งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นถึงภัยคุกคามที่ยังคงคุกคามสัตว์ทะเลชื่อดังของเม็กซิโกจากการท่องเที่ยว แม้จะมีกฎหมายและมาตรการคุ้มครองรองรับ ผลการศึกษาชี้ชัดว่า กิจกรรมยอดนิยมอย่างการล่องเรือชมปลาวาฬและการว่ายน้ำกับฉลามวาฬ ที่เคยถูกยกให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้น กลับยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของสัตว์ทะเลหายากที่อาศัยอยู่ในเขตอนุรักษ์สำคัญของประเทศได้อย่างเต็มที่ ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศที่มีชายฝั่งทะเลอย่างไทย ซึ่งจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่ามกลางจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กฎหมายที่มีอยู่ ไม่อาจปกป้องวาฬและสัตว์ทะเลอย่างเต็มที่

ทุกฤดูหนาว ปลาวาฬหลังค่อมหลายร้อยตัวจะอพยพจากอลาสก้ามายังอ่าวบาเฮีย เด บาเดราส บนชายฝั่งแปซิฟิกของเม็กซิโก เพื่อผสมพันธุ์ ออกลูก และเลี้ยงลูกน้อย อ่าวแห่งนี้แวดล้อมไปด้วยจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างเปวยร์โต วายาร์ตา และริเวียร่า นายาริต มีนักท่องเที่ยวหลายหมื่นคนเดินทางมาชมปรากฏการณ์นี้ทุกปี แม้หน่วยงานสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของเม็กซิโก (SEMARNAT) ได้ออกข้อกำหนดตั้งแต่ปี 2554 เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการทัวร์ต้องรักษาระยะห่างและปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แต่ทว่า ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ocean & Coastal Management กลับพบว่า เกือบ 9 ใน 10 ของทริปชมวาฬที่ถูกติดตามตลอด 4 ปี พบว่ามีการละเมิดกฎอย่างน้อย 1 ข้อ insideclimatenews.org

จากการสังเกตการณ์ทัวร์ชมวาฬ 73 เที่ยว และประเมินการปฏิบัติตามกฎหลัก 5 ข้อของ SEMARNAT เช่น มุมการเข้าใกล้เรือ, ระยะห่างขั้นต่ำ, และระยะเวลาในการชม จากเหตุการณ์ที่พบวาฬรวม 303 ครั้ง พบว่า 88% มีการละเมิดกฎอย่างน้อย 1 ข้อ ที่น่าเป็นห่วงคือ กว่าหนึ่งในสามของการละเมิดกฎนั้น เกี่ยวข้องกับวาฬแม่และลูก ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาประจำมหาวิทยาลัยกวาดาลาฮารา ชี้ว่า “วาฬกลุ่มนี้เดินทางมาเพื่อขยายพันธุ์และอยู่โดยไม่มีการกินอาหารได้นานหลายเดือน หากต้องใช้พลังมากขึ้นเพราะถูกรบกวน ผลกระทบจะเกิดกับทั้งตัวบุคคลและประชากรวาฬในระยะยาว”

เหตุใดกฎจึงถูกละเลย?

นักวิจัยสรุปว่า สาเหตุที่กฎถูกละเลยบ่อยครั้งนั้น มีหลายปัจจัย ทั้งสภาพอากาศ การขาดอุปกรณ์ช่วยนำทาง และที่สำคัญคือแรงกดดันจากนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าใกล้วาฬ หรือคาดหวังที่จะเห็นวาฬแสดงท่าทางกระโดด ทำให้ไกด์ทัวร์ต้องฝ่าฝืนกฎ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ใกล้ชิดและโอกาสในการถ่ายรูปตามที่นักท่องเที่ยวต้องการ นักวิชาการด้านชีววิทยาการอนุรักษ์จากสถาบันวิจัยชั้นนำแห่งหนึ่งในบาฮา แคลิฟอร์เนีย ให้ข้อมูลว่า “บ่อยครั้งนักท่องเที่ยวไม่รู้จักกฎ หรือไปเห็นภาพในโซเชียลที่คนใกล้ชิดกับวาฬสีเทาในเม็กซิโกเหนือ แล้วเข้าใจผิดว่าพื้นที่อื่นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว มีการควบคุมที่เข้มข้นกว่ามาก”

จากสถิติ นักท่องเที่ยวที่มาชมวาฬในอ่าวบาเฮีย เด บาเดราส ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐและแคนาดา จึงอาจขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อบังคับในท้องถิ่น

ไม่ใช่แคว้นวาฬเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ

ปัญหาการท่องเที่ยวที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปลาวาฬเท่านั้น ผลวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Marine Mammal Science ตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานการชมโลมาในเขตสงวนชีวมณฑล Sian Ka’an ของรัฐกินตานาโร พบว่า 98% ของการพบโลมาที่ถูกตรวจสอบ มีการละเมิดกฎที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมตามธรรมชาติของโลมาอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนจากการว่ายน้ำกับฉลามวาฬ และประเด็นการจัดการ

ส่วนประเด็นของฉลามวาฬในอ่าวบาเฮีย เด ลา ปาซ กลับยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก หลังจากที่การท่องเที่ยวว่ายน้ำกับฉลามวาฬเฟื่องฟูมาตั้งแต่ปี 2543 แม้จะมีแผนการบริหารจัดการโดย SEMARNAT และการขยายเขตอนุรักษ์ในปี 2561 ล่าสุด ผลการศึกษาขององค์กร Whale Shark Mexico พบว่า 50-60% ของฉลามวาฬยังคงได้รับบาดเจ็บจากเรือท่องเที่ยว แม้ว่ามัคคุเทศก์ส่วนใหญ่จะผ่านการอบรมและประชาสัมพันธ์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เป็นผลสะสมของแรงกดดันจากการท่องเที่ยวที่บริหารจัดการไม่ดีพอ ผู้บริหารขององค์กร Whale Shark Mexico ระบุว่า “เราเห็นตั้งแต่แผลถลอกไปจนถึงครีบขาด ส่วนใหญ่เกิดจากเรือชนขณะนำนักท่องเที่ยวว่ายน้ำใกล้ฉลามวาฬ”

นักวิจัยเสนอแนะให้ใช้มาตรการที่เข้มข้นและยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนจากการกำหนดจำนวนเรือสูงสุดแบบตายตัว ไปเป็นระบบที่เชื่อมโยงกับจำนวนฉลามวาฬจริงในพื้นที่ รวมถึงการมีเจ้าหน้าที่รัฐจากสำนักงานอัยการสิ่งแวดล้อมกลาง (PROFEPA) เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดในจุดสำคัญ โดยควรมีการบังคับใช้มาตรการที่เด็ดขาด เช่น การระงับใบอนุญาตของผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน

ในด้านการให้ความรู้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การรณรงค์ให้ความรู้ทั้งกับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ จะช่วยลดช่องว่างของความคาดหวัง และส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่รับผิดชอบ นักวิจัยประจำอ่าวบาเฮีย เด บาเดราส อธิบายว่า “งานวิจัยทั่วโลกชี้ว่า ถ้าทำให้เข้าใจเหตุผลและความจำเป็นของกฎ นักท่องเที่ยวจะหยุดเรียกร้องหรือกดดันให้นำเข้าใกล้สัตว์เหล่านี้มากเกินไปได้เช่นกัน”

ท่องเที่ยวทางทะเล: ทางรอดเศรษฐกิจที่ควรพัฒนาอย่างยั่งยืน

แม้จะมีความท้าทาย แต่การท่องเที่ยวทางทะเลยังคงเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่ง ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะสามารถสร้างรายได้และประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมได้เหนือกว่าการท่องเที่ยวรูปแบบทั่วไป เนื่องจากรายได้ที่เกิดขึ้นสามารถนำไปใช้ในการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ และยังสร้างทางเลือกอาชีพนอกเหนือจากอุตสาหกรรมประมงที่มักเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์จากองค์กร Whale Shark Mexico เตือนว่า จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นด้านการกำกับดูแลไปพร้อมกับการเติบโต และประสบการณ์จากแหล่งท่องเที่ยวที่เผชิญภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกินอย่างกังกุน ก็เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า หากไม่มีแผนรับมือที่ดีพอ กฎเกณฑ์ที่ดูสวยหรูบนกระดาษก็อาจกลายเป็นเพียงภาพลวงตา

บทเรียนสำหรับไทย: สถานการณ์และทางออก

ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต กระบี่ หรือหมู่เกาะพีพี ที่กำลังเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาลที่เดินทางมาเยี่ยมชมสัตว์ทะเล เช่น การชมโลมา หรือการดำน้ำกับเต่าทะเลและฉลาม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ตอบสนองต่อผลกระทบดังกล่าวด้วยการปิดพื้นที่บางส่วนเป็นการชั่วคราว กำหนดโควตานักท่องเที่ยว และเตรียมออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมกิจกรรมทางทะเล Bangkok Post

ขณะเดียวกัน ยังร่วมกับองค์กรวิจัยและต่างประเทศ ติดตามสถานะสัตว์สำคัญ ทั้งพะยูนที่ตรังและฉลามวาฬที่เกาะเต่า UNESCO Wildlife Conservation Society Thailand แต่ก็ยังมีข้อจำกัดคล้ายเม็กซิโก เช่น การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน, ทรัพยากรที่จำกัด, การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ชัดเจน, และอิทธิพลของผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่ยังคงมีอยู่มาก ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ต้นเหตุแท้มักไม่ใช่กฎระเบียบ แต่อยู่ที่การบังคับใช้ที่อ่อนแอและความเข้าใจต่ำในกลุ่มผู้ประกอบการกับนักท่องเที่ยว” ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยจากเม็กซิโกที่ชี้ว่า การออกระเบียบเพียงอย่างเดียวนั้นไร้ประโยชน์ หากขาดระบบการติดตาม ตรวจสอบ และบทลงโทษที่เข้มงวดมารองรับ

ใช้รากวัฒนธรรมไทยต่อยอดการอนุรักษ์ทะเล

บริบททางวัฒนธรรมของไทยเองก็สามารถเป็นส่วนเสริมสร้างความหวัง เช่น แนวคิด “น้ำใจ” และ “รักป่ารักชาติ” ที่มักถูกนำมาใช้ในการรณรงค์ส่งเสริมการอยู่ร่วมกับธรรมชาติในแคมเปญอนุรักษ์ต่าง ๆ การผสมผสานค่านิยมทางวัฒนธรรมเข้ากับมาตรการเชิงข้อมูล จึงอาจช่วยสร้างการยอมรับในวงกว้างสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น การจำกัดจำนวนเรือ หรือการปิดพื้นที่บางแห่งเพื่อการฟื้นฟูในช่วงเวลาที่เหมาะสม

แนวโน้มและข้อเสนอในอนาคตสำหรับไทย

บทเรียนจากเม็กซิโกชี้ถึงแนวโน้มสำคัญที่อาจนำมาประยุกต์ในไทย เช่น

  • ใช้ระบบติดตามแบบเรียลไทม์และบริหารจัดการแบบยืดหยุ่น จำกัดนักท่องเที่ยวและเรือตามจำนวนสัตว์จริง
  • เพิ่มความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดประโยชน์และความร่วมมือในชุมชน
  • เน้นให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวด้วยสื่อหลายภาษา แจกคู่มือก่อนออกทัวร์
  • ใช้เทคโนโลยี เช่น GPS ติดตามเรือ เซ็นเซอร์ตรวจจับสัตว์ และระบบรายงานเหตุผิดปกติ
  • ขยายโปรแกรม “นักวิทยาศาสตร์พลเมือง” ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแสและติดตามการละเมิดกฎ

ผู้มีอำนาจ ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคมของไทย สามารถนำบทเรียนจากเม็กซิโกและเวทีระดับโลกมาปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการให้มีความรอบด้านยิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวเองก็มีบทบาทสำคัญ เช่น

  • เลือกใช้บริการทัวร์ที่ได้รับใบอนุญาตและประกาศตัวชัดเจนว่ารักษามาตรฐานอนุรักษ์
  • ศึกษาข้อมูลชีววิทยาและพฤติกรรมสัตว์ทะเลก่อนออกชม
  • ไม่กดดันผู้ประกอบการให้นำเข้าใกล้หรือรบกวนสัตว์ทะเลมากเกินไป
  • สนับสนุนโครงการอนุรักษ์ท้องถิ่นด้วยการบริจาค ลงแรง หรือร่วมเก็บข้อมูลในโครงการต่าง ๆ
  • แบ่งปันความรู้แก่เพื่อนนักท่องเที่ยวและชุมชนเกี่ยวกับความสำคัญของการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบ

ท้ายที่สุดแล้ว เส้นแบ่งระหว่างการท่องเที่ยวที่จะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อสัตว์ทะเลนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในแต่ละวันของนักท่องเที่ยว ผู้นำทัวร์ ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ การนำแนวปฏิบัติที่ยึดหลักงานวิจัยมาใช้ จึงเป็นหนทางสำคัญที่ทั้งเม็กซิโกและไทยจะสามารถปกป้องมรดกทางทะเลอันล้ำค่านี้ไว้เพื่อคนรุ่นต่อไป


อ้างอิง: Inside Climate News Ocean & Coastal Management Journal Marine Mammal Science Journal Bangkok Post – “Marine park closures aim to protect coral” UNESCO – Thungyai–Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuaries Wildlife Conservation Society Thailand