รายงานล่าสุดเปิดเผยว่า โรงเรียนมัธยมในเขต Capital Region ของนครนิวยอร์กเกินกว่าครึ่งหนึ่งยังไม่มีการเรียนการสอนวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับบุคลากรทางการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างยิ่ง ว่านักเรียนจะมีความพร้อมมากพอในการรับมือกับอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือไม่ ข้อมูลจากศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเมืองแห่งหนึ่ง ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญด้านทักษะเทคโนโลยี ในช่วงเวลาที่ความรู้ด้านดิจิทัลกำลังกลายเป็นทักษะจำเป็นสำหรับตลาดแรงงานในวันข้างหน้า (Times Union)
ประเด็นนี้ถือเป็นภาพสะท้อนโดยตรงต่อระบบการศึกษาไทย เพราะเป้าหมายของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อแรงงานมีทักษะการคิดเชิงคอมพิวเตอร์และสามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งเครื่องสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบกับการที่ภาครัฐยังคงผลักดันนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” จึงทำให้การปลูกฝังทักษะด้านคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษาเป็นวาระเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องเร่งวางแผนอย่างจริงจัง
จากรายงานของศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเมือง พบว่าในปีการศึกษา ๒๕๖๗-๒๕๖๘ มีโรงเรียนมัธยมของรัฐในนิวยอร์กเพียงราวร้อยละ ๕๒ เท่านั้นที่เปิดสอนวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทขนาดเล็กที่มักจะเผชิญปัญหาเรื่องงบประมาณและขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ตัวอย่างเช่น ในเขต Rensselaer มีเพียง ๓ ใน ๑๑ โรงเรียนที่เปิดสอนวิชาดังกล่าว เทียบกับเขต Albany ซึ่งมีถึง ๙ ใน ๑๑ โรงเรียน ช่องว่างลักษณะนี้ยังคงเป็นปัญหาคู่ขนานที่พบได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างโรงเรียนในเมืองใหญ่กับในชนบทที่ยังเห็นได้ชัดในวิชาด้านเทคโนโลยี (World Bank)
ผู้บริหารการศึกษาหลายท่านชี้ว่า “การที่โรงเรียนไม่มีวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านหลักสูตร แต่หมายถึงการพลาดโอกาสในการสร้างทักษะสำคัญที่นักเรียนควรได้รับตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ควรถูกมองว่าเป็นวิชาพื้นฐานเฉกเช่นเดียวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษา” ทั้งนี้ แนวคิดเรื่อง “การคิดเชิงคำนวณ” ซึ่งเป็นรากฐานของการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและการรู้จักแยกแยะรูปแบบนั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่จำกัดแค่ในงานด้านการเขียนโปรแกรมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ข้อมูล หุ่นยนต์ ธุรกิจ การเงิน ไปจนถึงงานในสาขาสังคมศาสตร์
ในสถานศึกษาหลายแห่ง นักเรียนที่ต้องการเรียนวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ต้องเลือกลงวิชาอื่น เช่น วิชาระดับขั้นสูง (AP) หรือหลักสูตรสายอาชีพ เนื่องจากปัญหาตารางเรียนทับซ้อน ผู้บริหารระดับสูงของสถานศึกษาแห่งหนึ่งในสกอตเทีย-เกลนวิลล์ระบุว่า แม้แต่ละปีจะมีนักเรียนสนใจวิชานี้มากพอจนสามารถเปิดได้ถึง ๒ ห้องเรียน แต่นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงพลาดโอกาสในการเรียนรู้ เนื่องจากติดขัดด้านการจัดตารางเรียนและทรัพยากรที่จำกัด
ปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในโรงเรียนชนบท ตัวอย่างเช่น โรงเรียนมัธยมขนาดเล็กในเขตสเกอเนคเทดี เมื่อครูผู้สอนลาออกในปีถัดไปก็ไม่มีผู้มาทดแทน และยังมีอีกหลายโรงเรียนที่ขาดแคลนครูผู้สอนสายนี้อยู่ตลอด ส่งผลให้เด็กในพื้นที่ชนบทพลาดโอกาสในการพัฒนาทักษะยุคดิจิทัล ในขณะที่โรงเรียนในเมืองมีโอกาสมากกว่า สถานการณ์เช่นนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทยที่ครูผู้สอนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือครูไอทีในพื้นที่ชนบทยังคงขาดแคลนและต้องรับผิดชอบดูแลหลายวิชาไปพร้อมกัน (Bangkok Post)
เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกยุคใหม่ หลายคนอาจมีข้อกังขาว่า “ยังจำเป็นต้องศึกษาการเขียนโปรแกรมหรือไม่” แต่นักวิชาการยังคงย้ำชัดว่า ทักษะด้านนี้เป็นสิ่งขาดไม่ได้ อาจารย์ผู้สอนประจำสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอัลบานีกล่าวว่า “ในศตวรรษที่ ๒๑ ทุกคนต้องมีพื้นฐานความรู้ด้านคอมพิวเตอร์” แม้ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถช่วยงานประจำ งานซับซ้อน หรือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่แก่นสำคัญคือทักษะการแก้ปัญหาระดับสูงที่มนุษย์เท่านั้นทำได้ “ปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือช่วย ไม่ใช่ตัวแทนของมนุษย์”
สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลแห่งชาติ เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าสถานศึกษาควรเร่งส่งเสริมและพัฒนาทักษะดิจิทัล ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการ “Coding for All” ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้เริ่มนำร่องให้นักเรียนได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมและการคิดเชิงคอมพิวเตอร์แล้ว แต่การขับเคลื่อนยังคงติดขัดปัญหาขาดแคลนบุคลากรครูและอุปกรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ (Thai PBS World)
แนวทางแก้ไขหนึ่งที่เสนอโดยผู้กำหนดนโยบายจากศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเมือง คือการไม่ให้วิทยาการคอมพิวเตอร์ถูกจำกัดเป็นเพียงวิชาแยกเดี่ยว แต่ควรบูรณาการ “การคิดเชิงคำนวณ” เข้าไปในวิชาอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ สังคม หรือแม้แต่บทเรียนวรรณคดี ตัวอย่างเช่น ในชั้นเรียนวรรณคดีไทย อาจออกแบบเกมที่ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์เพื่อฝึกการคิดแบบอัลกอริทึม หรือแนะนำการวิเคราะห์ข้อมูลในวิชาคณิตศาสตร์ด้วยเครื่องมือเขียนโค้ด แนวทางนี้ได้รับการนำร่องในสถานศึกษาหลายแห่งของประเทศไทย ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศอย่างยูเนสโก ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะแรก แต่การขยายผลไปทั่วประเทศยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ
การที่หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ไม่ได้เป็นวิชาบังคับในนิวยอร์ก สะท้อนถึงนโยบายของไทยในลักษณะเดียวกัน ที่แม้จะสนับสนุนให้เรียนการเขียนโค้ด แต่ยังไม่บังคับ และยังคงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้บริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งว่าจะผลักดันไปในทิศทางใด ผู้เสนอแนะเชิงนโยบายจากศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเมือง เสนอให้มีการแต่งตั้ง “ผู้บริหารนโยบายด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์” ประจำแต่ละจังหวัดหรือระดับประเทศ เพื่อกำกับดูแลและติดตามการวางรากฐานทักษะใหม่ ๆ พร้อมกับการเร่งรัดการอบรมครูให้สามารถสอนคอมพิวเตอร์และบูรณาการทักษะนี้ในสาขาอื่น ตลอดจนทบทวนหลักสูตรฝึกอบรมครูให้เน้นทักษะเชิงคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ข้อเสนอนี้คล้ายคลึงกับทิศทางนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการไทยที่ต้องเน้นการลงทุนพัฒนาบุคลากรครู หลักสูตร และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างจริงจัง (UNESCO Institute for Statistics)
หัวใจสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้กับความสามารถในการนำไปปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ผู้กำหนดนโยบายจากศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเมือง ชี้ว่า “เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การบรรจุวิชาคอมพิวเตอร์เป็นวิชาเฉพาะในทุกโรงเรียน แต่ควรส่งเสริมให้แนวคิดลักษณะนี้แทรกซึมอยู่ในรายวิชาต่าง ๆ” ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ไขปัญหาตารางเรียนแน่นและบุคลากรครูไม่เพียงพอในทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยได้
