งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในปี ๒๕๖๗ สร้างความฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์ เมื่อพบว่าสารให้ความหวานที่ผู้คนคุ้นเคยและนิยมใช้ในอาหารและเครื่องดื่มประจำวัน อาจมีคุณสมบัติพิเศษในการยับยั้งมะเร็งร้ายแรงบางชนิดได้ นี่ถือเป็นการเปิดมุมมองและทิศทางใหม่ ทั้งสำหรับวงการวิจัยโรคมะเร็ง และเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคที่เลือกใช้สารให้ความหวานไร้แคลอรีในชีวิตประจำวันไปในตัว
ในห้วงเวลาที่โรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก สำหรับประเทศไทยเองก็พบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละหลายหมื่นราย โดยเฉพาะมะเร็งที่รักษาได้ยาก เช่น มะเร็งตับอ่อน มะเร็งสมอง และมะเร็งปอดบางชนิด ซึ่งการรักษาในปัจจุบันมักให้ผลจำกัด ทำให้การค้นหาวิธีบำบัดใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและจำเป็นอย่างยิ่ง
จุดสนใจหลักของงานวิจัยฉบับนี้อยู่ที่สารให้ความหวานสังเคราะห์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมและพบได้ทั่วไปในเครื่องดื่มน้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยวสูตรลดน้ำตาล ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก แม้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อสารที่ใช้ในการทดลองโดยตรง แต่งานวิจัยก่อนหน้าได้เคยศึกษาผลของสารกลุ่มแอสปาร์แตม ซูคราโลส และล่าสุดคืออีริทริทอล ซึ่งล้วนได้รับความสนใจถึงผลกระทบต่อร่างกายที่มากกว่าแค่การให้ความหวาน (US National Cancer Institute)
ข้อมูลจากงานวิจัยใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่า สารให้ความหวานที่ผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลอง อาจมีส่วนสำคัญในการชะลอหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่รุนแรงได้ โดยหลักฐานจากงานวิจัยก่อนหน้าบ่งชี้ว่าสารให้ความหวานบางชนิดอาจเข้าไปรบกวนกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์มะเร็ง หรือแย่งชิงสารอาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องใช้ในการขยายตัว (PubMed: “Effects of Sweeteners on Cancer Metabolism,”) หากผลลัพธ์เหล่านี้ได้รับการยืนยันในการศึกษาที่ใหญ่ขึ้นในมนุษย์ ก็อาจนำไปสู่การพัฒนาเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาหลัก เช่น การให้เคมีบำบัด การผ่าตัด หรือการฉายรังสี ในฐานะวิธีการเสริมที่มีต้นทุนต่ำและมีผลข้างเคียงน้อย
ด้านทัศนะผู้เชี่ยวชาญในไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า “โอกาสที่ส่วนประกอบในอาหารประจำวันจะช่วยขัดขวางการอยู่รอดของเซลล์มะเรเร็งนับว่าทั้งน่าตื่นเต้นและต้องระมัดระวัง ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์ที่เข้มงวดมากขึ้นก่อนจะสรุปได้ แต่ถือเป็นทิศทางที่น่าติดตาม” นักวิจัยด้านโภชนาการอิสระจากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า “คนไทยส่วนหนึ่งใช้สารให้ความหวานอยู่แล้วเพราะกังวลสุขภาพหรือไม่ต้องการบริโภคน้ำตาล สิ่งสำคัญคือควรรับข้อมูลอย่างสมดุลและยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับความพอดี”
สำหรับประเทศไทย ที่ต้องเผชิญกับปัญหามะเร็งและเบาหวานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน ผู้คนมีอัตราการบริโภคน้ำตาลสูงติดอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคอาเซียน และการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ (Thai Health Promotion Foundation) อุตสาหกรรมอาหารไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ระดับโลก ก็อาจได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากคุณสมบัติใหม่ ๆ ของสารเหล่านี้ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสารให้ความหวานกับสุขภาพยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยมีงานวิจัยบางส่วนและข้อแนะนำจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่เตือนถึงอันตรายจากการบริโภคเกินขนาดและความเสี่ยงต่อโรคเมแทบอลิก ในขณะที่อีกด้านก็ชูบทบาทของสารเหล่านี้ในการช่วยลดพลังงานหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (Thailand Food and Drug Administration) ในระยะหลัง วงการนักวิจัยทั่วโลกเริ่มเปิดใจรับผลกระทบทางชีวภาพในแง่บวกที่คาดไม่ถึงจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นการมองเห็นศักยภาพที่กว้างไกลกว่าเพียงแค่การใช้ทดแทนน้ำตาลในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำว่า แม้แนวโน้มของงานวิจัยใหม่นี้จะน่าสนใจเพียงใด ก็ยังมีอีกหลายคำถามที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์ที่แน่ชัดในมนุษย์ในระยะยาว ชนิดของมะเร็งที่ตอบสนองต่อสารเหล่านี้ และปริมาณการบริโภคที่เหมาะสมโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นทางจริยธรรมและการกำกับดูแลด้านสาธารณสุข ในการสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์จากคุณสมบัติใหม่ที่ค้นพบ กับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
สำหรับผู้อ่านชาวไทย งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโภชนาการและการแพทย์ แม้แนวคิดที่ว่าอาหารในชีวิตประจำวันจะช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็งจะดูน่าสนใจเพียงใด ก็ยังไม่ควรรีบร้อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หรือหวังพึ่งสารให้ความหวานเพื่อป้องกันมะเร็งโดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ ผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวยังคงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดต่อไป โดยภาพรวมแล้ว การรับประทานอาหารที่หลากหลาย เน้นผักผลไม้ และลดการบริโภคอาหารแปรรูป ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันโรคมะเร็งที่ดีที่สุด (World Health Organization)
โดยสรุป แม้ศักยภาพของสารให้ความหวานในการเป็นผู้ช่วยต้านมะเร็งจะยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่งานวิจัยนี้ก็ได้เปิดมิติใหม่ที่น่าสนใจในวงการรักษามะเร็งอย่างปฏิเสธไม่ได้ คนไทย ทั้งในฐานะผู้บริโภค บุคลากรด้านสุขภาพ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร จึงควรติดตามข้อมูลใหม่ ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเน้นย้ำการบริโภคตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ ไม่หลงเชื่อข่าวลือหรือความหวังที่เกินจริง สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการเปิดรับข้อมูลให้รอบด้าน และร่วมผลักดันนโยบายด้านสาธารณสุขที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมั่นคง
แหล่งข้อมูลประกอบบทความนี้ ได้แก่ AOL News, US National Cancer Institute, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, องค์การอนามัยโลก, และ PubMed.