GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

โรคซึมเศร้า : คำถามที่ถามกันบ่อย

  คำถาม โรคนี้เป็นกรรมพันธุ์ไหม จะมีลูกได้ไหม
คำตอบ จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีญาติป่วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกับญาติใกล้ชิดสายเลือดเดียวกันกับผู้ป่วย (ได้แก่ พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง) มีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วๆ ไป 2-3 เท่า  แต่บางครั้งโรคนี้ก็เป็นขึ้นมาเองได้เหมือนกัน เหมือนกับโรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง  แต่การป่วยเป็นโรคนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องเป็นโรคนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์  เพราะแม้แต่พ่อและแม่เป็นทั้งคู่ ลูกก็ยังไม่ได้ป่วยไปทุกครอบครัว และเนื่องจากโรคนี้ไม่ได้มีความบกพร่องที่รุนแรงมาก สามารถรักษาได้  การป่วยเป็นโรคนี้จึงไม่เป็นข้อห้ามต่อการมีลูก  

คำถาม โรคนี้คือโรคจิตใช่ไหม
คำตอบ ไม่ใช่ โรคจิตหมายถึงโรคที่มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน เป็นอาการหลักและมักจะเป็นเรื้อรัง   ส่วนในโรคซึมเศร้านั้น อาการสำคัญคืออารมณ์จะเปลี่ยนไปจากปกติ โดยจะซึมเศร้า นอนไม่หลับ กินไม่ได้ ในบางครั้งถ้ารุนแรงมากๆ อาจมีอาการหลงผิดประสาทหลอนได้ แต่ก็พบไม่บ่อยและเป็นไม่นาน เมื่ออาการซึมเศร้าดีขึ้นอาการหลงผิดนี้ก็จะหายไป หากจะเรียกให้ถูกอาจเรียกว่าเป็นโรคทางอารมณ์  

คำถาม โรคนี้ไม่รักษาได้ไหม หายเองไหม
คำตอบ   หากไม่ได้รักษา โรคซึมเศร้านี้อาจเป็นอยู่นาน 6-12 เดือน ถึงแม้บางคนอาจจะหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่ระหว่างนี้เจ้าตัวจะทุกข์ทรมาน จิตใจไม่มีความสุข ซึ่งความทุกข์เหล่านี้จะลดน้อยลงมากหากได้รับการรักษาที่เหมาะสม และปัจจุบันเราทราบแล้วว่าโรคนี้ยิ่งรักษาเร็วยิ่งหายเร็ว โอกาสที่จะเป็นรุนแรงหรือเรื้อรังก็ลดลง

คำถาม โรคนี้รักษาแล้วหายขาดไหม
คำตอบ   การรักษาโรคนี้เป็นการรักษาการกำเริบของโรค เมื่อหายแล้ว ก็อาจเป็นขึ้นมาใหม่ได้เหมือนกัน     ประมาณกันว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยเป็นมากกว่าหนึ่งครั้ง ยิ่งกลับมากำเริบก็ยิ่งมีโอกาสเป็นอีกในครั้งต่อไปมากขึ้น ในผู้ป่วยที่เป็นมากกว่า 2 ครั้งอาจต้องกินยาป้องกันไประยะยาวหลายๆ ปี  

คำถาม กินยาแล้วไม่เห็นดีขึ้นเลย จะเพิ่มยาได้ไหม
คำตอบ ยาแก้ซึมเศร้าไม่ได้กินแล้วเห็นผลทันตาเหมือนกับยาแก้ปวด ต้องให้เวลาเพื่อยาไปปรับระบบสารเคมีต่างๆ ในร่างกายระยะหนึ่ง อาการซึมเศร้าจึงจะดีขึ้น อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์   ในระยะระหว่างนี้แม้จะกินยามากก็ไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้นเร็ว แต่กลับจะยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงมากขึ้น   เมื่อรักษาไประยะหนึ่งแล้วหากเห็นว่าอาการยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แพทย์จะพิจารณาปรับเพิ่มขนาดยาขึ้น โดยที่ยาแต่ละตัวมีฤทธิ์ข้างเคียงแตกต่างกัน ขนาดยาของแต่ละตัวที่ใช้ในการรักษาก็ไม่เท่ากัน    นอกจากนี้ยาทุกตัวจะมีขนาดสูงสุดของมันอยู่ขนาดหนึ่ง ซึ่งหากให้ยาเกินขนาดนี้ ผลการรักษาจะไม่ได้ดีขั้นไปอีก     จึงไม่ควรเพิ่มยาเอง เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี  

คำถาม กินยามานานแล้วยาจะสะสมในร่างกายไหม
คำตอบ   ยานี้ไม่มีการสะสมหรือตกค้างในร่างกาย เมื่อกินเข้าไปแล้วจะถูกขับออกจากร่างกายทางอุจจาระหรือปัสสาวะ ส่วนใหญ่แล้วประมาณ 12-24 ชั่วโมงหลังกินยาระดับยาในร่างกายจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง แพทย์จึงต้องให้กินยาวันละ 1-3 ครั้ง ตามแต่ว่ายาตัวไหนถูกขับออกจากร่างกายเร็วหรือช้า  เพื่อให้ระดับยาในเลือดคงที่ตลอด การรักษาจึงจะได้ผลดี เมื่อหยุดกินยาประมาณ 1-2 สัปดาห์ยาจะถูกขับออกจากร่างกายไปจนหมด ในประเทศทางตะวันตกซึ่งมีการศึกษากันอย่างละเอียดถึงผลข้างเคียงของยา ก็ยังไม่พบว่ายาแก้ซึมเศร้านี้เมื่อกินไประยะยาวเป็นปีๆ แล้วก่อผลเสียแก่ร่างกายแต่อย่างไร   

คำถาม ยาแก้ซึมเศร้านี้ กินแล้วจะติดไหม เพราะสังเกตว่าถ้าไม่กินยาจะนอนไม่หลับ
คำตอบ   ยาแก้ซึมเศร้านี้ ไม่มีการติด การติดยาหมายถึงขาดยาไม่ได้ ต้องกินยาอยู่เรื่อยๆ ถ้าขาดก็จะรู้สึกกระวนกระวาย อยากได้ยามาก และมักจะต้องเพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อยๆ เพราะเกิดการดื้อยา อย่างไรก็ตามหากกินยาไประยะหนึ่งแล้ว (นานกว่า 3 เดือน) ถ้าจะหยุดยาจะต้องค่อยๆ ลดยาลงทีละน้อย โดยเฉพาะหากกินวันละหลายเม็ด  ถ้าหยุดยาเลยอาจทำให้มีอาการกระวนกระวาย คลื่นไส้ นอนไม่หลับได้ในช่วงแรกๆ (โดยเฉพาะยารุ่นเก่า) ซึ่งเป็นเพราะร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน   ผู้ป่วยหลายคนกลัวติดยาจึงกินยาน้อยกว่าที่สั่ง กินๆ หยุดๆ   หรือจะกินต่อเมื่อมีอาการมาก การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้มีโอกาสเกิดอาการกำเริบใหม่ได้ง่ายแล้ว การรักษาจะพลอยยุ่งยากไปด้วย  

คำถาม ผู้ป่วยบางคนไม่ยอมกินยา จะฉีดยาได้ไหม ผู้ป่วยที่อาการหนักจะฉีดยาได้ไหม
คำตอบ ยาแก้ซึมเศร้าชนิดฉีดไม่เป็นที่นิยมใช้ในโรคนี้ เพราะดังที่กล่าวแล้วว่าการหายของโรคนี้ต้องใช้เวลา การฉีดยาไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น และแม้อาการหนักถึงฉีดยาก็ไม่ได้ทุเลาทันที   กล่าวโดยสรุปคือยาฉีดไม่ได้มีผลดีเหนือกว่ายากิน มีแต่เจ็บตัวเปล่าๆ ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมกินยาคงต้องอาศัยการชี้แจงให้เขาเห็นความสำคัญของการรักษา ถ้าไม่กินยาเพราะอาการหนักก็อาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล  ญาติควรแจ้งแพทย์เรื่องนี้ เพื่อที่แพทย์จะได้ไม่เข้าใจผิดว่าผู้ป่วยกินยาตามขนาดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น   

คำถาม ตอนนี้กำลังกินยารักษาโรคอยู่ จะตั้งท้องได้ไหม
คำตอบ   โดยทั่วไปถ้าป่วยเพียง 1 ครั้งและอาการหายเป็นปกติมานานประมาณ 6 เดือน แพทย์จะค่อยๆ ลดยาลงจนหยุดก่อนจะให้ตั้งครรภ์ แต่หากป่วยมาหลายครั้งและอาการค่อนข้างรุนแรงแพทย์จะยังคงให้ยาต่อไปในขนาดเดิม
          ช่วงที่แพทย์เป็นห่วงคือระยะ 3 เดือนแรกซึ่งเป็นระยะสำคัญที่ยาอาจมีผลต่อตัวเด็กได้ ถ้าเผอิญท้องระหว่างกินยาอยู่แพทย์จะประเมินว่าอาการซึมเศร้าที่คุณเป็นรุนแรงไหม ถ้าไม่รุนแรงก็จะหยุดยาโดยค่อยๆ ปรับลดลง และใช้วิธีจิตบำบัดแทน แต่ถ้าป่วยมาหลายครั้งและอาการค่อนข้างรุนแรงแพทย์จะยังคงให้ยาต่อไปในขนาดเดิม  โดยอาจเปลี่ยนมาใช้ยากลุ่มที่ค่อนข้างปลอดภัย         
        
ยากลุ่มที่ค่อนข้างปลอดภัยคือยากลุ่มยับยั้งซีโรโตนิน (SSRI) ซึ่งพบว่าโอกาสที่เด็กจะมีปัญหาหลังคลอดไม่สูงกว่าคนที่ไม่ได้กินยา ยาตัวที่แพทย์นิยมใช้ในกรณีนี้คือยาฟลูออกเซติน ส่วนยาชนิดอื่นในกลุ่มนี้ก็ค่อนข้างปลอดภัยเช่นกัน
 

คำถาม การรักษาด้วยไฟฟ้าเป็นอย่างไร
คำตอบ การรักษาด้วยไฟฟ้าเป็นการรักษาโดยใช้กระแสไฟฟ้าขนาดต่ำมาก ผ่านร่างกายนานประมาณ 1 วินาที โดยวางขั้วไฟฟ้าที่เหนือจุดกึ่งกลางระหว่างหูและหางตาขึ้นไป เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองเหมือนกับที่พบในผู้ป่วยที่มีอาการลมชัก ในการรักษาจะทำวันเว้นวัน (จันทร์-พุธ-ศุกร์) ประมาณ 6-8 ครั้ง การรักษาวิธีนี้จะใช้ในผู้ที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง ผู้ป่วยที่มีอาการโรคจิตร่วม หรือผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หลังทำบางคนอาจมีอาการหลงลืมง่าย ซึ่งจะค่อยๆ กลับคืนมาเป็นปกติในเวลาไม่นาน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): โรคซึมเศร้า
หมายเลขบันทึก: 72521
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 10
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (10)

  • เป็นบันทึกที่น่าสนใจและแตกต่างจากบันทึกอื่นตรงที่ใช้การถามตอบเป็นตัวนำ
  • มีประโยชน์และน่าอ่านครับ
  • การมีคนรอบข้างหรือเพื่อนสนิทที่เข้าอกเข้าใจน่าจะมีส่วนช่วยได้ใช่ไม๊ครับ

ขอบคุณครับอาจารย์ ใช่ครับ คนรอบข้างสำคัญมากครับ ญาติจะค่อนข้าง suffer เพราะไม่รู้จะทำยังไงไม่รู้จะดูแลเขายังไง บางทีก็โกรธเขา บางทีก็เห็นใจ 

การรักษาด้วยไฟฟ้าไม่อันตรายหรือคะ เชื่อได้ว่าญาติๆส่วนใหญ่ไม่กล้าให้คนป่วยทำหรอก เพราะอาจจะเคยเห็นจากในหนังซึ่งดูน่ากลัวมากค่ะ
  • ขึ้นชื่อว่าโรคแล้วไม่มีอะไรดีเลยนะค่ะ
  • ทำให้พลอยซึมเศร้าไปด้วย...ทำอย่างไรดีค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ เป็นประโยชน์มากค่ะ ทำให้เข้าใจเรื่องการรักษาด้วยการรับประทานยามากขึ้นเยอะเลยค่ะ 

จะรออ่านต่อไปนะคะ

^___^

อ.ลูกหว้าครับ ไม่อันตรายครับ  เดี๋ยวนี้เวลาทำเขาจะดมยาผู้ป่วยก่อน เพราะฉะนั้นผู้ป่วยจะหลับไปครับ ไม่มีการชักให้เห็นมีแต่กระแสไฟฟ้าขนาดต่ำมากๆ ผ่าน
ขอบคุณอ.ดร.paew ครับที่แวะเยี่ยม  ความซึมเศร้าถ้าไม่ใช่โรคแล้ว หลายๆคนเขาก็ชอบนะครับ เขาว่ามันโรแมนติกดี ผมเองก็งงเหมือนกัน เขาว่าหนังที่เศร้าซึ้งแบบต้องพกผ้าขนหนูเข้าโรงหนังคนจะประทับใจกว่าหนังตลกน่ะ
คุณ is ครับ (อี๊ดหรือเปล่าครับ) จบแล้วครับ แล้วจะหาเรื่องใหม่ๆ มาอัพเดทนะครับ
อ้อ มีอีกเรื่องที่ใกล้เคียงกันคือเรื่องโรคอารมณ์สองขั้วครับ เชิญติดตาม

 

เป็นผู้ที่ยังรักษาตัวอยู่ค่ะ ทานยา depakin, perphenazine, Artane ช่วงนี้สุขภาพจิตดี ได้พบวิธีออกกำลังกาย คือรำมวยเต้าซิ่น กายบริหาร ฟังดนตรีบำบัด เต้นรำ และทำงานเป็นผู้ช่วยวิศวกรในโรงงานแห่งหนึ่งค่ะ ที่โรงพยาบาลรามาฯ ได้เปิดจุดรำมวยด้วยนะคะเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 50 ที่ผ่านมา ยินดีที่ได้รู้จักคุณหมอมาโนชค่ะ ถ้ามีโอกาสจะขอคำแนะนำได้ไหมค่ะ
โรคนี้การแต่งงานจะทำให้ดีขึ้นไหมค่ะถ้าได้สามีที่ดีมาดูแล

กินยา inderal 10 mg, และมีอีก 2 อย่างค่ะ คือ ยาเม็ดสีชมพู เม็ดใหญ่ วันละ 3 เม็ด ยาเม็ดสีเขียวอ่อน 1 เม็ด ก่อนนอน ประมาณ 10 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ต้องการมีบุตร ต้องทำยังไงค่ะ ตอนนี้ก็ยังไม่หาย อาการจะแบบ บ้า ๆ บ้อ ๆ พูดมาก โกรธง่าย อาการไม่ค่อยแน่นอน ค่ะ ต้องปรึกษาหมอ โดยเฉพาะช่วงหลัง จะมีปัญหาเรื่อง ภาวะอารมณ์ ที่ ดุดัน ไม่ยอมใครค่ะ จะมีบุตรได้ไหมค่ะ อายุ 40 ปีแล้วด้วย

ลูกจะมีปัญหาไหม พวกปากแหว่ง เพดานโหว่ เพราะยา หรือ ว่า เกิดมา แล้วจะมีอาการแบบหนูหรือป่าวค่ะ

ขอบคุณนะค่ะ

ผมเป้นหรือป่าวครับ แบบว่าทำอะไรเชื่องช้าไปหมด ไม่ค่อยมีสมาธิกับเรื่องที่ทำบางที่โดนด่าหรืออะไรกะทบน้อยก้รุ้สึกเจ็บตรงที่อกระแวงคนรอบข้าง เก็บตัวไม่ชอบเข้าหาสังคม