เกือบสองปีให้หลังจากเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ฝั่งตะวันตกและภาคเหนือของเกาะเมาอิ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเกาะกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แต่มีสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถิติล่าสุดของหน่วยงานพัฒนาธุรกิจ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของรัฐฮาวาย ชี้ให้เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่กลับสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดภัย ซึ่งเป็นการฟื้นฟูที่ต้องใช้เวลา อาศัยความร่วมมือของคนในพื้นที่ และกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย จึงเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวของไทยที่ยังคงเผชิญผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอุบลราชธานีเมื่อปี ๒๕๖๕ และปัญหาไฟป่าในภาคเหนือ
ข้อมูลช่วงครึ่งปีแรกของปี ๒๕๖๘ สะท้อนการฟื้นฟูอย่างระมัดระวัง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเมาอิเพิ่มขึ้น ๑๑.๒% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี ๒๕๖๒ ถึง ๑๗% ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนวิกฤตโควิด-๑๙ และไฟป่าที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจท่องเที่ยว (แหล่งข่าว Maui Now) ช่องว่างนี้สะท้อนว่าผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่มีต่อภาพลักษณ์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจนั้นกินเวลานาน เช่นเดียวกับที่หลายพื้นที่ในไทยเคยเผชิญมาแล้ว เมื่อต้องดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้กลับมาหลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมร้ายแรง
สำหรับข้อมูลในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ เมาอิมีนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่จำนวน ๒๒๗,๑๒๐ คน เพิ่มขึ้น ๕.๑% จากปีก่อน แต่ยังน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี ๒๕๖๒ ถึง ๒๓.๓% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ ยอดค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในเดือนเดียวกันที่สูงถึง ๕๑๐.๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ๑๓% จากปีก่อน และสูงกว่าช่วงเดียวกันในปี ๒๕๖๒ ถึง ๗% ชี้ให้เห็นว่าแม้จำนวนนักท่องเที่ยวอาจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่แนวโน้มการใช้จ่ายต่อหัวกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่พบในตลาดท่องเที่ยวระดับบนของไทยหลังวิกฤตโควิด-๑๙ (แหล่งข่าว Maui Now) ขณะที่ค่าเฉลี่ยจำนวนนักท่องเที่ยวที่พักค้างต่อวันยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-๑๙ ประมาณ ๒๔% ซึ่งอาจตีความได้ว่า นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มพักค้างนานขึ้น หรือเน้นประสบการณ์ที่มีคุณภาพมากกว่าการเน้นปริมาณ
รัฐฮาวายจึงได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก ๖.๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ การจัดแคมป์ฝึกซ้อมอเมริกันฟุตบอลของทีมลอสแองเจลิสแรมส์ในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมสอนกีฬาให้กับคนในชุมชนควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในนครลอสแองเจลิส ตลอดทั้งปี ความร่วมมือผ่านกิจกรรมกีฬาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความคิดสร้างสรรค์และการสร้างพันธมิตรระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นแนวทางที่หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทยก็เริ่มนำมาปรับใช้มากขึ้นในช่วงหลัง
ด้านผู้บริหารหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ให้ความเห็นว่า “แม้ใกล้ครบรอบสองปีของเหตุการณ์ไฟป่าแล้ว แต่การฟื้นฟูการท่องเที่ยวในเมาอิยังคงดำเนินไปอย่างช้า ๆ” ซึ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายด้านการท่องเที่ยวในไทย ที่มักเน้นความสำคัญของการปรับภาพลักษณ์ประเทศ การฟื้นภาคส่วนย่อย และการสร้างความเชื่อมั่นของนักเดินทางเพื่อนำไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกที่นอกเหนือจากผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งรัฐฮาวายกลับลดลง ๑.๘% จากปีก่อน ยอดจากสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก แคนาดา และตลาดต่างประเทศบางส่วนลดลง แม้สหรัฐฯ ฝั่งตะวันตกจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เป็นสัญญาณเตือนว่า การฟื้นตัวหลังภัยธรรมชาติยังคงขึ้นอยู่กับแนวโน้มและปัจจัยภายนอกระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการเดินทาง ค่าเงิน หรือในบริบทของไทย อาจรวมถึงปัญหาฝุ่นควัน สถานการณ์ทางการเมือง หรือสภาวะเศรษฐกิจโลก (แหล่งข่าว Maui Now)
บทเรียนสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในไทยคือ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง ด้วยงบประมาณและรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่โครงการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ แต่การสื่อสารตรงกับกลุ่มเป้าหมายผ่านกีฬา วัฒนธรรม หรืออินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์ ก็ส่งผลจริงต่อภาพลักษณ์ แนวคิด “มาลามะ” ซึ่งหมายถึงการดูแลผืนดินและชุมชน ที่ทีมแรมส์นำมาสู่เมาอิ เป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเทศต่างๆ ในอาเซียนสามารถนำทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความแข็งแกร่งของชุมชน มาใช้ในการสื่อสารเพื่อแสดงถึงความพร้อมและความยืดหยุ่นในการฟื้นฟู เช่นเดียวกับที่ภาคเหนือของไทยใช้ธีมฟื้นฟูป่าหลังไฟไหม้ จัดท่องเที่ยวแนว “อาสาสมัคร” สร้างจิตสำนึกและช่วยฟื้นฟูชุมชนพร้อมกับมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้มาเยือน (The Nation Thailand)
นักวิจัยชี้ว่า ผลกระทบทางจิตใจจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวโยงกับภาวะโลกร้อน มักจะยังคงฝังลึกอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวนานกว่าการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย นักเดินทางจำนวนไม่น้อยจะยังคงเชื่อมโยงพื้นที่เหล่านั้นกับความเสี่ยง แม้จะมีการประกาศ “ปลอดภัย” อย่างเป็นทางการ การศึกษาในไทยเองก็พบพฤติกรรมคล้ายกันว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายหรือปัญหาฝุ่นควันจะหมดไป นักท่องเที่ยวบางส่วนก็ยังคงลังเลที่จะเดินทาง ดังนั้น วิธีที่มีประสิทธิภาพคือการสื่อสารเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา และแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของการฟื้นฟูทั้งด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องให้เห็นชัดเจน (Journal of Sustainable Tourism; วารสารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ในมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทั้งฮาวายและไทยต่างมีรากเหง้าวัฒนธรรมการต้อนรับแขกและความสามัคคีในชุมชนยามเผชิญวิกฤต หัวใจของชาวฮาวายที่เรียกว่า “อะโลฮา” หรือสุนทรียะแห่งความ “สนุก” และเทศกาลรื่นเริงของไทย ล้วนเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญอย่างยิ่งในการเยียวยาและสร้างกำลังใจ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและจิตใจ
ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ความสัมพันธ์ระหว่างภัยธรรมชาติ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของชุมชน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่แหล่งท่องเที่ยวไทยต้องให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น แนวทางที่ควรนำมาปรับใช้ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนสำรองสำหรับผู้ประกอบการ, การประชาสัมพันธ์ชุมชนโดยเน้นการมีส่วนร่วม และการบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินในหลักสูตรด้านโรงแรม ซึ่งหน่วยงานระดับกระทรวงที่ดูแลด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้เชิงกลยุทธ์ได้
สำหรับคนไทย ข้อคิดคือ ควรให้กำลังใจแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ และสนับสนุนพื้นที่ที่ทุ่มเทกับการฟื้นฟูชุมชนและสิ่งแวดล้อม ส่วนผู้ประกอบการ ควรเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลาย เพื่อขยายฐานลูกค้าและเสริมความแข็งแกร่งของตลาด ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูงนี้ ความร่วมมือ การคิดนอกกรอบ และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของท้องถิ่น จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นฟูท่องเที่ยวหลังภัยและรูปแบบที่ยั่งยืน สามารถอ่านรายงานโดยละเอียดจาก หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวฮาวาย, หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย และข้อสังเคราะห์ทางวิชาการจาก Journal of Sustainable Tourism