รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศข่าวดีครั้งสำคัญสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ด้วยการอนุมัติให้เพิ่มชั่วโมงทำงานระหว่างเรียนจาก 20 ชั่วโมง เป็น 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “International Education: Going for Growth” ที่ต้องการยกระดับและดึงดูดนักศึกษาจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักเรียนไทยที่มองหาโอกาสเรียนต่อต่างประเทศพร้อมกับทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย (NDTV)
การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนความยืดหยุ่นของนิวซีแลนด์ที่พร้อมปรับตัวรับสถานการณ์โลก ในขณะที่ประเทศยอดนิยมอย่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดากลับมีนโยบายวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น ประเทศที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาทำงานได้นานขึ้นจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจขึ้นมาทันทีสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองชาวไทย ซึ่งมักให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายและความสะดวกในการขอวีซ่าเป็นอันดับต้น ๆ
เดิมทีนักศึกษาต่างชาติในนิวซีแลนด์สามารถทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ระหว่างเปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับประเทศอื่น ๆ แต่กฎใหม่นี้จะขยับเพดานขึ้นเป็น 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ช่วยให้นักศึกษามีรายได้เสริมและมีโอกาสสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพในนิวซีแลนด์ได้มากขึ้น โดยนโยบายนี้จะครอบคลุมวีซ่านักศึกษาที่ได้รับอนุมัติตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ไม่ว่าจะยื่นขอก่อนหรือหลังวันประกาศก็ตาม ส่วนผู้ที่ถือวีซ่าเดิมซึ่งระบุไว้ 20 ชั่วโมง จะต้องยื่นขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือขอวีซ่าใหม่ โดยมีค่าธรรมเนียมตามปกติ (NDTV)
ที่น่าสนใจคือ สิทธิ์ในการทำงานระหว่างเรียนนี้ยังขยายครอบคลุมไปถึงนักศึกษาในหลักสูตรที่ไม่ใช่ปริญญาด้วย เช่น นักเรียนแลกเปลี่ยน หลักสูตรระยะสั้น และผู้เข้าร่วมโครงการ Study Abroad ที่มาเรียนเพียงภาคการศึกษาเดียวก็สามารถทำงานได้เช่นกัน นับเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้นักเรียนไทยวางแผนการศึกษาได้หลากหลายและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น
นโยบายใหม่ยังกำหนดด้วยว่า นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการย้ายสถาบันหรือลดระดับหลักสูตรลง จะต้องยื่นขอวีซ่านักศึกษาฉบับใหม่ แทนการขอแก้ไขเงื่อนไขในวีซ่าเดิม ซึ่งแม้จะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น แต่ก็ช่วยให้ระบบการติดตามนักศึกษามีความโปร่งใสและรักษามาตรฐานทางการศึกษาได้ดียิ่งขึ้น
จังหวะเวลานี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่สหรัฐอเมริกามีมูลค่าตลาดการศึกษาต่างชาติสูงถึง 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และแคนาดามีรายได้จากภาคส่วนนี้กว่า 30.3 พันล้านดอลลาร์แคนาดาในปี 2565 แต่ทั้งสองประเทศกลับมีท่าทีเข้มงวดกับนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น (CBIE & EducationUSA) สิ่งนี้เองที่ทำให้นิวซีแลนด์ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษและมีนโยบายที่เปิดกว้าง โดดเด่นขึ้นมาในสายตาผู้ปกครองชาวไทย ข้อมูลล่าสุดจากผู้บริหารระดับสูงของแพลตฟอร์มสินเชื่อเพื่อการศึกษาในเอเชียใต้ ยังชี้ว่ายอดขอสินเชื่อเพื่อเรียนต่อนิวซีแลนด์จากอินเดียพุ่งสูงขึ้นถึง 47.5% ในปีงบประมาณ 2566–2567 ซึ่งสะท้อนเทรนด์ความสนใจที่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน (NDTV)
ผู้ให้คำปรึกษาด้านการศึกษาจากหน่วยงานรัฐนิวซีแลนด์ในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่านโยบายนี้ตอบโจทย์นักเรียนไทยอย่างตรงจุด “ในภาวะที่ค่าครองชีพในประเทศยอดนิยมอย่างออสเตรเลีย อังกฤษ หรือสหรัฐฯ สูงขึ้น นักเรียนไทยจึงมองหาทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า การได้ทำงานเพิ่มอีก 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อาจหมายถึงการที่นักเรียนสามารถจ่ายค่าเช่าห้องได้เอง โดยไม่ต้องรบกวนครอบครัวทั้งหมด และยังเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานในนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นทักษะที่มีค่าในระยะยาว”
ปัจจุบัน นิวซีแลนด์มีนักศึกษาต่างชาติที่ถือวีซ่าและมีสิทธิ์ทำงานประมาณ 41,000 คน แม้ตัวเลขนี้จะน้อยกว่าออสเตรเลียที่มีนักศึกษาต่างชาติกว่า 600,000 คนในปี 2566 (Australian Government data) แต่นิวซีแลนด์กลับมีจุดแข็งด้านนโยบายที่ชัดเจนและใส่ใจผู้เรียน โดยเฉพาะนักศึกษาจากเอเชีย นอกจากนี้ จุดเด่นด้านความปลอดภัย คุณภาพชีวิตที่ดี และการใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวชาวไทยเชื่อมั่นและวางใจได้
ในฝั่งรัฐบาลไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กำหนดให้นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำหรับความร่วมมือด้านการศึกษายุคใหม่ โดยมีการลงนามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและสถาบันในนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ (Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation) ดังนั้น การขยายสิทธิ์ทำงานระหว่างเรียนจึงยิ่งช่วยสนับสนุนให้นักศึกษาทั้งสองประเทศเดินทางแลกเปลี่ยนกันได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
ในเชิงวัฒนธรรม คนไทยจำนวนไม่น้อยมองว่านิวซีแลนด์เป็นสังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีค่านิยมที่ใกล้เคียงกับสังคมไทยในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความเป็นมิตร การเคารพธรรมชาติ และการให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นในคู่มือสำหรับนักเรียนต่างชาติของกระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์ และภาพลักษณ์ด้านธรรมชาติที่สวยงามก็ยังเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดเยาวชนไทยเสมอมา
การเพิ่มชั่วโมงทำงานครั้งนี้อาจสร้างผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ในด้านเศรษฐกิจ นักเรียนจะมีรายได้เสริมเพื่อลดภาระทางการเงินของครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวชนชั้นกลาง ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงการศึกษาในต่างประเทศเป็นไปได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ในภาคบริการ การโรงแรม และค้าปลีก ก็จะได้รับแรงงานเสริมจากกลุ่มนักศึกษาต่างชาติเหล่านี้ด้วย
แม้จะเป็นข่าวดี แต่ก็มีเสียงเตือนว่าความยืดหยุ่นนี้อาจเป็น “ดาบสองคม” ได้เช่นกัน นักวิชาการที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยให้ความเห็นว่า “ชั่วโมงทำงานที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือนักศึกษาต้องรู้จักบริหารเวลาให้สมดุล เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการเรียนและต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่าอย่างเคร่งครัด”
สำหรับผู้ปกครองชาวไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ ก็จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ระยะสั้นกับระยะยาว เพราะแม้ประสบการณ์ทำงานในต่างแดนจะช่วยเพิ่มโอกาสในการหางานและพัฒนาทักษะข้ามวัฒนธรรม แต่ทั้งหมดนี้ต้องไม่ส่งผลเสียต่อเป้าหมายหลักคือการศึกษา ซึ่งรัฐบาลนิวซีแลนด์เองก็มีกรอบการดูแลนักเรียนต่างชาติที่ชัดเจนและรัดกุมอยู่แล้ว
สำหรับเยาวชนไทยที่กำลังมองหาที่เรียนต่อต่างประเทศ นโยบายใหม่นี้ทำให้นิวซีแลนด์กลายเป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง โดยควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย วัฒนธรรม หลักสูตร และไลฟ์สไตล์ การปรึกษาตัวแทนด้านการศึกษาที่น่าเชื่อถือ การหาข้อมูลโดยตรงจากมหาวิทยาลัย และการพูดคุยกับรุ่นพี่ที่เคยไปเรียน ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
หากมีแผนจะสมัครเรียนในปี 2568 หรือปีถัดไป การเข้าร่วมงานแนะแนวการศึกษาต่อของนิวซีแลนด์ (New Zealand Education Fair) หรือติดต่อสถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย จะช่วยให้ได้รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับวีซ่าและหลักสูตรที่ถูกต้อง ส่วนนักศึกษาที่อยู่ที่นิวซีแลนด์หรือได้รับวีซ่าแล้ว ควรติดตามประกาศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์ (Immigration New Zealand) อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสิทธิ์ในการทำงานที่เพิ่มขึ้นนี้
โดยสรุป การเพิ่มชั่วโมงทำงานในนิวซีแลนด์ไม่เพียงช่วยเสริมอิสระทางการเงินให้นักศึกษา แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าและน่าสนใจสำหรับนักเรียนไทย การวางแผนอย่างรอบคอบและศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากโอกาสครั้งใหม่นี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
แหล่งข้อมูล: NDTV, CBIE, EducationUSA, Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation, Australian Government