เทรนด์ออกกำลังกายยังคงฮิตไม่เลิก ไม่ว่าจะในฟิตเนสหรือบนโลกโซเชียล หลายคนในไทยอาจคาใจว่า แค่เปลี่ยนวิธีหายใจจะช่วยให้การออกกำลังกายได้ผลดีขึ้นจริงหรือ บทความล่าสุดจาก The New York Times ได้รวบรวมงานวิจัยใหม่ๆ มาไขข้อข้องใจนี้ พร้อมคำแนะนำง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อความเชื่อเรื่องการหายใจที่อาจจะเกินจริงไปหน่อย (nytimes.com)
ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะเห็นคนออกมาวิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝึกโยคะยามเช้าที่สวนลุมพินี หรือเข้าคลาส HIIT สุดโหดตามฟิตเนสใจกลางกรุงเทพฯ การเข้าใจหลักการหายใจที่ถูกต้องจะช่วยให้นักกีฬาและคนรักการเคลื่อนไหวทุกคนออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และที่สำคัญคือมีความสุขกับการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่
วิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร?
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนียเผยว่า โดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเราฉลาดพอที่จะควบคุมการหายใจเองได้อย่างเหมาะสม เมื่อเราออกแรงหนักขึ้น ร่างกายจะผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ทำให้เราต้องหายใจเร็วและแรงขึ้นเพื่อส่งออกซิเจนไปให้กล้ามเนื้อ “โดยทั่วไป ร่างกายจะปรับการหายใจให้เข้ากับความหนักของการออกกำลังกายได้เอง” ผู้เชี่ยวชาญอธิบาย และย้ำว่าคนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องไปฝืนควบคุมลมหายใจอะไรมากมายในการออกกำลังกายทั่วไป เพราะร่างกายจัดการตัวเองได้อยู่แล้ว
แต่ถ้าอยากจะอัปเกรดประสิทธิภาพขึ้นอีกนิด เทคนิคที่เรียกว่า “การหายใจด้วยกะบังลม” หรือที่หลายคนเรียกว่า “การหายใจเข้าท้อง” อาจเป็นคำตอบ ผู้อำนวยการโครงการด้านกีฬาแห่ง UC Davis Health แนะนำให้เราเน้นใช้กล้ามเนื้อกะบังลมที่อยู่ใต้ปอด ดึงลมหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องป่อง แทนที่จะหายใจตื้นๆ แค่ช่วงอก พร้อมแนะนำให้ลองฝึกท่า “หายใจแบบจระเข้” (crocodile breathing) ด้วยการนอนคว่ำ ให้ท้องแนบไปกับพื้น แล้วหายใจเข้าลึกๆ ให้รู้สึกว่าแผ่นหลังส่วนล่างและชายโครงขยายออก เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของการหายใจที่ถูกต้อง งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการใช้เทคนิคนี้ระหว่างออกกำลังกายแบบแอโรบิก อาจช่วยเพิ่มความทนทานได้ราว 3-5% แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่มากมาย แต่ก็ยังช่วยลดความดันโลหิตและทำให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงขณะพักได้ด้วย (nytimes.com)
ส่วนช่วงคูลดาวน์หลังออกกำลังกายหนักๆ อย่างการซ้อมมวยไทย หรือวิ่งขึ้นลงสะพานลอยในกรุงเทพฯ การหายใจให้ช้าลงคือเทคนิคที่ได้ผลจริง โค้ชหลายคนอาจคุ้นเคยกับเทคนิค “box breathing” ที่ให้หายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 4 วินาที หายใจออก 4 วินาที แล้วกลั้นอีก 4 วินาที ทำวนไปเรื่อยๆ อีกวิธีที่ได้ผลดีไม่แพ้กันคือการหายใจออกให้นานกว่าหายใจเข้า ซึ่งช่วยให้หัวใจสงบลงและเร่งการฟื้นตัวของร่างกาย ดังที่ผู้อำนวยการอาวุโสด้านสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยไรซ์อธิบายว่า “ช่วงที่เราหายใจเข้า หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น และจะช้าลงเมื่อหายใจออก การหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ จึงช่วยได้มาก”
เทคนิคไหนที่ฮิตแต่ไม่ได้ผลจริง?
