กระแสการวิ่งมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอนกำลังมาแรงทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่สำหรับนักวิ่งบ้านเรา การฝึกซ้อมท่ามกลางอากาศร้อนระอุถือเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่แดดแผดเผา ล่าสุด มีงานวิจัยและคำแนะนำดีๆ จากนักสรีรวิทยาการออกกำลังกายชั้นนำที่ชี้ว่า ร่างกายเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับความร้อนได้ และหากฝึกฝนอย่างถูกวิธี ก็อาจช่วยให้เราวิ่งได้ดีขึ้นอีกด้วย (Runners World)
นักวิ่งชาวไทยที่กำลังเตรียมตัวลงสนามใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบางกอกมาราธอน หรือฮาล์ฟมาราธอนยอดฮิตที่เชียงใหม่ มักจะต้องเร่งฟิตซ้อมในช่วงที่อากาศร้อนที่สุดของปี คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยก็คือ จะซ้อมหนักอย่างไรให้ปลอดภัยท่ามกลางอากาศแบบนี้ งานวิจัยล่าสุดมีคำตอบที่ชัดเจนและนำมาปรับใช้กับสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทยได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่น่าทึ่งคือ มนุษย์เรามีความสามารถตามธรรมชาติในการปรับตัวเพื่อออกกำลังกายในที่ร้อนได้อยู่แล้ว โดยนักวิจัยระดับรองผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสรีรวิทยาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ เผยว่า เพียงแค่เราเจออากาศร้อนต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ อัตราการเต้นของหัวใจและอุณหภูมิร่างกายขณะออกกำลังกายจะเริ่มปรับตัวลดลง และเมื่อซ้อมต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งไปอีกราว 6 สัปดาห์ ร่างกายจะผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ทำให้ลำเลียงออกซิเจนไปสู่กล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ช่วยให้เราวิ่งได้อึดขึ้นและเร็วขึ้น แต่หัวใจสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญย้ำเสมอคือ ต้องซ้อมอย่างปลอดภัยและมีสติในการเลือกความหนักเบาของการฝึก
เมื่อต้องวิ่งในสภาพอากาศร้อนชื้น ร่างกายจะทำงานหนักขึ้นเพื่อระบายความร้อนตลอดเวลา แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งอธิบายว่า เมื่อเราเหงื่อออกมาก เลือดจะถูกส่งไปที่ผิวหนังมากขึ้นเพื่อช่วยคลายร้อน ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อน้อยลง หัวใจจึงต้องบีบตัวเร็วขึ้นเพื่อชดเชย ส่งผลให้เรารู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้นแม้วิ่งในระยะทางเท่าเดิม ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับค่าความรู้สึกเหนื่อยขณะออกกำลัง (Rate of Perceived Exertion: RPE) ซึ่งเป็นมาตรวัดความเหนื่อยจากความรู้สึกของเราจริงๆ นักวิ่งที่เคยวิ่งสบายๆ ในช่วงอากาศเย็นปลายปี อาจรู้สึกเหนื่อยหอบและหมดแรงได้ง่ายๆ ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ทั้งที่ใช้ความเร็วเท่ากัน
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ อย่าใช้แค่ความเร็วหรืออัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัววัดความหนักในการซ้อมวันที่อากาศร้อน แต่ให้ใช้ค่าความรู้สึกเหนื่อย (RPE) เป็นหลักแทน เช่น หากปกติวิ่งฟื้นฟู (Recovery Run) ในวันที่อากาศดีจะอยู่ที่ระดับ 4 เต็ม 10 ในวันที่อากาศร้อนก็ควรวิ่งให้รู้สึกเหนื่อยเท่าเดิม แม้จะต้องลดความเร็วลงก็ตาม งานวิจัยชี้ว่า หากอุณหภูมิสูงเกิน 16 องศาเซลเซียส ทุกๆ 3 องศาที่เพิ่มขึ้น เราอาจต้องลดความเร็วลงประมาณ 15-20 วินาทีต่อกิโลเมตร
เทคนิคสำคัญในการประเมินความร้อนระหว่างวิ่งคือ ให้คะแนน 0-10 โดย 0 คือไม่ร้อนเลย และ 10 คือร้อนที่สุดเท่าที่เคยเจอ หากรู้สึกว่าความร้อนแตะระดับ 7 ขึ้นไป ให้ชะลอความเร็วและดื่มน้ำทันที แต่ถ้ารู้สึกว่าเกิน 9-10 ถือว่าเสี่ยงสูงที่จะเป็นลมแดดหรือฮีทสโตรก ซึ่งอันตรายถึงชีวิต โค้ชทีมชาติและโค้ชในโรงเรียนหลายแห่งนิยมให้นักกีฬาประเมินตัวเองด้วยวิธีนี้เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เมษายนถึงมิถุนายน
การปรับตัวให้ชินกับความร้อนไม่จำเป็นต้องซ้อมกลางแดดเสมอไป งานวิจัยบางชิ้นแนะนำว่า แค่การเข้าซาวน่าหรือแช่น้ำอุ่นหลังวิ่งเบาๆ ก็ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายปรับตัวได้คล้ายกับการซ้อมจริง (Frontiers in Physiology) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะกับคนเมืองที่กังวลเรื่องฝุ่นควัน หรือไม่อยากเสี่ยงผิวไหม้แดด
การวางแผนฝึกซ้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ นักวิทยาศาสตร์การกีฬาทั้งไทยและต่างประเทศแนะนำให้เน้นซ้อมในช่วงที่อากาศเย็นที่สุดของวัน เช่น เช้ามืดหรือช่วงค่ำ หรือถ้าเลือกได้ การซ้อมบนลู่วิ่งในร่มก็เป็นทางเลือกที่ดี นักวิ่งในไทยหลายคนนิยมแบ่งการซ้อมโดยเริ่มวิ่งกลางแจ้งก่อนแล้วมาต่อในร่ม หรือออกสตาร์ทตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง หากเลี่ยงไม่ได้และต้องซ้อมกลางแดดจริงๆ อย่าลืมเลือกเส้นทางที่มีร่มไม้ มีจุดพักดื่มน้ำ และควรพกโทรศัพท์มือถือหรือชวนเพื่อนไปวิ่งด้วยเพื่อความปลอดภัย
สำหรับการซ้อมที่หนักขึ้นอย่างการวิ่งเร็วสลับพัก (Interval) หรือสปีดเวิร์ก ควรเพิ่มเวลาพักระหว่างเซตให้มากขึ้น สถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง Korey Stringer Institute แนะนำให้ปรับเวลาพักตามระดับความเสี่ยงจากค่าดัชนี WBGT (Wet Bulb Globe Temperature) ซึ่งเป็นค่าที่คำนวณจากทั้งอุณหภูมิ ความชื้น แรงลม และรังสีจากดวงอาทิตย์ ปัจจุบัน กรมอุตุนิยมวิทยาและแอปพลิเคชันสุขภาพในไทยหลายตัวก็มีข้อมูลดัชนีนี้ให้ตรวจสอบก่อนออกไปวิ่งได้ (กรมอุตุนิยมวิทยา)
ในมุมของสังคมและวัฒนธรรม คนไทยคุ้นเคยกับการวิ่งในงานเทศกาลช่วงหน้าร้อนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานบุญหรืองานกีฬาสีต่างๆ ภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างการตื่นมาวิ่งแต่เช้ามืด การใส่เสื้อผ้าฝ้ายที่โปร่งสบาย และการเลือกวิ่งในที่ร่มรื่น ก็ล้วนเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และในยุคนี้ การรวมกลุ่มวิ่งและการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียยังช่วยสร้างความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยให้กับนักวิ่งหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่การวิ่งมาราธอนกำลังได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ ตั้งแต่เชียงใหม่ ขอนแก่น ไปจนถึงชลบุรี ซึ่งดึงดูดนักวิ่งหลายพันคน งานวิจัยล่าสุดนี้จึงถือว่ามาได้ถูกเวลา โค้ชทีมชาติไทยท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จในการวิ่งไม่ได้วัดกันที่ความเร็วอย่างเดียว แต่คือการเข้าใจสภาพแวดล้อมและรู้จักฟังเสียงร่างกายตัวเอง เป้าหมายของเราคือการมีสุขภาพดีและวิ่งต่อไปได้นานๆ”
ในอนาคตที่แนวโน้มโลกร้อนรุนแรงขึ้น การวิ่งกลางอากาศร้อนจะยิ่งกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับคนไทย (WMO) การใฝ่หาความรู้ การเข้าถึงข้อมูลสภาพอากาศ และการฝึกซ้อมอย่างปลอดภัย คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้นักวิ่งไทยไปถึงเส้นชัยได้อย่างแข็งแรงในทุกสภาพอากาศ
สำหรับนักวิ่งไทยที่กำลังเตรียมตัวลงแข่ง นี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องยึดไว้: ให้ความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง ยอมรับในอิทธิพลของสภาพอากาศ ใช้ความรู้สึกเหนื่อยเป็นเกณฑ์ในการซ้อม และอย่ากลัวที่จะปรับเปลี่ยนแผน เพราะการวิ่งช้าลงในวันที่อากาศร้อน ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่คือการซ้อมที่ชาญฉลาดซึ่งช่วยป้องกันการบาดเจ็บในระยะยาว หากเราตั้งใจฝึกฝนอย่างถูกวิธี ร่างกายก็จะปรับตัวเข้ากับอากาศร้อนของเมืองไทยได้ และทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
ข้อแนะนำสำหรับนักวิ่งไทย
- เลือกซ้อมเช้ามืดหรือในร่ม เพื่อเลี่ยงความร้อนและแดดจัด
- ใช้ความรู้สึกเหนื่อยเป็นตัวกำหนดความหนักเบา แทนการยึดติดกับตัวเลขความเร็วหรือชีพจร
- วิ่งให้ช้าลงในวันที่ร้อนจัด เพราะนี่คือการปรับตัวอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่ความล้มเหลว
- ดื่มน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อเหงื่อออกเยอะ
- ใช้ซาวน่าหรือแช่น้ำอุ่นช่วยปรับสภาพร่างกาย หากไม่สะดวกซ้อมกลางแจ้ง
- บอกเส้นทางและเวลาวิ่งโดยประมาณให้เพื่อนหรือครอบครัวทราบ
- พกโทรศัพท์มือถือ เจลให้พลังงาน และเลือกเส้นทางที่ผ่านร้านค้าหรือจุดเติมน้ำ
การเตรียมตัวด้วยข้อมูลที่ทันสมัยและมีความยืดหยุ่นในการฝึกซ้อม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นักวิ่งไทยทุกคนวิ่งได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และประสบความสำเร็จแม้ในสภาพอากาศที่ท้าทาย
หากสนใจรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับการปรับตัวของนักกีฬาในสภาพอากาศร้อน สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Frontiers in Physiology และแหล่งข้อมูลจาก Korey Stringer Institute (KSI resources) ส่วนการพยากรณ์อากาศและค่าดัชนี WBGT ในไทย สามารถตรวจสอบได้ที่ เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา