กลายเป็นอุทาหรณ์ที่น่าตกใจ เมื่อหญิงชาวอังกฤษคนหนึ่งต้องสูญเสียแขนขาทั้งสี่ข้าง หลังปล่อยให้โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTI) ที่ดูเหมือนไม่อันตราย ลุกลามจนกลายเป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ขั้นรุนแรง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าอาการป่วยที่หลายคนมองข้าม หากปล่อยปละละเลยหรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่คาดไม่ถึง
ในแต่ละปี มีผู้หญิงกว่า 15 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับโรคนี้ และสถิติยังชี้ว่าผู้หญิงเกือบครึ่งหนึ่งและผู้ชายราว 1 ใน 10 เคยเป็นโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยเลย เพราะ “ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด” ยังคงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตผู้คนทั้งในโรงพยาบาลและในชุมชนบ้านเราเช่นกัน (Daily Mail)
สำหรับกรณีที่โด่งดังในอังกฤษ เริ่มต้นจากการติดเชื้อ UTI ที่ผู้ป่วยคิดว่าจัดการเองได้ แต่เมื่อไม่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงจุด ร่างกายจึงตอบสนองต่อเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ เกิดเป็น “ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด” ที่ทำให้อวัยวะสำคัญขาดออกซิเจนและเนื้อเยื่อเริ่มตาย สุดท้ายแพทย์จำเป็นต้องตัดแขนขาทิ้งทั้งหมดเพื่อรักษาชีวิต แม้จะพยายามรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วก็ตาม เหตุการณ์นี้คือเครื่องเตือนใจว่าการติดเชื้อธรรมดาๆ ก็อาจพลิกผันเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
UTI: ปัญหาใกล้ตัวที่อันตรายกว่าที่คิด
โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และพบได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะในผู้หญิง ข้อมูลทั่วโลกพบว่าในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากถึง 150 ล้านคน ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพโดยตรง ทำให้ต้องขาดงาน และสร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลให้กับระบบสาธารณสุข (Wikipedia - Urinary tract infection)
สำหรับในไทยเอง UTI ก็เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว ที่สำคัญ UTI ยังเป็นสาเหตุหลักที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวอย่าง “การติดเชื้อในกระแสเลือด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาช้า หรือเจอกับปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งทำให้การควบคุมโรคยากขึ้นไปอีก (Nature - CPG for UTI in Thailand)
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด: ความเสี่ยงที่อาจเกิดกับใครก็ได้
“ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด” หรือ Sepsis ถือเป็นวิกฤตสาธารณสุขระดับโลก โดยเป็นภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อรุนแรงผิดปกติ จนระบบต่างๆ ล้มเหลว สัญญาณเตือนสำคัญคือ มีไข้สูง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ สับสนมึนงง และหายใจลำบาก หากอาการรุนแรงจะเกิดภาวะ “ช็อกจากการติดเชื้อ” ซึ่งทำให้ความดันโลหิตตกและอวัยวะหยุดทำงานในที่สุด องค์การอนามัยโลกเผยว่า ในปี 2560 มีผู้ป่วยจากภาวะนี้ทั่วโลกถึง 49 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 11 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของการเสียชีวิตทั่วโลก (Wikipedia - Sepsis)
สถานการณ์ในประเทศไทยก็น่าเป็นห่วงไม่ต่างกัน ผลการศึกษาจากโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พบว่าในปี 2562 ผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่เข้ารับการรักษาด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือภาวะช็อก มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 28 วันสูงเกือบ 38% และในกลุ่มที่มีอาการรุนแรงจนช็อก อัตราการเสียชีวิตพุ่งสูงถึง 55% เลยทีเดียว (PMC - Epidemiology and Burden of Sepsis at Siriraj Hospital)
สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลในประเทศรายได้ปานกลางถึงต่ำอย่างประเทศไทย เพราะกว่า 85% ของผู้เสียชีวิตจากภาวะนี้ทั่วโลกอยู่ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ปัจจัยสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ การวินิจฉัยที่ล่าช้า และปัญหาราคายาปฏิชีวนะที่แพงหรือขาดแคลน จากข้อมูลในไทยพบว่าเชื้อที่ก่อให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจาก UTI บ่อยที่สุดคือเชื้อ Escherichia coli และแบคทีเรียแกรมลบอื่นๆ ซึ่งหลายชนิดเริ่มดื้อยาปฏิชีวนะตัวหลักๆ ทำให้การรักษายุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น (PubMed - E. coli in Thailand)
ทำไมผู้หญิงจึงเสี่ยง UTI และ Sepsis มากกว่า
ปัจจัยที่ทำให้การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะลุกลามจนรุนแรงมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง) ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรืออายุที่มากขึ้น นอกจากนี้ การนอนโรงพยาบาลก็เพิ่มความเสี่ยงจากการติดเชื้อดื้อยา โดยพบว่าการติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็น “ต้นตอ” ของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดถึง 60% ขณะที่ในชุมชน การวินิจฉัยและรักษา UTI ที่ล่าช้าก็สามารถทำให้เชื้อลุกลามได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง
ด้วยสรีระของผู้หญิง ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อ UTI มากกว่าผู้ชายโดยธรรมชาติ ประกอบกับปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือความผิดปกติของโครงสร้างทางเดินปัสสาวะ ยิ่งเพิ่มโอกาสป่วยมากขึ้น ปัญหา UTI เรื้อรังหรือเป็นซ้ำๆ ไม่ได้เกิดแค่ในต่างประเทศ แต่พบได้บ่อยมากในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงอายุเกิน 50 ปี หรือผู้ป่วยเบาหวาน ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนมักอายหรือไม่กล้าไปหาหมอ ซึ่งยิ่งทำให้การรักษาล่าช้าออกไปอีก
เวลาคือหัวใจ: ป้องกันอาการลุกลาม
ทีมแพทย์ทั้งในไทยและต่างประเทศต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เวลา” คือปัจจัยสำคัญต่อชีวิต การให้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุดคือหัวใจของการรักษาภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โดยมีคำแนะนำสากลว่าควรเริ่มให้ยาภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังสงสัยว่ามีภาวะนี้ ควบคู่ไปกับการให้สารน้ำทางหลอดเลือดและดูแลการทำงานของอวัยวะต่างๆ อย่างใกล้ชิด (PMC - Siriraj Sepsis Study)
การลุกลามของโรคจะเริ่มจากอาการทั่วไปอย่างปัสสาวะบ่อย แสบขัด หรือปัสสาวะขุ่นมีเลือดปน หากเชื้อลามขึ้นไปที่ไตหรือเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลัง และสับสน หากยังไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อวัยวะต่างๆ จะขาดออกซิเจนจนอาจต้องสูญเสียแขนขาไปในที่สุด ในไทยพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะตรงกับเชื้อจะมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า แต่หากให้ยาผิดหรือให้ช้าเพราะปัญหาเชื้อดื้อยาหรือขาดเครื่องมือวินิจฉัย ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นทันที
ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชยังชี้ให้เห็นว่า การบรรลุเป้าหมายการรักษาทั้งในด้าน “ความดันโลหิต” “ปริมาณปัสสาวะ” และ “การให้ยาปฏิชีวนะตามผลตรวจ” ล้วนสัมพันธ์กับโอกาสรอดชีวิต แต่ในความเป็นจริง มีผู้ป่วยเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ได้รับยาตามผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งนับเป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งพัฒนา
สังคมต้องช่วยกัน: ปรับพฤติกรรม ปรับแนวคิด
ปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะกำลังกลายเป็น “หายนะระลอกใหม่” ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะเชื้อ E. coli และ Klebsiella ที่เคยรักษาได้ง่ายด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเก่าๆ กลับดื้อยามากขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่ระวัง อีกไม่นานอาจเข้าสู่ยุคที่แม้แต่โรคติดเชื้อธรรมดาก็อาจคร่าชีวิตเราได้ นี่คือคำเตือนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อของโรงพยาบาลรัฐชั้นนำแห่งหนึ่ง
เพื่อป้องกันตัวเองและคนใกล้ชิด มีข้อแนะนำง่ายๆ ที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยขับแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น มีเลือดปน มีไข้ ปวดหลัง เกิน 1 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้
- รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์หรือเข้าห้องน้ำสาธารณะ
- ผู้ที่เป็นเบาหวาน มีโรคประจำตัว หรือเคยเป็น UTI บ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนป้องกันล่วงหน้า
- ต้องกินยาปฏิชีวนะให้ครบตามที่แพทย์สั่งเสมอ แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
- สอบถามข้อมูลจากแพทย์เกี่ยวกับสถานการณ์เชื้อดื้อยาในพื้นที่ของตนเอง
- หากอาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว เช่น สับสน หายใจหอบเหนื่อย ปัสสาวะออกน้อยลง ปวดเมื่อยรุนแรง หรือหนาวสั่น ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
ทางรอดคือรู้เท่าทันและไม่ละเลย
อันที่จริง ปัญหาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะไม่ใช่เรื่องใหม่ มีหลักฐานย้อนไปถึง 3,000 ปีก่อนในบันทึกทางการแพทย์ของอียิปต์โบราณอย่าง “Ebers Papyrus” ซึ่งเคยกล่าวถึงอาการปัสสาวะผิดปกติ สะท้อนว่าโรคนี้อยู่กับมนุษย์มานานแล้ว เพียงแต่ในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัญหาเชื้อดื้อยา
ท้ายที่สุด เรื่องราวของหญิงชาวอังกฤษเป็นอุทาหรณ์ย้ำเตือนว่า ใครๆ ก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเดียวกันได้หากประมาทหรือรักษาช้าเกินไป บุคลากรสาธารณสุขของไทยจึงอยากเน้นย้ำให้ทุกคนอย่ามองข้ามอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หากสงสัยให้รีบไปพบแพทย์ อย่าคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย เพราะราคาที่ต้องจ่ายอาจหมายถึงชีวิตและร่างกายที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป