เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงดูเป็นมิตรและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา? คำตอบอาจง่ายกว่าที่คิด ผลการศึกษาครั้งใหญ่ล่าสุดเผยว่า คนที่สามารถจัดการกับความเครียดในแต่ละวันได้ดี มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนเปิดเผย เข้าสังคมเก่ง และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตลอดช่วงเวลาเกือบ ๒๐ ปี ในทางกลับกัน คนที่ปล่อยให้ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันสะสม ก็อาจกลายเป็นคนเก็บตัวและมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยนี้จึงชี้ชัดว่า กุญแจสำคัญสู่การมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นนั้นซ่อนอยู่ในการรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง
เรื่องนี้ถือว่าใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก ในยุคที่ความกดดันถาโถมจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเรื่องเรียน การงาน หรือไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Psychology and Aging นับเป็นการศึกษาที่ติดตามผลยาวนานถึง ๑๘ ปี เพื่อไขความลับความเชื่อมโยงระหว่างวิธีรับมือกับความเครียดในแต่ละวันกับบุคลิกภาพของคนเรา (Futurity)
การศึกษานี้ได้ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า ๒,๐๐๐ คน โดยให้ผู้เข้าร่วมทำบันทึกประจำวันเกี่ยวกับปัญหาและความเครียดที่เจอ รวมถึงประเมินลักษณะนิสัยของตนเองเป็นระยะ เช่น การเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ความเป็นมิตร และการแสดงออก เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิคขั้นสูง ผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจนเป็นเสียงเดียวกัน: คนที่เรียนรู้วิธีจัดการความเครียดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จะค่อยๆ กลายเป็นคนเปิดเผย เข้ากับคนง่าย และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่คนซึ่งจัดการความเครียดได้แย่ลง กลับมีแนวโน้มที่จะเก็บตัว ไม่เป็นมิตร และปิดกั้นตัวเองมากขึ้น
หัวหน้าทีมวิจัยซึ่งดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ภาควิชาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตต อธิบายว่า “ที่ผ่านมา เรามักเข้าใจว่าบุคลิกภาพเดิมของเราเป็นตัวกำหนดวิธีรับมือกับความเครียด แต่ความน่าทึ่งของงานวิจัยชิ้นนี้คือการค้นพบว่า ความสัมพันธ์นี้เป็นเหมือนถนนสองเลน เมื่อเราฝึกจัดการกับปัญหาในแต่ละวันได้ดีขึ้น มันก็จะค่อยๆ หล่อหลอมบุคลิกภาพของเราให้กลายเป็นคนเปิดเผย เป็นมิตร และกล้าเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ในระยะยาว” ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าบุคลิกภาพและวิธีจัดการความเครียดส่งผลกระทบต่อกันและกัน การฝึกฝนทักษะรับมือกับความเครียดจึงสามารถส่งผลดีต่อบุคลิกภาพของเราได้จริง
ทีมวิจัยหวังว่าการค้นพบนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยเฉพาะคนที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มเก็บตัวหรือไม่มีความสุข การฝึกเทคนิคจัดการอารมณ์อย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเครียด แต่ยังอาจค่อยๆ ปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพให้เรากลายเป็นคนใหม่ที่สดใสและมีความสุขกว่าเดิมได้ “นี่อาจเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้ใครก็ตามที่รู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะมันบอกเราว่า แม้เราจะเคยเป็นคนเก็บตัวมาก่อน แต่บุคลิกภาพไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวและเราสามารถปรับเปลี่ยนมันได้ด้วยการฝึกฝนในทุกๆ วัน คนที่เป็นมิตร เปิดเผย และสนใจสิ่งใหม่ๆ มักจะมีความสุขในชีวิตมากกว่า” หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว
ส่องความเครียดของคนไทย: ปัญหาร่วมสมัยที่รอการแก้ไข
ความเครียดได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยหันมาให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานในเมือง นักศึกษา และผู้สูงอายุที่ต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์โควิด-๑๙ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ยิ่งซ้ำเติมให้ความเครียดในชีวิตประจำวันของคนไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายหน่วยงานรวมถึงกรมสุขภาพจิตได้รายงานตัวเลขผู้มีภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง อย่างไรก็ดี วิธีจัดการความเครียดในวิถีไทย เช่น การนั่งสมาธิ การพูดคุยระบายทุกข์กับคนในครอบครัว หรือการทำกิจกรรมทางศาสนา ก็สอดคล้องกับผลวิจัยที่ว่า การฝึกฝนจัดการอารมณ์อย่างต่อเนื่องสามารถยกระดับความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างยั่งยืน (Bangkok Post, Thai PBS World)
หัวใจสำคัญที่งานวิจัยนี้เน้นย้ำคือ “ความเครียดในชีวิตประจำวัน” ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่เป็นเรื่องจุกจิกกวนใจที่สะสมในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การบ้าน ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ในครอบครัว หรือปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ผลการศึกษาชี้ว่า การฝึกรับมือกับแรงกดดันและความหงุดหงิดเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลดีต่อบุคลิกและคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ผู้เชี่ยวชาญไทย: บุคลิกภาพสร้างได้จากประสบการณ์และการฝึกฝน
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในไทยก็สอดคล้องกัน โดยนักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งจากโครงการส่งเสริมสุขภาพไทยอธิบายว่า บุคลิกภาพของเราไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดตายตัว แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาผ่านประสบการณ์และการฝึกฝน เช่น การฝึกสมาธิ การออกกำลังกายเป็นประจำ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และการฝึกคิดบวก ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางใจในการรับมือกับปัญหา ขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบันเราพบเยาวชนและคนวัยทำงานที่เริ่มเก็บตัวมากขึ้นจากความเครียดเรื่องงานและเรื่องเรียน งานวิจัยชิ้นนี้จึงตอกย้ำว่าเราควรส่งเสริมทักษะการจัดการความเครียดในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และที่ทำงานตั้งแต่เนิ่นๆ”
บุคลิกภาพแบบเปิดเผยและเมตตา : ฐานวัฒนธรรมไทย
หากมองในมุมวัฒนธรรม จะพบว่าสังคมไทยให้คุณค่ากับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และการเปิดใจ ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติที่งานวิจัยชี้ว่าเป็นเกราะป้องกันความเครียดและนำไปสู่ชีวิตที่เป็นสุข หลักธรรมในพุทธศาสนาที่เน้นการรู้เท่าทันอารมณ์ การยอมรับความทุกข์ และการเจริญเมตตา ก็เป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพและลดความเครียดได้จริง ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรและชุมชนในไทยจึงหันมาจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปฝึกสมาธิและกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพจิตกันอย่างแพร่หลาย (The Nation Thailand)
แนวทางปฏิบัติสำหรับคนไทยและภาครัฐ
ผลการวิจัยนี้จึงเป็นเหมือนเสียงสะท้อนที่กระตุ้นให้ไทยหันมาพัฒนาเนื้อหาด้านการจัดการอารมณ์และความเครียดในหลักสูตรการเรียนการสอนให้เข้มข้นขึ้น ขณะที่องค์กรและบริษัทต่างๆ ก็สามารถนำทักษะเหล่านี้ไปปรับใช้ในโปรแกรมดูแลสวัสดิภาพพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งผู้คนต้องรับมือกับความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงหลังเกษียณ ความเจ็บป่วย และภาระในการดูแลสมาชิกในครอบครัว
สิ่งสำคัญที่งานวิจัยนี้ย้ำเตือนคือ การเปลี่ยนแปลงในชีวิตและบุคลิกภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ใหญ่ๆ เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วัน คนไทยที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือลดความเครียด อาจเริ่มต้นจากการฝึกสมาธิ ปรับมุมมองต่อปัญหาให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ หรือเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมในชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลมากมายทั้งคอร์สออนไลน์ แอปพลิเคชัน หรือการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
สำหรับใครที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่อยากเข้าสังคม หรือตกอยู่ในภาวะเครียด ขอเพียงอย่ากดดันตัวเอง แต่ให้ค่อยๆ เริ่มสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ทีละน้อยในแต่ละวัน ขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาและที่ทำงานก็ควรมีบทบาทในการสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างให้สามารถพูดคุยเรื่องสุขภาพใจได้โดยไม่ตีตรา และจัดหาบริการให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่าย
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพใจ สามารถศึกษาข้อมูลได้จากเว็บไซต์กรมสุขภาพจิต (dmh.go.th) หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ผ่านสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) (thainhf.org) ส่วนรายงานฉบับเต็มของงานวิจัยนี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Futurity และวารสาร Psychology and Aging