ช่วงเปิดเทอมและฤดูการฝึกงานที่กำลังจะมาถึง บรรดานิสิตนักศึกษาไทยต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อมีรายงานการสืบสวนจากสหรัฐอเมริกาเผยว่า ขบวนการมิจฉาชีพกำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในกลุ่มนักศึกษา ด้วยวิธีการเสนอ “งานปลอม” การหลอกหาห้องพัก หรือข้อเสนอที่เย้ายวนจนดูดีเกินจริง เพื่อล่อลวงให้นักศึกษาหลงเชื่อและสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ข้อมูลระบุว่าเยาวชนเกือบครึ่งหนึ่งที่ถูกสำรวจมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อทางการเงิน และแนวโน้มนี้กำลังขยายวงกว้างไปทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคอาเซียนด้วยเช่นกัน (WXYZ)

ภัยหลอกลวงออนไลน์ส่งผลกระทบชัดเจนต่อกลุ่มเยาวชนไทย ซึ่งเป็นผลมาจากทักษะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในช่วงปรับตัว และงานวิจัยจากหลายประเทศยืนยันว่านักศึกษา โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหางาน ทุนการศึกษา หรือที่พักอาศัย คือกลุ่มเป้าหมายสำคัญ มิจฉาชีพฉวยโอกาสจากกระแสนิยมการหางานพาร์ทไทม์ โครงการศึกษาต่อต่างประเทศ และตลาดหอพักใกล้สถานศึกษาที่มีการแข่งขันสูง กลยุทธ์หลากหลายรูปแบบถูกนำมาใช้ ทั้งการสวมรอยเป็นอาจารย์ เจ้าของหอพัก หรือแม้กระทั่งฝ่ายบุคคล โดยมีการปลอมแปลงเอกสารและสร้างข้อความชวนเชื่อที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

รายงานของ Better Business Bureau ประจำปี ๒๕๖๗ เผยว่า กลุ่มช่วงอายุ ๑๘–๒๔ ปี เกือบ ๔๔% มีความเสี่ยงหรือเคยตกเป็นเหยื่อ โดยถูกหลอกเสียเงินโดยเฉลี่ยประมาณ ๕,๕๐๐ บาท กรณีที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาไทยก็มีให้เห็น ทั้งในมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ วิธีการที่มิจฉาชีพนิยมใช้ อาทิ การแอบอ้างเป็นอาจารย์ประกาศรับผู้ช่วยวิจัย เป็นนายหน้าจัดหาห้องเช่าราคาพิเศษ หรือเป็นฝ่ายบุคคลเสนองานฝึกงานที่น่าสนใจ การติดต่อมักทำผ่านอีเมล สื่อสังคมออนไลน์ หรือ LinkedIn ซึ่งสะท้อนรูปแบบเดียวกับที่พบในต่างประเทศ

นักศึกษาผู้ให้สัมภาษณ์ในรายงานระบุว่า วิธีการหลอกลวงแต่ละรูปแบบนั้นช่างดูล่อตาล่อใจและสมจริงเป็นอย่างมาก “ข้อเสนอที่ได้รับดูเหมือนจะดีเกินจริง แถมยังไม่รู้เลยว่าพวกเขาได้ข้อมูลส่วนตัวของเรามาจากไหน” นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ รายหนึ่งในต่างประเทศเล่า ส่วนนักศึกษาอีกรายที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ ๒ ให้ความเห็นว่า ตนเองเกือบหลงเชื่อข้อเสนอปลอมที่แฝงมาในรูปแบบอีเมลของทางราชการ “บางครั้งก็มีข้อความจากผู้ไม่ประสงค์ดีบน LinkedIn ที่ดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่” สิ่งนี้ตอกย้ำว่าแม้แต่แพลตฟอร์มที่เราคุ้นเคยก็อาจไม่ใช่พื้นที่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้ออกมาเตือนว่า จุดแข็งของขบวนการมิจฉาชีพคือการสวมรอยเป็นบุคคลหรือองค์กรที่เหยื่อไว้วางใจ “พวกเขาจะพยายามปลอมตัวเป็นใครก็ตามที่คุณเชื่อถือและไว้วางใจให้โอนเงินให้ ทุกพื้นที่ที่มีโอกาสในการโอนเงินคือเป้าหมายของมิจฉาชีพ” อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในต่างประเทศให้ข้อมูล พร้อมแนะนำว่า “จงระมัดระวัง อย่ากดลิงก์ และต้องรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของมิจฉาชีพ”

สำหรับนักศึกษาไทยเอง ความเสี่ยงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านักศึกษาในต่างประเทศเลย การใช้งานแอปพลิเคชันอย่าง Line, Facebook, TikTok หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อพูดคุยกับเพื่อนฝูงและค้นหางาน กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ถูกนำมาใช้หลอกลวงแบบฟิชชิ่ง โดยมิจฉาชีพจะสวมรอยเป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคลของสถานศึกษา หรือเป็นนายหน้าหอพักชื่อดัง จากนั้นจะขอเก็บเงินมัดจำ ขอข้อมูลส่วนตัว หรือแม้กระทั่งขอเลขที่บัญชีธนาคาร มีรายงานล่าสุดในปี ๒๕๖๗ ว่ามีนักศึกษาไทยจำนวนมากต้องสูญเงินค่ามัดจำห้องพักให้กับขบวนการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์ม Facebook Marketplace (Bangkok Post)

อุปสรรคอีกประการหนึ่งคือความแตกต่างด้านทักษะทางดิจิทัล นักศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากต่างจังหวัด หรือเป็นคนรุ่นแรกของครอบครัวที่ได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ยังขาดความรู้ด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ จากผลสำรวจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมประจำปี ๒๕๖๗ พบว่า นิสิตนักศึกษาราว ๓๐% เคยกดเปิดลิงก์น่าสงสัย หรือให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ ด้วยความที่เชื่อในข้อความภาษาไทยและโลโก้ที่ดูน่าเชื่อถือ

ยิ่งไปกว่านั้น วัฒนธรรมไทยที่ให้ความเคารพต่อผู้มีอำนาจและสถาบันใหญ่ อาจส่งผลให้นักศึกษาไม่กล้าตั้งข้อสงสัยเมื่อได้รับการติดต่อจากบุคคลที่อ้างว่ามาจากสถานศึกษา กองทุนให้การสนับสนุนการศึกษา หรือองค์กรสำคัญต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ให้ขบวนการสแปมใช้แอบอ้างเป็นอาจารย์ เจ้าหน้าที่ หรือกรรมการพิจารณาทุนการศึกษา

สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐเร่งส่งสัญญาณเตือนภัย หลายมหาวิทยาลัยได้แจ้งเตือนให้นักศึกษาตรวจสอบข้อมูลข้อเสนองานและที่พักผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ หรือสอบถามผ่านช่องทางราชการที่น่าเชื่อถือ (ประกาศมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์) ขณะเดียวกัน สโมสรนักศึกษาเองก็มีการจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณอันตรายของข้อความต้องสงสัยต่าง ๆ และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก็เพิ่มความเข้มงวดในการสืบสวนและปิดกั้นช่องทางหลอกลวง

หากย้อนรอยดูจะพบว่า นักศึกษาไทยเคยเผชิญกับการหลอกลวงมาแล้วสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่การหลอกเรื่องผลสอบปลอม ทุนการศึกษาปลอม ไปจนถึงการต้มตุ๋นรูปแบบใหม่ในยุคปัจจุบัน เช่น อีเมลปลอมที่สร้างขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ เว็บไซต์ปลอมที่ดูเป็นทางการ หรือแม้กระทั่งคลิปวิดีโอ deepfake ซึ่งส่งผลให้แม้แต่นักศึกษาที่มีประสบการณ์ก็ยังอาจตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย

อนาคตยังคงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวล้ำ และช่องทางออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่ใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การจัดการชีวิต ไปจนถึงการหาข้อมูลโอกาสในการศึกษาหรือทำงานในต่างประเทศ สัญญาณเตือนทุกอย่างบ่งชี้ว่า นักศึกษาไทยจำเป็นต้องมี “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ติดตัวไว้เสมอ

สำหรับนิสิตนักศึกษายุคใหม่ มีคำแนะนำง่าย ๆ ดังนี้

  • ตรวจสอบทุกข้อเสนองาน ห้องพัก หรือทุนการศึกษา ให้แน่ใจว่ามาจากช่องทางอย่างเป็นทางการของสถานศึกษา หรือสอบถามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สามารถยืนยันตัวตนได้โดยตรง
  • ข้อเสนอที่ควรระมัดระวัง คือมีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้า มีภาษาที่ใช้ผิดแปลกไม่เป็นทางการ ข้อความที่เร่งรัด หรือมีการขอข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน
  • ไม่ควรกดลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์แนบจากแหล่งที่ไม่รู้จัก หากมีข้อสงสัย ควรติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบโดยตรง
  • ควรเข้าร่วมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับความปลอดภัยออนไลน์ที่สถานศึกษาจัดขึ้น เปลี่ยนรหัสผ่านอย่างสม่ำเสมอ และใช้ความระมัดระวังในการโพสต์ข้อมูลในที่สาธารณะรวมถึงการสื่อสารส่วนตัว
  • หากพบข้อความน่าสงสัย ควรขอคำปรึกษาจากฝ่ายกิจการนักศึกษา หรือสายด่วนของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)

นักศึกษาต่างชาติรายหนึ่งให้ข้อคิดเตือนใจว่า “อย่าไว้ใจอะไรแบบเต็มร้อย ไม่ว่าข้อเสนอนั้นจะดูดีแค่ไหน ก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนเสมอ” ซึ่งสอดคล้องกับสำนวนไทยที่ว่า “ระวังไม้ลื่น” หมายถึง การต้องมีสติและรอบคอบ ไม่รีบตัดสินใจจนนำไปสู่ปัญหา

บนเส้นทางยุคดิจิทัล นักศึกษาไทยจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ดูแลรักษาข้อมูลส่วนตัว และสร้างเครือข่ายเพื่อนฝูงที่คอยแบ่งปันข้อมูลภัยใหม่ ๆ ให้แก่กันและกัน ผู้ปกครองและครูบาอาจารย์เองก็มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังนิสัยความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ให้แก่เยาวชน เมื่อทุกฝ่ายช่วยกันเฝ้าระวัง เราย่อมสามารถป้องกันและลดความสูญเสียจากภัยออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับภัยดิจิทัลในรั้วสถานศึกษาไทย สามารถดูประกาศจากสถานศึกษาต่าง ๆ บทความจาก Bangkok Post หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