ท่ามกลางความต้องการบริการสุขภาพจิตที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก สวนทางกับทรัพยากรที่มีจำกัด ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงหันไปพึ่งพาแชตบอทปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) อย่าง ChatGPT เพื่อระบายความรู้สึกและขอคำปรึกษาในยามที่เผชิญความเครียดหรือรู้สึกไม่สบายใจ แม้ AI จะพร้อมให้คำตอบตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ตัดสินหรือวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งอาจดูเป็นทางออกที่น่าสนใจ ทว่ารายงานล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญกลับฉายภาพความเสี่ยงทางจิตวิทยาและจริยธรรมที่อาจตามมาจากการพึ่งพา AI แทนการบำบัดแบบดั้งเดิม ประเด็นนี้ถูกสรุปไว้ในบทวิเคราะห์จากสื่อชั้นนำของอังกฤษที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ซึ่งชี้ให้ผู้อ่านไทยตระหนักถึงบทบาทของ AI ในงานสุขภาพจิต รวมถึงพิจารณาข้อคิดในมิติทางวัฒนธรรมและสังคมด้วย (The Guardian)

การพึ่งพาแชตบอท AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแสเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการรับมือกับความเครียดและการแสวงหาที่พึ่งทางใจของผู้คน ดังเช่นตัวอย่างจากนักจิตวิทยาคลินิกที่ระบุในบทความ ซึ่งพบว่าหลายคนเลือกปรึกษา AI เมื่อเผชิญความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเพื่อขอคำแนะนำ คำปลอบประโลม หรือแม้กระทั่งให้ช่วยร่างข้อความสำคัญต่างๆ ความสะดวกสบายนี้ดูเหมือนเป็นเหตุเป็นผลในโลกที่บุคลากรผู้เชี่ยวชาญมีจำกัด โดยเฉพาะในประเทศที่เผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเช่นออสเตรเลียและไทย

เหตุใดเทรนด์นี้จึงสำคัญกับผู้อ่านไทย?

ประเทศไทยเองก็เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมือง ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าประเทศไทยมีจิตแพทย์เพียงประมาณ ๑ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอย่างมาก (Bangkok Post) บวกกับค่านิยมที่ยังคงมีการตีตราผู้ที่ขอรับคำปรึกษาทางจิตใจ และบริการจากภาครัฐที่หนาแน่น แพลตฟอร์มดิจิทัลจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยม คำถามสำคัญคือ AI จะสามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างปลอดภัยจริงหรือ?

ประเด็นสำคัญที่ควรระวัง

นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ข้อมูลและแนะนำให้ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน แม้แชตบอทจะตอบกลับได้อย่างรวดเร็วราวกับเข้าใจปัญหา ทว่าสิ่งที่ AI ขาดคือ “หัวใจ” ของกระบวนการบำบัด ซึ่งได้แก่ ความเห็นอกเห็นใจ การรับฟังอย่างลึกซึ้ง และความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ มีกรณีตัวอย่างหนึ่งที่ระบุในบทความ ว่าผู้ใช้รายหนึ่งเมื่อประสบปัญหาทั้งเรื่องงานและความสัมพันธ์ กลับพึ่งพา AI ให้ช่วยเขียนข้อความ จนทำให้สูญเสียความเป็นตัวเอง และยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ข้อความจาก AI อาจฟังดูมีเหตุผล แต่กลับขาดความรู้สึกจริงใจ และที่สำคัญอาจไปส่งเสริมให้ผู้ใช้หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หรือการพูดคุยกับผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมา ผลข้างเคียงที่ตามมาคือความเคยชินกับการแสวงหาคำยืนยันทางใจจากภายนอก แทนที่จะฝึกฝนการคิดทบทวน จัดการอารมณ์ หรือเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางใจที่แท้จริง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การใช้แชตบอททดแทนการบำบัดแบบตัวต่อตัว อาจยิ่งตอกย้ำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ที่มีแนวโน้มวิตกกังวลสูง หรือผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคย้ำคิดย้ำทำ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ชอบถามซ้ำเพื่อขอความมั่นใจ อาจได้รับเพียงคำตอบปลอบโยนจาก AI โดยไม่มีการตั้งคำถามหรือกระตุ้นให้กลับมาสำรวจตัวเองอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจะสามารถทำได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ผู้ใช้จะสูญเสียโอกาสในการเติบโตทางอารมณ์และพัฒนาทักษะการเผชิญปัญหาในชีวิตจริง

ข้อควรคำนึงด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว

ประเด็นใหญ่อีกประการคือความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล หลายคนอาจไม่ทราบว่าข้อความที่แลกเปลี่ยนกับแชตบอทอาจไม่ได้รับการเก็บเป็นความลับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม ข้อมูลที่ใช้ในการสนทนาอาจถูกนำไปวิเคราะห์หรือนำกลับมาใช้ซ้ำได้ (OpenAI) นอกจากนี้ คำตอบจาก AI สร้างขึ้นจากการประมวลผลเชิงสถิติ จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิด “ความเพี้ยน” หรือการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้ง่าย บางครั้งอาจถึงขั้นไปขยายภาพจำที่ผิดๆ และอคติที่สืบเนื่องมาจากฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ (Nature)

ในวงการจิตวิทยาจึงมีเสียงเตือนให้มีการวางกรอบการใช้ AI ในงานบำบัดอย่างชัดเจน นักจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลจิตเวชชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้ทัศนะว่า “AI อาจให้เนื้อหาความรู้หรือให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉินได้ แต่ไม่ควรมองว่ามันจะทดแทนสายสัมพันธ์แบบมนุษย์ได้” ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมยังชี้ว่า สิ่งสำคัญที่นักบำบัดพึงมีคือความสามารถในการอ่านภาษากาย กระตุ้นให้ผู้รับบริการได้คิดทบทวนตนเอง และช่วยให้เผชิญกับปมลึกในใจ ซึ่ง AI ยังไม่สามารถตอบสนองภารกิจเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน

บริบทวัฒนธรรมไทยกับความเสี่ยง AI

ในบริบทของประเทศไทย ปัญหาการยึดติดกับ AI ไม่ได้สะท้อนเพียงข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับบรรทัดฐานทางสังคมที่มักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง เช่น แนวคิดเรื่อง “ความเกรงใจ” ที่ทำให้บางคนเลือกที่จะขอคำแนะนำจาก AI แทนที่จะเปิดใจพูดคุยโดยตรงกับคนใกล้ชิด แม้เทคโนโลยีจะสามารถช่วยเสริมระบบการดูแลสุขภาพจิตได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรใช้ทดแทนการบำบัดที่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์แบบไทยๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการช่วยเหลือและเยียวยาจิตใจอย่างแท้จริง

ศักยภาพและข้อควรระวังของ AI ในระบบไทย

อย่างไรก็ตาม หากใช้อย่างมีสติ AI ก็ยังสามารถช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านสุขภาพจิตได้ในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ที่กังวลเรื่องการถูกตีตรา ทว่าประชาชนควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อจำกัดของการใช้งานเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ โรงพยาบาล หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ควรเร่งจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการใช้ AI และเน้นย้ำข้อควรระวังในประเด็นด้านความลับของข้อมูลและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ

ในระดับนโยบาย แนวโน้มการนำ AI เข้ามามีบทบาทในงานสุขภาพจิตมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ภาครัฐของไทยและภาคส่วนเทคโนโลยีเริ่มมีการวางกรอบจริยธรรมและจัดทำมาตรฐานควบคุม ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ AI ด้านสุขภาพจิตไว้ว่า จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยมนุษย์ตลอดเวลา และไม่ควรนำมาใช้ทดแทนผู้เชี่ยวชาญ (WHO) ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยก็กำลังผลักดันมาตรฐานการใช้ AI ภายในประเทศ แม้บทบาทและกฎเกณฑ์จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวางรากฐาน (Bangkok Post)

ข้อคิดสู่ผู้อ่านไทย

สำหรับผู้อ่านที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต โปรดอย่ารีบฝากชีวิตไว้กับเทคโนโลยีโดยปราศจากการไตร่ตรอง ควรพิจารณาปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้

  • ใช้แชตบอท AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริมในการค้นคว้าข้อมูลหรือการทบทวนตนเอง แต่ไม่ควรใช้ทดแทนคำแนะนำหรือการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญ
  • พึงระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว เนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัยของแต่ละแพลตฟอร์มมีความแตกต่างกัน
  • ควรนำคำแนะนำที่ได้จาก AI ไปพูดคุยปรึกษาต่อกับผู้เชี่ยวชาญ มากกว่าที่จะรับไว้โดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง
  • หากเป็นไปได้ ควรขอคำแนะนำจากคนในครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือพิจารณาเข้าพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแบบพบหน้ากัน
  • ส่งเสริมให้สังคมไทยมีการถกเถียงและกำหนดมาตรการดูแลความเป็นส่วนตัวและสวัสดิภาพเชิงสุขภาพจิตในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท

เทคโนโลยีอาจเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยได้ ทว่าจำเป็นต้องใช้ควบคู่กับความระมัดระวังและความเข้าใจในบริบทของไทย ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและจริยธรรม

สำหรับประชาชนชาวไทยที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ยังคงสามารถติดต่อสายด่วนกรมสุขภาพจิต ๑๓๒๓ เข้ารับบริการที่คลินิกจิตเวชในโรงพยาบาล หรือขอคำแนะนำจากครูแนะแนวและอาจารย์แนะแนวในสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่เทคโนโลยีไม่อาจเข้ามาแทนที่ได้อย่างสมบูรณ์

แหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบ: The Guardian, Bangkok Post - ปัญหาสุขภาพจิตในไทยสูงขึ้น, OpenAI - นโยบายความเป็นส่วนตัว, Nature - ความเสี่ยงของ AI ด้านสุขภาพจิต, WHO - แนวปฏิบัติและจริยธรรม AI ด้านสุขภาพ, Bangkok Post - กำหนดทิศทางจริยธรรม AI