บางเทคนิคที่นิยมกันในโลกออนไลน์อาจไม่ได้ผลอย่างที่คิด เช่น การหายใจทางจมูกอย่างเดียวตลอดการออกกำลังกาย ที่อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพในกรุงเทพฯ หลายคนแนะนำ แม้อาจจะช่วยผู้ป่วยโรคหืดได้เพราะอากาศจะอุ่นและชื้นขึ้น แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้คนทั่วไปได้ ที่สำคัญ การฝืนหายใจทางจมูกตอนออกกำลังกายหนักๆ อย่างวิ่งเร็วหรือเล่น HIIT อาจทำให้เกิดอาการ “โหยอากาศ” (air hunger) หรือรู้สึกหายใจไม่ทันจนอึดอัดได้ “อย่าหาทำในวันที่ต้องออกกำลังกายหนักๆ เด็ดขาด” ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนียเตือน
ส่วนเทคนิค “Cadenced Breathing” หรือการกำหนดลมหายใจตามจังหวะก้าว เช่น วิ่ง 3 ก้าวหายใจเข้า วิ่ง 2 ก้าวหายใจออก ที่แชร์กันในกลุ่มนักวิ่งชาวไทย ก็ยังไม่มีงานวิจัยยืนยันว่าได้ผลดีกว่าการหายใจตามธรรมชาติเสมอไป เพราะปกติแล้วร่างกายจะปรับจังหวะหายใจให้สอดคล้องกับจังหวะการเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติอยู่แล้วเพื่อลดความเหนื่อยล้า
สรุปให้เข้าใจง่ายสำหรับคนไทย
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย หรืออยากออกกำลังกายอย่างสบายใจ ข่าวดีก็คือคุณไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องวิธีหายใจมากจนเกินไป แค่ปล่อยให้ร่างกายทำงานตามธรรมชาติก็เพียงพอแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้ขยับร่างกายและมีความสุขไปกับมัน อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์สุขภาพย้ำว่า อย่าให้กฎเกณฑ์เรื่องการหายใจมาสร้างความเครียดให้เราเลย
เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนไทย
จริงๆ แล้ว คนไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับการหายใจอย่างมีสติผ่านการฝึกโยคะ การนั่งสมาธิ หรือแม้แต่ศิลปะการต่อสู้ ซึ่งล้วนเน้นเรื่องสมาธิและการผ่อนคลายเป็นหัวใจสำคัญอยู่แล้ว เราสามารถนำเทคนิคการหายใจด้วยกะบังลมมาปรับใช้กับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก หรือแม้แต่ตอนยืดเส้นยืดสายในที่ทำงาน เพื่อช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นได้ การหายใจช้าๆ หลังออกกำลังกายก็สอดคล้องกับกิจกรรมที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นช่วงคูลดาวน์หลังเล่นกีฬา หรือการหายใจลึกๆ ก่อนเริ่มนั่งสมาธิ
เรื่องการหายใจมีความสำคัญกับวิถีสุขภาพของไทยมาอย่างยาวนาน ศาสตร์การแพทย์แผนไทยเชื่อมโยงลมหายใจเข้ากับ “ลมปราณ” หรือพลังงานภายในร่างกายที่มีผลต่อทั้งกายและใจ ซึ่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็เริ่มเข้ามาช่วยยืนยันในสิ่งที่คนโบราณค้นพบ ว่าการหายใจอย่างสงบและลึกช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดความเครียด และฟื้นฟูร่างกายได้จริง แม้จะอธิบายในรูปแบบที่ต่างกันไปตามยุคสมัย
อนาคตของการหายใจเพื่อสุขภาพ
ในอนาคต งานวิจัยต่างๆ จะช่วยให้เราเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่าเทคนิคการหายใจแบบไหนที่เหมาะกับคนกลุ่มใดเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือนักกีฬาที่ต้องการความเป็นเลิศ แต่สำหรับคนทั่วไปในตอนนี้ สิ่งสำคัญคือการไม่ยึดติดกับกระแสหรือเทคนิคที่ซับซ้อนเกินไป หายใจให้สบายใจ สนุกกับการเคลื่อนไหว และถ้าอยากลองอะไรใหม่ๆ ก็แค่ฝึกหายใจให้ลึกถึงท้อง หรือเน้นหายใจออกยาวๆ หลังออกกำลังกาย เท่าที่เราจะรู้สึกสบายตัวก็พอ
เทคนิคง่ายๆ สำหรับคนไทย
- ระหว่างออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น วิ่งหรือปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ลองสังเกตลมหายใจของตัวเองดูว่าหายใจลึกถึงท้อง ช้าๆ สบายๆ หรือไม่
- หลังออกกำลังกาย ลองฝึก Box Breathing หรือหายใจออกให้นานกว่าหายใจเข้าสัก 2-3 นาที เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นและใจสงบลง
- หากอยากลองเทรนด์ใหม่ๆ อย่างการหายใจทางจมูก ควรลองเฉพาะช่วงที่ออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลาง และให้หยุดทันทีหากรู้สึกอึดอัดหรือหายใจไม่ทัน
- สำคัญที่สุด: อย่าให้ความกังวลเรื่อง “วิธีหายใจที่ถูกต้อง” มาบั่นทอนความสุขในการออกกำลังกาย เชื่อในสัญชาตญาณของร่างกายและปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
แม้การหายใจจะเป็นเรื่องอัตโนมัติ แต่การเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากมันอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และมีความสุขกับทุกขณะของการเคลื่อนไหว ไม่ว่าคุณจะกำลังวิ่งขึ้นดอยอินทนนท์ หรือแค่เดินเล่นสบายๆ ใกล้บ้านก็ตาม
อ่านข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมจากบทความฉบับเต็มได้ที่ The New York Times (nytimes.com)