ภาพสุดท้ายอันน่าประทับใจที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผมในบ้านหลังนั้น จนทำให้ผมรู้สึกอิจฉาตาร้อน เมื่อแม่เลี้ยงวัยสาวหอมแก้มลูกเลี้ยงและส่งยิ้มให้กัน โบกมือให้เมื่อเขาสตาร์ทรถแล้วขับออกไป

ในความทรงจำ   

          บ้านผมอยู่ห่างจากบ้านหลังนั้นไม่ถึงร้อยเมตร ตัวบ้านหันหน้าเข้าถนนซึ่งเป็นทางหลวงชนบท รอบๆบ้านผมมีรั้วไม้ที่ไม่สูงมากนัก กั้นกลางระหว่างบ้านผมกับเพื่อนบ้าน

          ข้างๆบ้านผมอุดมด้วยพันธุ์ไม้ประเภทพืชผักสวนครัว แต่ข้างบ้านนอกรั้วของผมมีแต่พงหญ้ารกๆ ด้านหลังของบ้านหลังนั้นมีรั้วสังกะสีผุๆพร้อมจะล้มครืนได้ตลอดเวลา

          แต่ถ้ารั้วมันจะล้มขึ้นมาจริงๆ มันคงไม่ล้มถึงพื้นเพราะแถวนั้นมีดงกล้วยที่เหี่ยวเฉาปกคลุมไปทั่วบริเวณหลังบ้าน มันคงจะเติบโตไปตามยถากรรม เพราะเจ้าของบ้านไม่เคยดูแลมันเลย

          กลุ่มบ้านแถวนั้นมีด้วยกันเจ็ดหลัง บ้านของผมเป็นบ้านสองชั้นเพียงหลังเดียวและหลังสุดท้ายที่ตั้งอยู่ตรงหัวโค้งของถนนลาดยาง ผมไม่เคยสุงสิงกับบ้านหลังไหน ไม่ได้สนใจบ้านหลังใดเป็นพิเศษ นอกจากหลังที่อยู่ข้างบ้านผมเท่านั้น

          ผมมักจะไปนั่งอ่านและเขียนหนังสือข้างหน้าต่างบนชั้นสองของบ้าน พอมองออกไปที่บ้านหลังนั้นที่อยู่ข้างๆ จะเห็นความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ยิ่งตอนกลางคืนถ้าผมปิดไฟ แล้วบ้านหลังนั้นยังเปิดไฟสว่าง ผมจะมองไปด้วยใจจดจ่อและตื่นเต้นเป็นพิเศษ

          ผมยอมรับว่ากำลังสอดรู้สอดเห็น และหากใครเป็นผมก็เชื่อว่าน่าจะทำในสิ่งที่ไม่แตกต่างจากผมเท่าไรนัก เพราะบ้านหลังนั้นมีอะไรแปลกๆแหวกแนวขึ้นทุกวัน

          นอกจากผมจะได้เห็นกับตาและจากคำนินทาของชาวบ้านเมื่อไปตลาด ทำให้รู้ว่ามีใครอยู่กันบ้างในบ้านหลังนั้น อันนี้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น 

          เจ้าของบ้านหรือผู้เป็นพ่อ หน้าตาบ่งบอกว่าอายุยังไม่ถึงห้าสิบปี มีลูกชายหนึ่งคน เรียนจบชั้นมัธยมต้นแล้วไปต่ออาชีวะ แต่เรียนไม่จบเพราะถูกจับได้ว่าเสพยาในโรงเรียน

          ผู้เป็นแม่แท้ๆหนีออกจากบ้านไปได้ปีกว่าๆ เนื่องจากทนความขี้เหล้าและเจ้าชู้ของผัวไม่ได้ ตอนนี้ได้ข่าวว่าเมียของพ่อหรือแม่ของลูกบ้านนั้นแต่งงานใหม่ไปแล้ว

          ส่วนหญิงสาวผิวขาวอวบอั๋นอายุยังไม่ถึงสามสิบปีที่อยู่ในบ้าน เป็นเมียใหม่ของพ่อ เข้ามาอยู่ในบ้านได้ไม่ถึงครึ่งปี ดูบรรยากาศแล้วน่าจะดี เพราะอยู่กันเป็นครอบครัวครบทั้งสามคนพ่อแม่ลูก

          แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงอยู่ด้วยกันได้ ส่วนพ่อจะกลับบ้านเดือนละครั้งสองครั้งเท่านั้น เป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายปี ผมไม่เคยรู้เลยว่าเขาชื่ออะไร รู้แต่ว่าเขาเป็นหัวหน้าคนงานก่อสร้าง ที่ผู้รับเหมาให้ดูแลแคมป์งานก่อสร้างและคุมคนงานทั้งหมดที่ต่างจังหวัด

          ผมยังจำวันนั้นได้ วันที่ยืนสังเกตการณ์ผ่านหน้าต่างบ้านผมไปยังบ้านหลังนั้นในวันแรก บ่ายวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าวมาก ผมเปิดหน้าต่างที่ไม่มีม่านเพื่อรับลมจากภายนอก สายตาก็สัมผัสเข้ากับลูกชายบ้านนั้น        

          เขาใส่เสื้อยืดกางเกงยืน ชุดที่ใส่มองไกลๆก็รู้ว่าโทรมเหมือนเรือนร่างของเขา ในตอนนั้นเขาเดินไปมาอย่างรุ่มร้อนกระวนกระวายใจ เดินเข้าเดินออกจากห้องนอนไปยังหน้าบ้าน ทำอยู่อย่างนั้นหลายครั้ง ผมสงสัยว่าเขาร้อนรุ่มกลุ้มใจกับอากาศที่อบอ้าวหรือกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ บางครั้งเขาทิ้งตัวลงบนเตียง แล้วลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับถอดเสื้อทิ้งไป 

          เพราะห้องนอนของลูกชายบ้านนั้นอยู่ตรงกับหน้าต่างบ้านผมพอดี ผมจึงเห็นอากัปกิริยาของเขาได้อย่างชัดเจน แต่ผมไม่กล้ายืนมองตรงๆ ได้แต่แอบอยู่ข้างหน้าต่าง มองตรงไปแบบไม่ให้คลาดสายตา ใจหนึ่งก็กลัวว่าเขาจะมองขึ้นมาแล้วเห็นผม มันอาจจะเป็นอันตรายสำหรับผม

          จากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ลูกชายบ้านนั้นเดินออกจากห้องแล้วหายเข้าไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งผมมองไม่เห็นว่าเป็นห้องของใคร ได้ยินแต่เสียงดังโครมคราม เหมือนมีการรื้อสิ่งของเครื่องใช้ สักพักนึงเสียงที่ดังโครมครามเงียบไป กลายเป็นเสียงผู้หญิงร้องครวญคราง โอย โอย โอย ดังเป็นระยะๆ เหมือนกำลังได้รับความเจ็บปวดจากการถูกกระทำอะไรสักอย่าง

          เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผมเห็นเจ้าลูกชายเดินออกมารูดซิปกางเกงอยู่หน้าบ้าน มีท่าทีอ่อนระโหยโรยแรงแต่สงบเย็นอย่างเห็นได้ชัด เหมือนเขาจะยืนลังเลว่าจะไปไหนต่อ พอดีมีเสียงตะโกนดังออกมาจากในบ้าน

          “ไอ้ฉิบหาย ไม่ทำมาหาแดกอะไรเลย คอยเอาแต่ของกูอยู่เรื่อย”

          “อย่าพูดมาก เดี๋ยวเจ็บตัวอีกนะ พูดกันดีๆไม่ชอบ” เขาตะโกนตอบ

          “มึงจะไปตายโหงตายห่าที่ไหนก็ไป อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก พ่อมึงกลับมากูจะฟ้องทุกอย่างเลย”

          “เออ กูไปก็ได้วะ ถ้ากูรู้ว่ามึงบอกพ่อกูเอามึงตายแน่” เขาพูดในขณะที่เดินเข้าไปในห้องหยิบเสื้อตัวเดิมขึ้นมาสวมใส่ แล้วคว้ามอร์เตอร์ไซค์ขับออกจากบ้าน ขับผ่านบ้านผมแล้วเลี้ยวโค้งหายวับไปในเส้นทางเข้าตัวอำเภอ

          ผมยืนดูจนเหงื่อซึมใต้แขน ขาสั่นระริก ความรู้สึกตอนนั้นทั้งตื่นเต้นและกลัวอย่างบอกไม่ถูก ความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมา ผมอยากติดม่านที่หน้าต่าง เพื่อไม่ให้คนในบ้านหลังนั้นแหงนมองขึ้นมาเห็นผม

          แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ติดม่านที่หน้าต่าง ในสองวันต่อมาราวๆสี่โมงเย็น ผมเห็นรถปิคอัพวิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังนั้น ผู้ชายลงจากรถพร้อมกระเป๋าเดินทางและถุงหูหิ้วที่มีขวดเบียร์อยู่หลายขวด 

          “เฮ้ย เงียบเชียบเลย ออกมาช่วยถือหน่อย” เขาตะโกนลอยๆออกไป

          “พี่ซื้อกับข้าวมาหรือเปล่า” เสียงคนในบ้านถาม

          “ซื้อมาแต่เบียร์เว้ย กับแกล้มจะหาเอาแถวนี้แหละ”  

           เขาพูดพลางวางเบียร์ลงบนโต๊ะหน้าบ้าน แล้วหันไปทางเมียรักที่กำลังเดินเข้ามาโอบกอด เขาอ้าแขนที่กำยำโอบรัดร่างเมียรักของเขาเอาไว้อย่างแนบแน่น บรรจงหอมแกล้มทั้งซ้ายและขวาแล้วก็จูบปากอยู่เป็นเวลานาน สายตาของเขาปรายมาทางหน้าต่างชั้นบนตรงที่ผมยืนดูอยู่ แต่คงไม่เห็นผม เพราะผมหลบมุมอยู่ข้างหน้าต่าง

           ผมตัดสินใจผละออกมาจากตรงนั้น ปล่อยให้ผัวเมียพรอดรักกันตรงหน้าบ้าน เหตุการณ์ต่อไปผมเดาว่าทั้งสองคนที่บ้านหลังนั้นน่าจะดื่มเบียร์กันไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมด

          ด้วยความที่บ้านไม่ห่างกันมาก ผมจึงได้ยินสองคนผัวเมียคุยกันดังลั่นในขณะที่ดื่มเบียร์อย่างเมามัน พอใกล้จะสองทุ่มผมเริ่มจะได้ยินเสียงพูดคุยดังขึ้นเรื่อยๆ คงจะเมาได้ที่กันแล้ว

          บ้านผมยังเปิดไฟอยู่ เพราะผมยังไม่อยากนอน แต่พอเสียงจากบ้านหลังนั้นเงียบลง ผมอดไม่ได้จึงลุกเดินไปปิดไฟ แล้วมายืนตรงข้างหน้าต่างเหมือนเดิมเพื่อจะมองออกไป เห็นสองคนผัวเมียกอดจูบลูบคลำกันเป็นพัลวัน สักครู่ผู้เป็นผัวก็อุ้มเมียเข้าบ้าน ตามประสาคู่รักที่ห่างเหินกันมาหลายวัน ย่อมจะเกิดอารมณ์พิศวาสเป็นธรรมดา          

          ผมล้มตัวลงนอน แต่ก็นอนไม่หลับ เพราะเสียงร้องครางเป็นระยะๆของผู้หญิงบ้านนั้น ดังสะท้อนเข้ามาในท่ามกลางความมืดกระทบกับความรู้สึกของผมอยู่ตลอด   ผมนอนฟังเสียงที่กระเส่าเร้าใจอยู่เป็นนานสองนาน มันไม่ใช่เสียงร้องของความเจ็บปวดเหมือนที่ผมเคยได้ยินเมื่อวันก่อน แต่เป็นเสียงครางของความสุขสมที่หล่อนคงรู้สึกคุ้มค่ากับการรอคอย

          ตอนสายของวันรุ่งขึ้น รถมอร์เตอร์ไซค์วิ่งเข้าวิ่งออกบ้านหลังนั้นอยู่หลายครั้ง และทุกคันก็จะบีบแตรเรียกคนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น พอผู้ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านเดินออกมา คนขับมอร์เตอร์ไซค์ก็เร่งเครื่องขับออกไป

          ทุกอย่างก็ราบรื่นปกติดีตลอดทั้งวัน แต่พอตกตอนเย็นความวุ่นวายก็เกิดขึ้นตรงหน้าบ้าน ขณะที่สองผัวเมียกำลังนั่งดื่มเบียร์อย่างสุขสันต์หรรษา รถมอร์เตอร์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้าน คนขับไม่ใช่คนอื่นคนไกล ลูกชายเจ้าของบ้านหลังนั้นนั่นเอง

          “มึงหายหัวไปไหนมาวะ บ้านช่องไม่ยอมอยู่” ผู้เป็นพ่อเอ่ยปากถาม ลูกชายเงียบไม่ยอมพูดอะไร “มึงไปคบหากับไอ้พวกขายยาทำไมวะ กูเห็นพวกมันขับรถเข้ามาในบ้านหลายเที่ยวแล้ว”

          “ผมไม่เกี่ยวนะพ่อ ลองถามเมียของพ่อดูสิ เผื่อจะรู้จักพวกมันบ้าง” 

          “ถ้ามึงไม่ไปหางานทำที่ไหน ก็น่าจะช่วยดูแลบ้าน ปล่อยให้แม่เขาทำอยู่คนเดียว”

          “เขาไม่ใช่แม่ผม” ลูกชายพูดเสียงดัง แล้วเปิดประตูเข้าห้องไป

          “มึงต้องดูดนมกูก่อนใช่ไหม จึงจะนับถือว่ากูเป็นแม่ของมึง” เสียงผู้หญิงตะโกนขึ้นมาบ้าง

          “ถ้ามึงไม่รักดี ไม่อยากจะอยู่บ้านหลังนี้ มึงก็ไปอยู่กับแม่ของมึงเลยสิวะ” ผู้เป็นพ่อเริ่มมีอารมณ์โกรธมากขึ้น

          “เออ ไปก็ได้ ไม่ต้องมาไล่หรอก” ลูกชายพูดแล้วก็เปิดประตูห้องออกมาพร้อมกับสะพายกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กๆ เดินผ่านผู้เป็นพ่อ แต่สายตามองไปที่แม่เลี้ยงแบบเย็นชา ก่อนขับมอร์เตอร์ไซค์ออกจากบ้านไป

          ความสงบเงียบในบ้านหลังนั้นเกิดขึ้นได้ไม่นาน หลังจากผู้เป็นพ่อหรือเจ้าของบ้านออกเดินทางเพื่อไปทำงานที่ต่างจังหวัดได้สองวัน ลูกชายกลับเข้ามาที่บ้านด้วยอาการลุกลี้ลุกลน ในขณะที่ผมยืนสงบนิ่งอยู่ข้างบานหน้าต่างตรงที่เดิม

          เขาจอดรถมอร์เตอร์ไซค์แล้วรีบวิ่งขึ้นบ้าน เคาะประตูอย่างแรง จากนั้นก็กลับลงมาเข็นรถมอร์เตอร์ไซค์เข้าไปในดงกล้วยหลังบ้าน    แม่เลี้ยงของเขาเปิดประตูออกมาอย่างรวดเร็ว พอปิดประตูบ้านล๊อกกุญแจเสร็จสรรพ รีบเดินตามคนขับมอร์เตอร์ไซค์คันนั้นเข้าไปในดงกล้วย

          ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าน่าจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นเสียแล้ว จริงดังคาด ครึ่งชั่วโมงต่อมารถปิคอัพของตำรวจก็วิ่งเข้ามาจอดหน้าบ้าน ตำรวจในเครื่องแบบจำนวนห้านายลงจากรถด้วยท่าทีระมัดระวัง ตำรวจที่นั่งคู่มากับคนขับเดินตรงไปที่ประตูบ้าน แล้วหันหน้ามาที่รถโบกมือส่งสัญญาณว่าคนในบ้านไม่อยู่เสียแล้ว

          ตำรวจไม่ได้มองมาที่หน้าต่างบ้านผม แต่ถ้าหากตำรวจเห็นผมแล้วสอบถามเกี่ยวกับคนในบ้านหลังนั้น ผมจะไม่บอกอะไรทั้งสิ้น นอกจากไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย เพื่อจะได้ไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนเสียเปล่าๆ

          ผมเฝ้าสังเกตว่าสองคนในบ้านนั้นจะหลบซ่อนในดงกล้วยได้นานแค่ไหน เพราะหลังบ้านที่รกทึบขนาดนั้นจะนั่งหรือนอนนานๆคงไม่ดีแน่ สิบนาทีต่อมาดงกล้วยตรงนั้นเริ่มค่อยๆสั่นไหว ต้นกล้วยสามสี่ต้นเริ่มโยกเยกไปมาอย่างช้าๆ ทำให้เห็นก้านกล้วยพริ้วไหวโบกไปมา จากนั้นใบกล้วยที่สะบัดอย่างช้าๆเริ่มสั่นระริกและสั่นถี่ยิบจนเห็นได้อย่างถนัดตา ผมคิดว่าแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงคงตกลงปลงใจที่จะเล่นซุกซนกันนอกสถานที่ แล้วทั้งสองมีความรู้สึกที่ดีต่อกันตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเพิ่งจะมาเห็นอกเห็นใจกันตอนนี้ แต่ช่างมันเถอะดูเหตุการณ์ต่อไปดีกว่า ไม่นานนักดงกล้วยหลังบ้านกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เขาและเธอช่วยกันจูงมอร์เตอร์ไซค์ออกมาตรงหน้าบ้าน

          ภาพสุดท้ายอันน่าประทับใจที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผมในบ้านหลังนั้น จนทำให้ผมรู้สึกอิจฉาตาร้อน เมื่อแม่เลี้ยงวัยสาวหอมแก้มลูกเลี้ยงและส่งยิ้มให้กัน โบกมือให้เมื่อเขาสตาร์ทรถแล้วขับออกไป

          บ้านหลังนั้นเหมือนได้กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ผมจึงคิดว่าสมควรแก่เวลาที่ผมจะติดผ้าม่านที่หน้าต่างเสียที ผมใช้ผ้าขาวม้าที่เก็บสะสมไว้หลายผืนมาทำเป็นผ้าม่าน วัสดุอุปกรณ์พร้อมแล้ว แต่คนติดตั้งผมจะใช้บริการช่างสมชายที่ทำงานเป็นตำรวจอาสาบนโรงพัก อาชีพหลักเป็นช่างรับจ้างทั่วไป ทำได้ทั้งงานช่างไม้ ไฟฟ้า ประปาและซ่อมรถ

          วันนั้นเมื่อผมขึ้นไปบนโรงพัก พบชาวบ้านกำลังยืนเกาะกลุ่มคุยกันอยู่ตรงบันได พอเดินเข้าไปข้างในชาวบ้านอีกสองสามคนพูดคุยและวิพากษ์วิจารณ์อะไรสักอย่าง มีตำรวจสองนายนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ผมไม่ได้ทักทายใครเลย สายตาสอดส่ายเพื่อมองหาช่างสมชาย ผู้เป็นตำรวจอาสาหรือช่างประจำบ้านของผม

          ผมมองไม่เห็นช่างสมชาย แต่ช่างสมชายมองเห็นผมตั้งแต่แรกที่ผมเดินขึ้นมาบนโรงพักแล้ว เขาเดินเข้ามายืนเคียงข้างผม ยิ้มให้ผมนิดนึงไม่พูดอะไร ได้แต่ชี้มือไปที่ห้องคุมขังผู้ต้องหา

          “เขาอยู่ข้างบ้านพี่มิใช่รึ” ช่างสมชายถาม  

          “ใครหรือครับ” ผมพูดพร้อมกับเพ่งสายตาไปยังห้องที่อยู่ตรงหน้า เป็นห้องเล็กๆสำหรับคุมขังผู้กระทำความผิดที่ถูกตำรวจจับมา มีสามคนพ่อแม่ลูกยืนพูดคุยกัน ลูกชายอยู่ข้างในห้องที่มีลูกกรงเหล็ก พ่อกับแม่เลี้ยงยืนอยู่ข้างนอก

          “มันกลับไปอยู่กับแม่ เจอพ่อเลี้ยงเมาแล้วตบแม่ มันเลยแทงซะหลายแผล ไม่รู้ว่าพ่อเลี้ยงจะรอดหรือเปล่า” ช่างสมชายบอกผม ทำให้ผมขนลุกซู่ ยืนนิ่งตัวแข็งพูดอะไรไม่ออก

          ภาพที่ผมเห็นให้ความรู้สึกสงสารจับใจ แม่เลี้ยงยืนกอดลูกเลี้ยงผ่านลูกกรงห้องขัง น้ำตาไหลพราก  ผู้เป็นพ่อยืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตาดูแข็งกร้าวแปลกๆยังไงชอบกล

          “พ้นโทษแล้ว ออกมาอยู่กับแม่นะ แม่จะรอ” เสียงของแม่เลี้ยงพูดขึ้นในท่ามกลางความเงียบงัน ไม่มีเสียงตอบจากลูกเลี้ยง ผู้ซึ่งยืนก้มหน้าตลอดเวลา ไม่มีน้ำตาเลยสักหยดเดียว

          “กลับกันเถอะ” ผู้เป็นพ่อดึงแขนเมียรักออกมาจากห้องคุมขัง แล้วเดินออกไปจากโรงพัก

          ผมหันไปทางช่างสมชาย นัดหมายเรื่องการติดตั้งผ้าม่านตรงหน้าต่างบ้าน ช่างสมชายรับปากว่าจะไปติดตั้งให้แต่ต้องรอสักสองสามวัน

          วันนี้ที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านผม มีผ้าม่านบังตาเป็นผ้าขาวม้าหลากสี ผมให้ช่างติดตั้งเสร็จหลายเดือนแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมยังคงมองไปที่บ้านหลังนั้นทุกวัน ถึงแม้ตัวบ้านจะมีแต่ความเงียบและดูวังเวง สภาพบ้านรกร้างว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา ไม่รู้ว่าคนในบ้านแยกย้ายไปอยู่ที่ไหนกันหมด ปล่อยให้ผมเหงาและเดียวดาย แต่ก็รู้สึกดีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะในทุกค่ำคืนผมยังหลงเหลือจินตนาการอันวาบหวิวอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม

 ชยันต์  เพชรศรีจันทร์