ผมขอให้ Generative AI ห้าสำนักแนะนำหนังสือด้านการศึกษาที่ดี ที่ตีพิมพ์ในปี ๒๕๖๗ และ ๒๕๖๘ ๕ เล่ม พร้อมบอกด้วยว่าแต่ละเล่มดีอย่างไร พบว่า Generative AI แนะนำหนังสือต่างกันมาก แทบไม่ซ้ำกันเลย และมีสำนักหนึ่งแนะนำหนังสือ Trust and Inspire: How Truly Great Leaders Unleash Greatness in Others โดย Stephen M.R. Covey ซึ่งมองเผินๆ ไม่น่าเกี่ยวกับเรื่องการศึกษานัก
ผมจึงถาม Generative AI ทั้งห้าสำนัก ดังคำถามข้างล่าง ได้รับคำตอบคล้ายๆ กัน และเลือกคำตอบของ Gemini มาลงไว้
วิจารณ์ : “กรุณาสรุปประเด็นสำคัญในหนังสือ Trust and Inspire: How Truly Great Leaders Unleash Greatness in Others โดย Stephen M.R. Covey. สาระในหนังสือมีความสำคัญต่อการปฏิรูประบบการศึกษาของโลก และของไทยอย่างไรบ้าง มีความสำคัญต่อการจัดหลักสูตรการศึกษาเพื่อผลิตครู และการพัฒนาครูประจำการอย่างไรบ้าง”
Gemini : “แน่นอนครับ เรามาสรุปประเด็นสำคัญของหนังสือ "Trust and Inspire: How Truly Great Leaders Unleash Greatness in Others" โดย Stephen M.R. Covey และพิจารณาความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาในบริบทของโลกและของไทย รวมถึงการพัฒนาครู
สรุปประเด็นสำคัญในหนังสือ "Trust and Inspire: How Truly Great Leaders Unleash Greatness in Others" โดย Stephen M.R. Covey
Stephen M.R. Covey (ลูกชายของ Stephen R. Covey ผู้เขียน "The 7 Habits of Highly Effective People") ได้นำเสนอแนวคิด "Trust & Inspire" เพื่อท้าทายกระบวนทัศน์ผู้นำแบบเดิม ๆ ที่มักจะใช้ "Command & Control" (สั่งการและควบคุม) โดยเขามองว่า Command & Control นั้นเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและซับซ้อนในปัจจุบัน
ประเด็นหลักของหนังสือคือ:
-
จาก Command & Control สู่ Trust & Inspire:
- Command & Control: ผู้นำไม่เชื่อใจในศักยภาพของคนอื่นมากนัก จึงต้องควบคุม กำหนดกฎเกณฑ์ กำหนดวิธีการอย่างละเอียด และมุ่งเน้นที่การกำกับดูแลเพื่อป้องกันความผิดพลาด วิธีนี้อาจมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่งานซ้ำซาก ความรู้ไม่ซับซ้อน และผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีแรงจูงใจภายใน
- Trust & Inspire: ผู้นำเชื่อมั่นในศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และแรงจูงใจภายในของผู้อื่น จึงมอบอำนาจ (Empowerment) สร้างแรงบันดาลใจ และให้พื้นที่ในการทำงาน วิธีนี้จะปลดล็อกศักยภาพอันยิ่งใหญ่ สร้างความรับผิดชอบร่วมกัน และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม
-
สองขั้วของผู้นำ: "Trustee" และ "Inspire":
- The Trust Leader (ผู้นำที่ไว้ใจ): เชื่อมั่นในศักยภาพและความตั้งใจดีของผู้อื่น ให้ความไว้วางใจในการตัดสินใจและวิธีการทำงาน มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่กระบวนการควบคุมยิบย่อย สร้างความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความเคารพและความเชื่อใจ
- The Inspire Leader (ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ): สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เชื่อมโยงงานเข้ากับจุดมุ่งหมายที่สูงกว่า (Noble Purpose) จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้ผู้อื่นค้นพบ "เหตุผล" ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง
- ความสัมพันธ์ระหว่าง Trust และ Inspire: ทั้งสองสิ่งนี้แยกจากกันไม่ได้ ผู้นำต้องมีความไว้วางใจเป็นพื้นฐานก่อน จึงจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง การสร้างแรงบันดาลใจโดยไม่มีความไว้วางใจอาจถูกมองว่าไม่จริงใจหรือเป็นการบงการ
-
ผลลัพธ์ของ Trust & Inspire: เมื่อผู้นำใช้แนวทางนี้ ผู้คนจะรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership) มีส่วนร่วม (Engagement) และมีความรับผิดชอบ (Accountability) มากขึ้น ซึ่งนำไปสู่:
- ความรวดเร็ว (Speed): การทำงานที่รวดเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องรอคำสั่งหรือการอนุมัติยิบย่อย
- ต้นทุนที่ลดลง (Lower Cost): ลดต้นทุนจากการตรวจสอบควบคุม และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
- นวัตกรรม (Innovation): ส่งเสริมให้เกิดการคิดนอกกรอบและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
- การดึงดูดและรักษาบุคลากร (Talent Attraction & Retention): ผู้คนต้องการทำงานในองค์กรที่ไว้วางใจและสร้างแรงบันดาลใจ
ความสำคัญต่อการปฏิรูประบบการศึกษาของโลก และของไทย
แนวคิด "Trust & Inspire" มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูประบบการศึกษา ทั้งในระดับโลกและของไทย เนื่องจากระบบการศึกษาในปัจจุบันจำนวนมากยังคงติดอยู่ในกระบวนทัศน์ Command & Control แบบยุคอุตสาหกรรม
-
เปลี่ยนบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา:
- จาก "ผู้สั่งการและควบคุม" สู่ "ผู้นำที่ไว้วางใจและสร้างแรงบันดาลใจ": ผู้บริหารโรงเรียน/มหาวิทยาลัยต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา มอบอำนาจในการตัดสินใจด้านหลักสูตร การสอน และการบริหารจัดการในระดับที่เหมาะสม
