ผลการวิเคราะห์ล่าสุดเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับ ‘คาริสม่า’ โดยชี้ว่าแม้คุณสมบัตินี้จะดูน่าดึงดูดใจ เป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน และช่วยเพิ่มบารมีทางสังคม แต่หากมีมากเกินไปก็อาจกลายเป็นดาบสองคม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำ บทความจาก The Atlantic ได้สรุปข้อมูลจากงานวิจัยเชิงจิตวิทยาจำนวนมาก เพื่อทลายมายาคติเกี่ยวกับคาริสม่า พร้อมเสนอแนวทางสำหรับคนไทยที่ต้องการพัฒนาเสน่ห์ของตนเอง โดยไม่ติดกับดักของ “ความล้นเกิน”
คาริสม่าในบริบทไทย: เสน่ห์ที่ไม่ได้มีแค่ด้านบวก
ในสังคมไทย “คาริสม่า” หรือที่คนรุ่นใหม่บางกลุ่มเรียกว่า “ความแมนท์” ได้กลายเป็นคุณสมบัติที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่บุคลิกภาพส่วนตัวและความก้าวหน้าในอาชีพ ไม่ว่าจะในแวดวงการเมือง ธุรกิจ การศึกษา หรือบันเทิง คนที่มีคาริสม่ามักจะได้รับความสนใจและเป็นที่ยอมรับนับถือได้ง่าย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ กลับชวนให้เรามองลึกลงไปว่า คาริสม่าไม่ใช่คุณสมบัติวิเศษเสมอไป และอาจส่งผลเสียได้ในบางสถานการณ์
คำว่า “คาริสม่า” มีที่มาจากภาษากรีกโบราณที่แปลว่า “ของขวัญจากพระเจ้า” และกลายเป็นแนวคิดสำคัญทั้งในทางศาสนาและวัฒนธรรม ก่อนที่นักสังคมวิทยาอย่าง แม็กซ์ เวเบอร์ จะนิยามใหม่ในฐานะคุณลักษณะพิเศษที่ทำให้คนคนหนึ่งโดดเด่นเหนือคนทั่วไป ในสังคมไทยปัจจุบัน แนวคิดนี้แทรกซึมอยู่แม้กระทั่งในคำแสลงใหม่ๆ อย่าง “ริซ” (rizz) ซึ่งสะท้อนค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชมผู้ที่มีทักษะการสื่อสารที่ทรงพลังและดึงดูดความสนใจในที่สาธารณะ
แกะรอย ‘คาริสม่า’ ผ่าน 2 องค์ประกอบหลักทางจิตวิทยา
วิทยาศาสตร์เชิงพฤติกรรมมองว่าคาริสม่าไม่ใช่เรื่องลี้ลับ แต่เป็นสิ่งที่อธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยา โดยประกอบด้วย 2 คุณลักษณะเด่น คือ
- พลังแห่งอิทธิพล (influence) ความสามารถในการโน้มน้าวและสะกดใจผู้คน
- ความเป็นมิตร (affability) ความอบอุ่น จริงใจ และเข้าถึงง่าย
ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology เมื่อปี 2561 ระบุว่าผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีคุณสมบัติทั้งสองด้านนี้อย่างสมดุล อ่านเพิ่มเติม
นักพูดในที่สาธารณะที่มีคาริสม่าสูงมักใช้เทคนิค 3 ขั้นตอนเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้ฟัง เริ่มจากการสะท้อนและขยายอารมณ์ความรู้สึกที่มีอยู่เดิมของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้น ความโกรธ หรือความหวัง จากนั้นจะสร้างอารมณ์ใหม่ที่ผู้ฟังคาดไม่ถึง ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนเล็กน้อย ก่อนจะชี้นำไปสู่ทิศทางทางอารมณ์ที่ต้องการ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกมีส่วนร่วมและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพลังที่ผู้พูดส่งออกมา เราจะเห็นเทคนิคนี้ได้บ่อยครั้งในการปราศรัยทางการเมือง การแสดงธรรมเทศนา ไปจนถึงในห้องเรียนที่ครูผู้สอนต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน
“มากเกินไป” ไม่ใช่คำตอบ: คาริสม่าแบบพอดี ยั่งยืนกว่า
คาริสม่าไม่ได้สร้างแค่ความประทับใจ แต่ยังมีผลต่อความสำเร็จในอาชีพการงานด้วยเช่นกัน งานวิจัยพบว่าคนที่แสดงคาริสม่าได้ดีตั้งแต่อายุยังน้อยมักเติบโตในหน้าที่การงานได้เร็วกว่า มีรายได้สูงกว่า และมีโอกาสได้เป็นผู้นำทีมขนาดใหญ่ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ตรงนี้: งานวิจัยกลับพบว่าคาริสม่าที่ มากเกินไป จะส่งผลลบต่อประสิทธิภาพของผู้นำ
บทสรุปในวารสาร Academy of Management Journal ปี 2561 ชี้ว่ากราฟความสำเร็จของผู้นำจะพุ่งสูงขึ้นตามระดับคาริสม่า แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง (ประมาณ 60%) กราฟจะเริ่มดิ่งลง ผู้นำที่มีคาริสม่าสูงเกินไปมักถูกมองว่าเก่งแต่การนำเสนอวิสัยทัศน์ที่สวยหรู แต่ขาดทักษะในการลงมือปฏิบัติให้สำเร็จ หรือขาดความสามารถในการบริหารจัดการรายละเอียด อ่านรายละเอียด
เหตุผลหนึ่งคือความเชื่อมโยงระหว่างคาริสม่ากับ “ภาวะหลงตัวเอง” (narcissism) รูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีทั้งความมั่นใจในตัวเองสูงและต้องการเป็นจุดสนใจอยู่เสมอ แม้จะทำให้ดูโดดเด่นและน่าดึงดูดในตอนแรก แต่ในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง สถานการณ์เช่นนี้พบได้บ่อยในองค์กรไทย ที่ผู้นำซึ่งดูมีเสน่ห์ล้นเหลืออาจสร้างความภักดีได้ในระยะสั้น แต่สุดท้ายมักถูกตั้งคำถามเรื่องความจริงใจและอาจเผชิญกับการต่อต้านในภายหลัง
คาริสม่าในวัฒนธรรมไทย: เมื่อความโดดเด่นเกินงาม อาจกลายเป็นผลลบ
ในบริบทสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความอ่อนน้อมถ่อมตนและความกลมเกลียว การแสดงคาริสม่าที่มากเกินไปอาจถูกมองว่าเป็นการ “อวดดี” หรือไม่จริงใจ ซึ่งสวนทางกับค่านิยมที่สืบทอดกันมา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า “คนไทยมักจะชื่นชมคนที่มีความอบอุ่นและมั่นใจ แต่ต้องมาพร้อมกับความถ่อมตน หากเน้นการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไป อาจทำให้คนไม่นับถือ”
คาริสม่าฝึกฝนได้ แม้ไม่ได้มีมาแต่กำเนิด
ข่าวดีคือคาริสม่าเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตา ความฉลาด หรือพรสวรรค์ติดตัวเสมอไป ทีมนักวิจัยชาวอิสราเอลได้พัฒนาเครื่องมือ VR ที่ชื่อว่า Charismulator ซึ่งใช้เทคโนโลยีให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ฝึกการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียง โดยเลียนแบบนักพูดที่มีชื่อเสียง ผลปรากฏว่าหลังจากการฝึกเพียงไม่กี่นาที คะแนนคาริสม่าที่ประเมินโดยผู้สังเกตการณ์ภายนอกก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อ่านต้นฉบับงานวิจัย
หลักการนี้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่คนไทยคุ้นเคยในการฝึกพูดในที่สาธารณะ นั่นคือการสังเกตและเรียนรู้เทคนิคจากผู้พูดที่ทรงพลัง เช่น การสื่อสารที่เปี่ยมด้วยพระบารมีและพระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือลีลาการเทศน์ของพระนักเทศน์ชื่อดังที่ทำให้คนทั้งศาลาซาบซึ้ง แม้เครื่องมือ VR จะยังไม่แพร่หลายในไทย แต่เราทุกคนสามารถเรียนรู้ได้จากการดู TED Talks วิดีโอสุนทรพจน์ หรือคลิปการสอนของอาจารย์เก่งๆ ใน YouTube แล้วลองฝึกเลียนแบบรอยยิ้มที่จริงใจ ท่าทางที่เปิดเผย และน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา
คาริสม่าสูง ไม่ได้การันตีความสุขเสมอไป
แม้คาริสม่าจะช่วยให้ได้รับการยอมรับและรางวัลมากมายในเส้นทางอาชีพ แต่งานวิจัยกลับชี้ว่าคาริสม่าไม่ได้สัมพันธ์กับ “ความสุข” โดยตรง ตรงกันข้าม คนที่มีคาริสม่าสูงมักจะหมกมุ่นกับภาพลักษณ์ของตนเองมากเกินไป จนอาจนำไปสู่ความเครียดและความรู้สึกโดดเดี่ยว ประสบการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นในกลุ่มดาราหรือบุคคลสาธารณะของไทย ที่แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่กลับยอมรับว่ารู้สึกกดดันและไม่มีความสุขจากความสนใจที่ได้รับ อ่านเพิ่มเติม
“ความสมดุล” คือหัวใจของคาริสม่าที่ยั่งยืนในสังคมไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมการสื่อสารท่านหนึ่งให้ข้อคิดว่า “หัวใจของคาริสม่าคือความมั่นใจที่มาพร้อมกับความจริงใจและความถ่อมตน เพราะสุดท้ายแล้ว คนเราจะจดจำความรู้สึกที่ได้รับ มากกว่าคำพูดหรือท่าทีที่ฉาบฉวย”
ในประวัติศาสตร์ไทย ผู้นำหรือบุคคลสาธารณะที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้อาศัยเพียงเสน่ห์ดึงดูดใจผิวเผิน แต่เกิดจากการสร้างความไว้วางใจ การร่วมแรงร่วมใจ และการอุทิศตน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่เพียงเพราะพระบารมีที่น่าประทับใจ แต่เป็นเพราะการทรงงานหนักและทุ่มเทเพื่อพสกนิกรอย่างแท้จริง
อนาคตของคาริสม่าไทยในยุคดิจิทัล
เครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆ เช่น คอร์สออนไลน์ แอปพลิเคชันฝึกพูด หรือโปรแกรมให้ฟีดแบ็กแบบอินเทอร์แอคทีฟ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ นักเรียนนักศึกษา และพนักงานในองค์กรต่างๆ สามารถเข้าถึงการฝึกฝนคาริสม่าได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่ควรนำแนวทางแบบตะวันตกมาปรับใช้โดยไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรม ที่ปรึกษาด้านภาวะผู้นำข้ามวัฒนธรรมท่านหนึ่งกล่าวว่า “คนไทยให้คุณค่ากับความนุ่มนวลและความเกรงใจ ท่าทีที่ดูดึงดูดในวัฒนธรรมตะวันตก อาจถูกมองว่าแข็งกร้าวเกินไปในบ้านเรา”
วิธีพัฒนาคาริสม่าให้เหมาะกับบริบทไทย
- ฝึกพูดในกลุ่มที่คอยสนับสนุนกัน เช่น สโมสร Toastmasters หรือวงสนทนาในชุมชน
- ลองอัดวิดีโอการนำเสนอของตัวเอง แล้วสังเกตท่าทางที่เปิดเผย ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และความผ่อนคลาย
- ให้ความสำคัญกับการฟังอย่างตั้งใจ เพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้ฟังและแสดงความใส่ใจ
- ขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อให้ช่วยชี้แนะทั้งจุดเด่นและสิ่งที่ควรปรับปรุง
- ศึกษาลีลาการสื่อสารที่ทรงพลังของบุคคลต้นแบบในสังคมไทย แล้วนำมาปรับใช้ให้เป็นสไตล์ของตัวเอง
สรุป: คาริสม่าแบบไทยๆ ต้อง “พอดี” เหมือนการปรุงรสชาติอาหาร
คาริสม่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวของคนไทย แต่หัวใจสำคัญคือต้องรู้จัก “ใช้ให้เป็นและใช้ให้พอดี” เหมือนการปรุงแกงไทยที่ต้องอาศัยความกลมกล่อม หากใส่เครื่องปรุงน้อยไปก็จืดชืด แต่ถ้าใส่มากเกินไปก็จะทำลายรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบ งานวิจัยยุคใหม่จึงตอกย้ำว่า คาริสม่าที่ยั่งยืนนั้นวัดกันที่ “ความรู้สึกร่วมและความจริงใจ” ไม่ใช่การแสดงออกเพื่อให้ตัวเองดูโดดเด่นเหนือใคร
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้น แค่ลองตั้งใจส่งรอยยิ้มที่จริงใจ แบ่งปันความรู้ และแสดงความใส่ใจต่อคนในทีมหรือในห้องเรียน เริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อไป เพราะคาริสม่าที่แท้จริงในแบบไทยๆ ไม่ใช่แค่สูตรสำเร็จสู่ความโด่งดัง แต่เป็นภาพสะท้อนคุณค่าที่ลึกซึ้งของสังคมไทย นั่นคือ “ความเคารพผู้อื่น ความใส่ใจ และการรู้จักความพอดี”
แหล่งที่มา: