เกือบหนึ่งศตวรรษหลังการพิจารณาคดีครั้งประวัติศาสตร์ในรัฐเทนเนสซี ที่จุดประเด็นถกเถียงเรื่องการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน ไปทั่วอเมริกา จวบจนวันนี้ชาวอเมริกันก็ยังคงเสียงแตกในเรื่องนี้ สวนทางกับประเทศอื่นๆ รวมถึงสหราชอาณาจักรที่มองว่าประเด็นนี้ตกยุคไปนานแล้ว งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในบทความเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ โดย The Conversation ชี้ว่า รอยร้าวที่ยังคงอยู่นี้แทบไม่เกี่ยวกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เลย แต่กลับหยั่งรากลึกอยู่ในเรื่องศาสนา อัตลักษณ์ และกลไกทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อความเชื่อว่าด้วยต้นกำเนิดของมนุษย์ theconversation.com
บทความดังกล่าวได้ย้อนรอยไปถึงต้นตอความกังขาในสังคมอเมริกัน โดยชี้ไปที่คดี “Scopes Monkey Trial” เมื่อปี ๒๔๖๘ ซึ่งครูคนหนึ่งถูกฟ้องร้องเพราะสอนเรื่องวิวัฒนาการ อันเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐเทนเนสซีในขณะนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามวัฒนธรรมที่ยังคงส่งแรงกระเพื่อมมาถึงปัจจุบัน จากข้อมูลของ Pew Research Center ในปี ๒๕๖๓ มีชาวอเมริกันเพียง ๖๔% ที่ยอมรับว่า “มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา” เทียบกับชาวอังกฤษที่ยอมรับในหลักการ “บรรพบุรุษร่วม” ถึง ๗๓% แม้ตัวเลขจะดูไม่ห่างกันมาก แต่ในความเป็นจริงหมายถึงชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนที่ยังมองว่าทฤษฎีของดาร์วินเป็นเพียงเรื่องแต่ง
หากย้อนดูข้อมูลระหว่างปี ๒๕๒๘-๒๕๕๓ จะพบว่าจำนวนผู้ที่ยอมรับและปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการในอเมริกามีสัดส่วนใกล้เคียงกันมาตลอด สถานการณ์ฝังรากลึกถึงขนาดที่ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างกว่า ๓๓,๐๐๐ คนใน ๓๔ ประเทศ พบว่าสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับท้ายๆ ด้านการยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เป็นรองเพียงตุรกีเท่านั้น Pew Research Center ในทางกลับกัน สังคมอังกฤษกลับเปิดกว้างมากกว่า เพราะศาสนจักรแองกลิกันตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๙ ได้พยายามหา “ทางสายกลาง” (via media) เพื่อผสานความเชื่อทางศาสนาเข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว
อะไรอยู่เบื้องหลังความแตกต่างนี้?
งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง” (motivated reasoning) เป็นปัจจัยสำคัญ กล่าวคือ คนเรามักจะเลือกเชื่อข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อและตัวตนของตนเองอยู่แล้ว ผลการศึกษาพบว่าความเชื่อทางศาสนาแบบสุดโต่ง (fundamentalism) คือตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้คนปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการ ตัวอย่างเช่น กลุ่มโปรเตสแตนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาอย่างคริสตจักรแบบติสต์ทางตอนใต้ (Southern Baptist) มีสมาชิกถึง ๖๑% ที่เชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิลถูกต้องตามตัวอักษรทุกประการ เทียบกับค่าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศที่ประมาณ ๓๑% ขณะเดียวกัน ชุมชนเหล่านี้ก็มักจะสนับสนุนและตอกย้ำความเชื่อดั้งเดิมของพวกตนอยู่เสมอ
การแพร่กระจายของข่าวปลอมและข้อมูลเท็จยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นไปอีก งานวิจัยในปี ๒๕๖๒ ที่ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ๙๐๐ คน พบว่าการหลงเชื่อข้อมูลเท็จมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเชื่อทางศาสนาแบบสุดโต่ง การมีกรอบความคิดแบบปิด และการขาดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ นอกจากนี้ ข้อมูลจากการศึกษาด้านสมองยังพบว่า ผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนาแบบสุดโต่งมักมีการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า dorsolateral prefrontal cortex ต่ำกว่าปกติ ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดอย่างยืดหยุ่นและการใช้เหตุผล ยิ่งสมองส่วนนี้ทำงานน้อยลงหรือได้รับความเสียหาย ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเชื่ออะไรง่ายๆ โดยไม่ตั้งคำถาม
บริบทของอเมริกายังผูกติดอยู่กับปัจจัยทางการเมืองอย่างเหนียวแน่น ประเด็นเรื่องวิวัฒนาการได้กลายเป็นหนึ่งในสนามรบของสงครามวัฒนธรรม โดยฝ่ายต่อต้านยังคงพยายามผลักดันร่างกฎหมายเพื่อคัดค้านการสอนทฤษฎีนี้ในหลายรัฐอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในยุโรปหรือญี่ปุ่น ประเด็นนี้ไม่เคยถูกดึงเข้าไปเป็นวาทกรรมทางการเมืองกระแสหลักเหมือนในอเมริกา นี่จึงเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมคนอังกฤษจึงเปิดใจยอมรับได้ง่ายกว่า
ท่าทีของศาสนาในอังกฤษต่อวิวัฒนาการ
ศาสนจักรในสหราชอาณาจักรมีท่าทีที่เปิดกว้างต่อองค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์ศาสนาของอังกฤษเอง แม้ว่าดาร์วินจะเผยแพร่ทฤษฎี Origin of Species ออกมาแล้ว แต่นักบวชและนักเทววิทยาในอังกฤษส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะตีความว่าวิวัฒนาการเป็น “เครื่องมือของพระเจ้า” รูปแบบการตีความเช่นนี้ช่วยลดแรงเสียดทานในหมู่ผู้ศรัทธาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งกลุ่มนักบวชในยุคนั้นยังเป็นผู้มีการศึกษาสูง การเปิดกว้างของพวกเขาจึงส่งอิทธิพลต่อทัศนคติของคนในประเทศ ปัจจุบัน ผู้นำศาสนาจำนวนมากในอังกฤษมองว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป ซึ่งศูนย์กลางการถกเถียงในประเด็นนี้ได้รับการบันทึกไว้ในแวดวงวิชาการยุคใหม่
บทเรียนทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่
สำหรับผู้ที่พยายามรณรงค์ให้สังคมเปิดใจรับฟังเรื่องวิวัฒนาการ บทเรียนจากจิตวิทยาถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะการจะเปลี่ยนความคิดที่ฝังรากลึกนั้น ไม่ใช่แค่การให้ “ข้อเท็จจริง” เพิ่มเติมเท่านั้น งานวิจัยชี้ว่า การให้ข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงฉันทามติในหมู่นักวิทยาศาสตร์ (scientific consensus) กลับมีประสิทธิภาพมากกว่าการไล่หักล้างข้อมูลเท็จทีละประเด็น แต่หากวิธีการนำเสนอไปกระทบกระเทือนตัวตนหรืออัตลักษณ์ของผู้ฟัง ก็อาจสร้างแรงต้านมากกว่าเดิม ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เน้นย้ำว่าทฤษฎีวิวัฒนาการคือการอธิบายว่าชีวิตเกิดขึ้น “อย่างไร” แทนที่จะไปโต้แย้งว่า “ทำไม” ชีวิตจึงเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนเปิดรับได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกว่าความเชื่อทางศาสนาของตนถูกคุกคาม American Psychological Association
งานวิจัยที่ติดตามผลยาวนานถึง ๓๓ ปี พบว่าการยอมรับเรื่องวิวัฒนาการในหมู่ชาวอเมริกันค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนเอกชนซึ่งเน้นสอนตามแนวคิด “การสร้างโลกโดยพระเจ้า” (creationism) กลับมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนความเชื่อน้อยกว่ากลุ่มอื่น
ประเด็นวิวัฒนาการกับสังคมไทย
แม้เรื่องนี้อาจดูไกลตัวจากสังคมไทย แต่ในโลกที่วิทยาศาสตร์และความเชื่อส่งผลต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศ การยอมรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับไทยเช่นกัน ประเทศไทยมีความหลากหลายทางศาสนาและกำลังมุ่งพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ จึงน่าสนใจที่จะนำบทเรียนจากทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษมาปรับใช้ ตัวอย่างเช่น ในมุมมองของพุทธศาสนาในไทย ซึ่งมักจะเปิดรับองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้ดีผ่านแนวคิดเรื่องอนิจจังและความไม่เที่ยงแท้ ก็อาจเอื้อให้การนำเสนอแนวคิดวิวัฒนาการในห้องเรียนทำได้ง่ายกว่าในสังคมที่ยึดถือคัมภีร์ตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
ในอดีต คดี “Scopes Trial” และสงครามวัฒนธรรมในอเมริกาได้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่คาดไม่ถึงของการออกกฎหมายเพื่อแทรกแซงการจัดการศึกษา สำหรับประเทศไทย แม้การถกเถียงเรื่องหลักสูตรจะยังไม่แบ่งขั้วรุนแรงเท่าสหรัฐฯ แต่ความตึงเครียดกรณีการปรับปรุงหลักสูตรประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชาติในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นสัญญาณว่าประเด็นทำนองเดียวกันอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อประเทศไทยก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น ผู้กำหนดนโยบายจึงจำเป็นต้องหาแนวทางนำเสนอองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้สอดคล้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา
สู่อนาคต: การคิดวิเคราะห์คือกุญแจ
นักวิจัยต่างเห็นพ้องว่า การส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับวิถีความเชื่อในท้องถิ่นอย่างเหมาะสม คือทางออกที่สำคัญ ท่ามกลางกระแสข้อมูลเท็จที่ท่วมท้นทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค ครู ผู้นำศาสนา และผู้กำหนดนโยบายของไทยจึงควรทำความเข้าใจรากฐานทางจิตวิทยาของความเชื่ออย่างลึกซึ้ง
สำหรับสังคมไทย บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ การศึกษาและการพูดคุยอย่างเปิดอกคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด การส่งเสริมความรอบรู้ทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการอธิบายที่สอดรับกับวัฒนธรรม จะช่วยให้เยาวชนไทยพร้อมรับมือกับประเด็นซับซ้อนที่เกี่ยวพันระหว่างวิทยาศาสตร์ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ได้ดียิ่งขึ้น ในระดับบุคคล การเลือกรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การทบทวนความคิดของตนเอง และการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ถือเป็นทักษะที่จำเป็น ไม่ใช่แค่เพื่อทำความเข้าใจทฤษฎีวิวัฒนาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับตัวและรับองค์ความรู้ใหม่ๆ ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ The Conversation, Pew Research Center และบทความวิชาการล่าสุดว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และความไว้วางใจต่อสถาบันทางวิทยาศาสตร์