ทว่า ผลกระทบจากการขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐานนั้นเป็นที่ประจักษ์ ผู้บริหารเชิงนโยบายของศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเมือง เตือนว่า “ผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้การคิดเชิงคำนวณจะเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาดแรงงานอนาคต และจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง” ซึ่งคำเตือนนี้สอดคล้องกับภารกิจ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน หากประชากรยังคงได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีเพียงบางกลุ่ม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมก็จะยิ่งถ่างกว้างขึ้น (ADB Southeast Asia)
ปัญหาเหล่านี้มีรากฐานส่วนหนึ่งมาจากประวัติศาสตร์และแนวคิดด้านการศึกษาในอดีต ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยที่มักให้น้ำหนักกับการท่องจำและการวัดผลแบบเก่า มากกว่าการส่งเสริมการพัฒนา “ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑” อย่างการเขียนโค้ด การทำงานร่วมกัน หรือความคิดสร้างสรรค์ แม้จะมีการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ในทั้งนิวยอร์กหรือกรุงเทพฯ แต่ยังคงต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนค่านิยมและโครงสร้างเดิมที่ฝังรากลึก ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงสองปีที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้การเร่งผลักดันการสร้าง “นักสร้างสรรค์ด้านดิจิทัล” และนักคิดเชิงวิพากษ์กลายเป็นภารกิจที่เร่งด่วนยิ่งขึ้น (Brookings Institution)
หากมองไปในอนาคต งานส่วนใหญ่ แม้ไม่ใช่สายเทคโนโลยีโดยตรง ก็จำเป็นต้องใช้ทักษะดิจิทัลเป็นพื้นฐานสำคัญ รายงานจาก World Economic Forum คาดการณ์ว่า ในปี ๒๐๒๕ งานเก่าทั่วโลกจะลดลงกว่า ๘๕ ล้านตำแหน่ง แต่จะมีงานใหม่เกิดขึ้นอีกราว ๙๗ ล้านตำแหน่งที่เน้นทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น (World Economic Forum) ประเทศไทยเองซึ่งเศรษฐกิจพึ่งพาภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติ ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากแนวโน้มนี้
แล้วคนไทยควรปรับตัวอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนี้? สถานศึกษาควรทบทวนหลักสูตรที่มีอยู่และเพิ่มทางเลือกในการเรียนรู้การคิดเชิงคำนวณ ไม่ว่าจะผ่านวิชาเฉพาะทางหรือกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับวิชาอื่น ๆ สถาบันผลิตและพัฒนาครู จำเป็นต้องบรรจุหลักสูตรอบรมครูด้านนี้ให้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาบุคลากร และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายควรพิจารณากำหนดมาตรฐานด้านทักษะดิจิทัลให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศชั้นนำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อาจถึงขั้นพิจารณาให้เป็นวิชาบังคับสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์หรือการเขียนโค้ดทั่วประเทศ ไม่จำกัดเพียงบางแห่งเท่านั้น สุดท้าย ผู้ปกครองและนักเรียนควรแสวงหาโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง เช่น การเข้าร่วมกลุ่มผู้สนใจ การแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านคลับโค้ดดิ้ง เวิร์กช็อป หรือการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ฟรีอย่าง Code.org, Scratch และโครงการในไทยอย่าง “Young Digital Changemakers” เป็นต้น (Code.org Thailand)
เสียงสะท้อนจากทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ ทักษะการคิดเชิงคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็น “ทุนส่วนบุคคล” ที่ขาดไม่ได้ สังคมไทยเป็นสังคมที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มาโดยตลอด หากทุกคนร่วมมือกันมุ่งมั่นพัฒนาและลดช่องว่างทางดิจิทัลตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยก็จะพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจใหม่