุมชน เดินป่าสำรวจเส้นทางใหม่ หรือแวะชิมก๋วยเตี๋ยวร้านดังในพื้นที่ใกล้เคียง ก็สามารถเติมเต็มความสุขและผ่อนคลายได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไกล
แนวทางปฏิบัติง่ายๆ สำหรับผู้ที่สนใจ “สเตย์เคชัน” อาทิ การตรวจสอบเว็บไซต์ของสำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัด เพื่อค้นหาอีเวนต์และโปรโมชั่นล่าสุด การวางแผนเที่ยวสถานที่ในท้องถิ่นตามธีมที่สนใจ ชักชวนเพื่อนหรือญาติไปร่วมด้วย การสนับสนุนธุรกิจรายย่อยที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาให้กับชุมชน ตลอดจนการเปิดใจสำรวจบ้านเกิดด้วย “สายตานักท่องเที่ยว” ซึ่งอาจทำให้ค้นพบเสน่ห์ที่เคยมองข้ามมาตลอด
อ่านบทความฉบับเต็มเกี่ยวกับแคมเปญของ Logan County ได้ที่ Peak of Ohio และดูโปรโมชั่นท่องเที่ยวในประเทศหรือแหล่งท่องเที่ยวแนะนำเพิ่มเติมจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย