อีริทริทอล สารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่พบได้ทั่วไปในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาจไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด เมื่องานวิจัยล่าสุด ชี้ว่าอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์สมองและเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง นับเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ท่ามกลางกระแสรักษ์สุขภาพที่ผู้คนหันมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาลเพื่อควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพกันมากขึ้น

ปัจจุบัน อีริทริทอลได้รับการรับรองความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ และกลายเป็นส่วนผสมยอดนิยมในสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ไอศกรีม คุกกี้ ไปจนถึงเครื่องดื่มและของว่างสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ป่วยเบาหวาน จุดเด่นสำคัญคือให้ความหวานถึง ๘๐% ของน้ำตาล แต่แทบไม่มีแคลอรี และไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดหรืออินซูลิน ทำให้อีริทริทอลเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้ป่วยเบาหวาน รวมถึงผู้ที่ทานอาหารแนวคีโตหรือโลว์คาร์บ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงในไทย เห็นได้จากสินค้าไร้น้ำตาลที่มีวางจำหน่ายอยู่แทบทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อไปจนถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

งานวิจัยล่าสุดเผย อีริทริทอลอาจส่งผลต่อหลอดเลือดสมอง

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Physiology กลับตอกย้ำข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารให้ความหวานกลุ่มนี้ โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ได้ทดลองนำอีริทริทอลในปริมาณเทียบเท่ากับที่พบในเครื่องดื่มไร้น้ำตาล ๑ แก้ว มาทดสอบกับเซลล์ผนังหลอดเลือดสมองของมนุษย์ในห้องปฏิบัติการ ผลปรากฏว่าเซลล์ที่สัมผัสกับอีริทริทอลผลิต ‘ไนตริกออกไซด์’ ซึ่งเป็นโมเลกุลสำคัญที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและยืดหยุ่นได้น้อยลง ในทางกลับกัน กลับสร้างโปรตีนที่ทำให้หลอดเลือดหดตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่ากระบวนการสลายลิ่มเลือดตามธรรมชาติลดประสิทธิภาพลง แต่กลับมีการสร้าง ‘อนุมูลอิสระ’ ที่เป็นตัวการทำลายเซลล์เพิ่มขึ้น

หัวหน้าคณะวิจัย ซึ่งเป็นผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการชีววิทยาหลอดเลือดแบบบูรณาการในสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้หลอดเลือดทำงานได้ไม่เต็มที่และลดความสามารถในการส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ” พร้อมเน้นย้ำว่า “งานวิจัยของเรายิ่งตอกย้ำข้อสงสัยที่ว่า สารให้ความหวานที่หลายคนเชื่อว่าปลอดภัย อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป”

หลักฐานชี้ความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง

ข้อค้นพบนี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีในห้องแล็บเท่านั้น เพราะงานวิจัยที่ติดตามประชากรในยุโรปและสหรัฐฯ กว่า ๔,๐๐๐ คน พบว่าผู้ที่มีระดับอีริทริทอลในเลือดสูง มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีก ๓ ปีต่อมา การทดลองยังชี้ให้เห็นว่าอีริทริทอลอาจกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและลดความสามารถในการสลายลิ่มเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง

ผู้ช่วยวิจัยหลักของทีม ซึ่งเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เสริมว่าผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นแม้จะได้รับอีริทริทอลในปริมาณที่พบในเครื่องดื่มไร้น้ำตาลเพียงแก้วเดียว ซึ่งหากบริโภคในปริมาณที่มากกว่านี้ ความเสี่ยงก็อาจสูงขึ้นตามไปด้วย

ถึงกระนั้น ทีมวิจัยย้ำว่านี่เป็นเพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการและยังต้องรอผลการศึกษาขนาดใหญ่ในมนุษย์เพื่อยืนยันผลกระทบที่แน่ชัดต่อไป แต่จากหลักฐานที่มีอยู่ ทั้งข้อมูลประชากรและการทดลองระดับเซลล์ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้บริโภคใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอีริทริทอล โดยควรอ่านฉลากของว่างและเครื่องดื่มให้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสารให้ความหวานในกลุ่ม “น้ำตาลแอลกอฮอล์”

เมื่อสินค้าไร้น้ำตาลกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ในสังคมไทย

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีผู้ป่วยโรคเบาหวานมากกว่า ๘.๓% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๖๒ และ WHO Thailand) กระแสลดหวานที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งโครงการรณรงค์และมาตรการภาษีความหวาน ได้ผลักดันให้ตลาดสารให้ความหวานเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มและขนมต่างๆ ที่มีขายอยู่ทั่วไป

การขยายตัวของตลาดสะท้อนเทรนด์สุขภาพโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีการวิจัยเชิงลึกในบริบทของคนไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากวัฒนธรรมการกินของไทยมีขนมหวานและเครื่องดื่มเป็นส่วนสำคัญ เช่น ลอดช่อง ขนมชั้น หรือชาเย็น เมื่อกระแสรักสุขภาพมาแรง ผู้ผลิตขนมไทยยุคใหม่จึงหันมาใช้อีริทริทอลกันมากขึ้น แต่ผลวิจัยล่าสุดนี้กำลังตั้งคำถามสำคัญว่า สังคมไร้น้ำตาลจะหมายถึงสังคมที่ไร้ความเสี่ยงจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไทย

ก้าวต่อไป: ความท้าทายเชิงนโยบายและทางเลือกเพื่อสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศมองว่า การศึกษาผลกระทบของสารให้ความหวานในประชากรแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไปในอนาคต เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม อาหาร และวิถีชีวิตแตกต่างจากกลุ่มประชากรชาวตะวันตกที่งานวิจัยส่วนใหญ่อ้างอิง นโยบายด้านอาหารและสุขภาพอาจต้องทบทวนปริมาณการบริโภคที่แนะนำต่อวันและปรับปรุงระบบการแสดงข้อมูลบนฉลากโภชนาการ โดยเฉพาะในสินค้าสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวาน

ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภคชาวไทย

สำหรับผู้ที่กังวลกับข้อมูลนี้ นักโภชนาการยังคงแนะนำให้ยึดหลัก “ทางสายกลาง” คือการบริโภคอย่างพอดี และหันมาใส่ใจภาพรวมของอาหารในแต่ละวันให้มากขึ้น ลดการพึ่งพาอาหารแปรรูป ของว่าง หรือเครื่องดื่มสำเร็จรูปที่มีอีริทริทอล ควรอ่านฉลากให้ละเอียด และเลือกทานอาหารที่สดใหม่ ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช และผลไม้สด แทนการมองหาของว่าง “ไร้น้ำตาล” เป็นประจำ ขณะเดียวกัน ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องขยายการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสารให้ความหวานชนิดนี้ในวงกว้างมากขึ้น

สรุป

แม้ปัจจุบันอีริทริทอลจะยังคงได้รับการรับรองจาก FDA และถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าน้ำตาล แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดได้ส่งสัญญาณเตือนว่าการบริโภคควรเป็นไปอย่างพอเหมาะ เพราะอาจไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงเสมอไป โดยเฉพาะกับผู้ที่บริโภคเป็นประจำในปริมาณมาก การเลือกกินอย่างสมดุล การอ่านฉลากอย่างสม่ำเสมอ และการติดตามข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ คือกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพในระยะยาว

แหล่งข้อมูล: SciTechDaily Journal of Applied Physiology (DOI: 10.1152/japplphysiol.00276.2025) WHO Thailand