- ผลลัพธ์: ครูจะรู้สึกเป็นเจ้าของ มีแรงจูงใจในการพัฒนาการสอน และมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาโดยรวม
-
เปลี่ยนบทบาทของครู:
- จาก "ผู้สอนและควบคุม" สู่ "ผู้อำนวยความสะดวกและสร้างแรงบันดาลใจ": ครูควรเปลี่ยนจากการสั่งการและควบคุมนักเรียนให้ทำตาม ไปสู่การสร้างความไว้วางใจในศักยภาพของนักเรียน และสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขามีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
- ผลลัพธ์: นักเรียนจะกล้าคิด กล้าถาม กล้าแสดงออก มีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง และพัฒนาเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learner)
-
การปรับโครงสร้างหลักสูตรและการประเมินผล:
- เลิกการควบคุมยิบย่อย: ลดการกำหนดหลักสูตรที่เข้มงวดและตายตัวจากส่วนกลาง เปิดพื้นที่ให้โรงเรียนและครูสามารถปรับหลักสูตรให้เข้ากับบริบทและความต้องการของผู้เรียน
- เปลี่ยนการประเมิน: จากการเน้นการสอบวัดความจำ ไปสู่การประเมินที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ โดยเชื่อใจในความสามารถของนักเรียน
- ผลลัพธ์: หลักสูตรจะมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนมากขึ้น การเรียนรู้จะมีความหมายและสนุกสนาน
-
สร้างวัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษา:
- การสร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจและความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในหมู่ครู นักเรียน และผู้ปกครอง
- ส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดเผยและจริงใจ
ความสำคัญต่อการจัดหลักสูตรการศึกษาเพื่อผลิตครู และการพัฒนาครูประจำการ
หลักการ "Trust & Inspire" ควรเป็นแกนหลักในการออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการพัฒนาครู:
1. การจัดหลักสูตรการศึกษาเพื่อผลิตครู (Pre-service Teacher Training):
- ปลูกฝัง Mindset ของ "Trust & Inspire": หลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ควรเน้นการพัฒนาแนวคิดและทัศนคติของครูในอนาคตให้เป็นผู้นำที่ไว้วางใจและสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ใช่แค่การสอนทฤษฎีและวิธีการสอน
-
ฝึกทักษะที่เกี่ยวข้อง:
- ทักษะการสร้างความไว้วางใจ: การสื่อสารอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์, การรักษาคำพูด, การแสดงความสามารถ
- ทักษะการสร้างแรงบันดาลใจ: การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและน่าตื่นเต้น, การเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับจุดมุ่งหมายที่สูงกว่า, การใช้คำพูดที่สร้างพลัง
- ทักษะการโค้ช (Coaching): การตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิด, การฟังอย่างตั้งใจ, การให้ฟีดแบ็กเชิงสร้างสรรค์
- ทักษะการมอบอำนาจ (Empowerment): การออกแบบกิจกรรมที่นักเรียนได้ตัดสินใจและรับผิดชอบ
- การจัดการความหลากหลาย: เข้าใจความแตกต่างของนักเรียนและเชื่อมั่นในศักยภาพของทุกคน
- ประสบการณ์การฝึกสอน: ควรเน้นการฝึกให้นักศึกษาครูได้ทดลองใช้แนวคิด "Trust & Inspire" ในสถานการณ์จริง โดยมีพี่เลี้ยงที่เข้าใจแนวคิดนี้คอยให้คำแนะนำ
2. การพัฒนาครูประจำการ (In-service Teacher Professional Development):
-
หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ:
- ควรมีการจัดอบรมและเวิร์คช็อปที่เน้นการฝึกทักษะ "Trust & Inspire" อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การฟังบรรยาย
- มีกรณีศึกษา (Case Studies) และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากครูที่ประสบความสำเร็จในการใช้แนวคิดนี้
-
การโค้ชและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring):
- ผู้บริหารและครูอาวุโสควรได้รับการฝึกอบรมให้เป็นโค้ชและพี่เลี้ยงที่สามารถนำหลักการ "Trust & Inspire" มาใช้ในการพัฒนาครูคนอื่นๆ
-
การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Communities - PLCs):
- ส่งเสริมให้ครูในโรงเรียนรวมกลุ่มกันเพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยนแนวคิด และให้ฟีดแบ็กซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ โดยมีพื้นฐานของความไว้วางใจ
-
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมในโรงเรียน:
- ผู้บริหารโรงเรียนต้องเป็นผู้นำแบบ "Trust & Inspire" ให้กับครู เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการนำแนวคิดนี้ไปใช้กับนักเรียน
การนำแนวคิด "Trust & Inspire" มาใช้ในระบบการศึกษา ทั้งในระดับนโยบาย การบริหารจัดการ และการปฏิบัติในห้องเรียน จะเป็นการปลดล็อกศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของทั้งครูและนักเรียน นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงและยั่งยืน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ มีความรับผิดชอบ และมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้นครับ”
นี่คือกระบวนทัศน์เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ ที่ต้องเป็นกระบวนทัศน์ที่ต้องเป็นหัวใจของระบบการศึกษา
วิจารณ์ พานิช
๑๕ มิ.ย. ๖๘