เมื่อกระแสการใส่ใจสุขภาพแพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา อุตสาหกรรมเครื่องดื่มจึงปรับตัวขานรับ ด้วยการพัฒนาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำและไร้แอลกอฮอล์ออกมาหลากหลายรูปแบบ หลายคนหันมาเลือกเครื่องดื่มกลุ่มนี้เพื่อลดแคลอรี่ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้รับ ทว่าผลวิจัยใหม่ล่าสุดและทิศทางตลาดกลับชี้ให้เห็นว่า เครื่องดื่มทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านรสชาติ ผลกระทบต่อร่างกาย และมิติทางสังคม
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่หลายฝ่ายต่างกังวล การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “แอลกอฮอล์ต่ำ” กับ “ไร้แอลกอฮอล์” จะช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถเลือกเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ โอกาสทางสังคม แถมยังไม่ตกยุคตามกระแสโลกอีกด้วย
“แอลกอฮอล์ต่ำ” กับ “ไร้แอลกอฮอล์” ต่างกันอย่างไร? มาดูกัน
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำ คือเครื่องดื่มที่ยังคงมีปริมาณแอลกอฮอล์ แต่ถูกลดทอนลงไปมาก เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป นิยามของเครื่องดื่มประเภทนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยทั่วไปมักมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ระหว่าง 0.5% ถึง 1.2% โดยปริมาตร และบางประเทศอาจอนุญาตให้มีได้ถึง 2.5% ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในพื้นที่นั้นๆ
ส่วนเครื่องดื่ม “ไร้แอลกอฮอล์” หรือที่บางครั้งเรียกว่า “ไม่มีแอลกอฮอล์” นั้น แท้จริงแล้วยังมีแอลกอฮอล์ในปริมาณที่น้อยกว่า 0.5% โดยปริมาตร ซึ่งในบางประเทศ เช่น สหภาพยุโรป อาจกำหนดให้มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 0.05% จึงจะสามารถใช้คำว่า “ปราศจากแอลกอฮอล์” ได้อย่างแท้จริง (Sustainalytics; UH Hospitals) แม้กระทั่งเครื่องดื่มที่ระบุบนฉลากว่า “0.0% แอลกอฮอล์” ก็ยังอาจมีแอลกอฮอล์หลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ซึ่งมักจะน้อยกว่า 0.05% เท่านั้น
ความแตกต่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของป้ายกำกับเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อรสชาติและประสบการณ์การดื่มอย่างชัดเจน เบียร์แอลกอฮอล์ต่ำส่วนใหญ่มักคงรสชาติที่ซับซ้อนและความรู้สึกขณะดื่มไว้ได้ดีกว่า เพราะถึงแม้จะมีแอลกอฮอล์อยู่เพียงน้อยนิด แต่ก็ช่วยละลายและดึงกลิ่นรสเฉพาะตัวออกมา ทำให้รสชาติเบียร์ยังคงคุ้นเคยสำหรับผู้ดื่ม ในขณะที่เบียร์ไร้แอลกอฮอล์มักเผชิญความท้าทายในการดึงรสชาติเต็มรูปแบบให้ใกล้เคียงกับต้นตำรับ เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญอย่างแอลกอฮอล์นั่นเอง
ส่องเทรนด์เติบโต: เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำและไร้แอลกอฮอล์ กำลังมาแรง
จากการสำรวจข้อมูลหลายกรณีที่ตีพิมพ์ในปี 2566 พบว่ายอดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำและไร้แอลกอฮอล์ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าสองเท่าตัว ระหว่างปี 2561 ถึง 2566 หรือเติบโตขึ้นเกือบ 89% ในเชิงปริมาณ (ScienceDirect) เบื้องหลังการเติบโตนี้คือกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่อย่าง เจเนอเรชั่นมิลเลนเนียลและเจเนอเรชั่น Z ซึ่งมีความตระหนักด้านสุขภาพและมีแนวโน้มเลือกดื่มแอลกอฮอล์ลดลง ตามกระแสโลกที่เปลี่ยนไป (NY Post)
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากสถาบันสุขภาพชั้นนำ ชี้ว่าคนยุคปัจจุบันตระหนักถึงผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น ไล่ตั้งแต่โรคตับ ภาวะอ้วน ไปจนถึงมะเร็งบางประเภท การหันมาเลือกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำหรือไร้แอลกอฮอล์ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดปริมาณแคลอรี่ ลดความเสี่ยงที่จะติดแอลกอฮอล์ และยังช่วยให้ร่างกายทำงานหนักน้อยลงในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากระบบ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากเครื่องดื่มที่ระบุว่า “ไร้แอลกอฮอล์” บางยี่ห้อยังคงมีแอลกอฮอล์ตกค้างอยู่เล็กน้อย หรืออาจมีการเติมน้ำตาลและสารปรุงแต่งเพื่อเพิ่มรสชาติ ดังนั้น การอ่านฉลากอย่างละเอียดก่อนบริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญ (UH Hospitals)
ทำไมเครื่องดื่มกลุ่มนี้จึงสำคัญกับคนไทย?
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกชี้ว่า ค่าเฉลี่ยการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวในไทยนั้น ยังคงสูงติดอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหานี้ยังคงเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ โรคเรื้อรัง และปัญหาทางสังคมต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ อาทิ สงกรานต์หรือปีใหม่ ที่ร้านรวงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกิจกรรมสังสรรค์ยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ถึงกระนั้น เบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ทางสังคมอย่างหนึ่งของไทย การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์หรือการพบปะเพื่อนฝูงมักผูกพันกับการดื่ม ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ท้องถิ่นไปจนถึงเบียร์นำเข้า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองและคนวัยทำงานที่ใส่ใจสุขภาพ เริ่มมองหาเครื่องดื่มทางเลือกที่สามารถดื่มสนุกได้ โดยไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบจากแอลกอฮอล์ ทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำและไร้แอลกอฮอล์กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่เข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว
ตลาดเครื่องดื่มในไทยและแนวโน้มในอนาคต: โอกาสและความท้าทาย
ปัจจุบัน ตลาดเครื่องดื่มในไทยเริ่มมีเบียร์สูตร “ไลท์” เบียร์คาร์โบไฮเดรตต่ำ หรือเบียร์ “0.0%” จากแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาวางจำหน่ายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเบียร์สัญชาติไทยเองก็เริ่มพัฒนาเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ในสไตล์ “คราฟต์” มากขึ้น โดยมีร้านค้าเฉพาะทางให้บริการทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐยังได้เร่งรณรงค์ลดปัญหาและภัยจากสุราในช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย (Sustainalytics)
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ เช่น การแยกแอลกอฮอล์ด้วยระบบสุญญากาศ หรือกระบวนการรีเวิร์สออสโมซิส จะช่วยให้เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์มีรสชาติใกล้เคียงกับต้นตำรับมากยิ่งขึ้น โดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐก็จะยังคงขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นต่อไป
เลือกดื่มอย่างไรให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทย?
สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้เท่าทันและเลือกสรรให้เหมาะสม หากต้องการลดปริมาณแอลกอฮอล์ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ศาสนา หรือเหตุผลส่วนบุคคลอื่น ๆ ควรสังเกตรายละเอียดบนฉลากอย่างรอบคอบ ทั้งปริมาณแอลกอฮอล์ แคลอรี่ น้ำตาล และส่วนผสมต่าง ๆ เบียร์แอลกอฮอล์ต่ำเหมาะสำหรับผู้ที่ยังคงต้องการสัมผัสรสชาติและสามารถควบคุมปริมาณการดื่มได้ ในขณะที่เบียร์ไร้แอลกอฮอล์จะเหมาะกับกลุ่มคนที่ควรงดเว้นแอลกอฮอล์โดยสิ้นเชิง เช่น สตรีมีครรภ์ ผู้ที่อยู่ระหว่างการใช้ยาบางชนิด หรือผู้ที่กำลังฟื้นฟูสุขภาพ
นอกจากนี้ สังคมไทยควรเปิดใจรับพฤติกรรมการดื่มใหม่ๆ และส่งเสริมให้การดื่มในปริมาณน้อยหรือไม่ดื่มเลย เป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร และผู้จัดงานอีเวนต์ต่าง ๆ ก็สามารถมีส่วนร่วมได้ โดยการเพิ่มทางเลือกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำและไร้แอลกอฮอล์ให้มีความหลากหลายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเคยกล่าวไว้ว่า “เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่การดื่มไม่ใช่แค่เพียงการเลือกว่าจะดื่มหรือไม่ดื่มอีกต่อไป แต่มีทางเลือกมากมายที่เหมาะสมกับทุกไลฟ์สไตล์และทุกรสนิยม”
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยใหม่ ๆ ได้จาก ScienceDirect, Sustainalytics, และ UH Hospitals เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในกระแสเครื่องดื่มทางเลือกใหม่ และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการดื่มในสังคมไทยที่ปลอดภัยและเปิดกว้างสำหรับทุกคนต่อไป