งานวิจัยระดับนานาชาติชิ้นล่าสุดได้หักล้างความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับโรคอ้วน โดยสรุปอย่างชัดเจนว่าสาเหตุหลักของภาวะน้ำหนักเกินในสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มาจากการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงเกินไป “ไม่ใช่” การขาดการออกกำลังกาย ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ฉบับล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าการรณรงค์ด้านสาธารณสุขตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง อาจมองข้ามต้นตอที่แท้จริงของปัญหา นั่นคือ “อาหารยุคใหม่”
ทั้งในระดับโลกและประเทศไทย โรคอ้วนได้กลายเป็นวิกฤตสุขภาพที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนรุนแรง ตั้งแต่เบาหวานชนิดที่ ๒ โรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ที่ผ่านมาสังคมมักโทษว่าโรคอ้วนเกิดจากวิถีชีวิตนั่งโต๊ะทำงาน การดูโทรทัศน์ หรือการใช้รถยนต์ที่ทำให้คนเราขยับร่างกายน้อยลง แต่ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยชิ้นนี้กลับท้าทายความเชื่อเดิมอย่างสิ้นเชิง และชี้เป้าไปที่สภาพแวดล้อมทางอาหารเป็นปัจจัยหลัก [PNAS, ๒๕๖๘]
งานวิจัยชิ้นนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันและอัตราการเผาผลาญของผู้ใหญ่กว่า ๔,๐๐๐ คน จาก ๓๔ ประเทศ ครอบคลุมทั้งประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา และประเทศรายได้น้อยที่ผู้คนยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้แรงงาน ผลการวิเคราะห์พบเรื่องน่าประหลาดใจว่า ทุกกลุ่ม “มีอัตราการใช้พลังงานต่อวันใกล้เคียงกันอย่างน่าทึ่ง” ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศในสหรัฐฯ หรือชนเผ่าที่ยังชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่าในแอฟริกา ข้อสรุปสำคัญคือ “คนเราไม่ว่าจะใช้ชีวิตรูปแบบไหน ก็ไม่ได้เผาผลาญพลังงานแตกต่างกันมากอย่างที่เคยเข้าใจ”
หนึ่งในผู้เขียนร่วมซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาวิวัฒนาการ อธิบายว่าทีมวิจัยได้ใช้เทคนิค “น้ำสลากสองส่วน” (Doubly labeled water) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดในวงการโภชนาการเพื่อวัดการใช้พลังงานในแต่ละวันอย่างแม่นยำ ชุดข้อมูลขนาดใหญ่นี้ทำให้นักวิจัยมั่นใจพอที่จะล้มล้างสมมติฐานเดิมที่ว่าโรคอ้วนเกิดจากการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย “การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานเกินความต้องการ มีส่วนสำคัญต่อวิกฤตโรคอ้วนในยุคปัจจุบันมากกว่าการที่ร่างกายใช้พลังงานลดลงถึงประมาณ ๑๐ เท่า” นักวิจัยระบุ
ผลการศึกษาครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ให้ความเห็นผ่านสื่อวอชิงตันโพสต์ว่า “งานวิจัยนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่พวกเราหลายคนพูดมาตลอด นั่นคืออาหารคือตัวแปรสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนวิกฤตโรคอ้วนในปัจจุบัน” ขณะที่กรรมการผู้อำนวยการสถาบัน Food is Medicine มหาวิทยาลัยทัฟต์ส ในบอสตัน เสริมว่า “เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนจากงานวิจัยชิ้นนี้และอีกหลายชิ้นว่า อาหารยุคใหม่ต่างหากที่เป็นตัวการผลักดันให้เกิดโรคอ้วน ไม่ใช่กิจกรรมทางกาย”
แม้ผลวิจัยจะตอกย้ำบทบาทของอาหารเป็นหลัก แต่นักวิจัยยังคงเน้นย้ำว่าเราไม่ควรมองข้ามประโยชน์มหาศาลของการออกกำลังกาย เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดี ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพจิตได้หลากหลาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองที่ว่าการออกกำลังกายเป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้กับโรคอ้วน นักวิจัยเสนอว่า “มาตรการด้านสาธารณสุขควรหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารเป็นอันดับแรก” โดยเฉพาะอาหารแปรรูปขั้นสูงที่กำลังครองตลาดโลกและตลาดไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าอัตราโรคอ้วนในคนไทยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่การบริโภคอาหารแปรรูปสูงก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ปัจจุบันคนไทยมากกว่า ๑ ใน ๓ มีภาวะน้ำหนักเกิน และปัญหาเด็กอ้วนได้กลายเป็นวาระแห่งชาติ [กระทรวงสาธารณสุข, ๒๕๖๗] ภาพจำของอาหารไทยที่อุดมด้วยผักสด เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และสมุนไพร กำลังถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมอาหารสะดวกซื้อ ขนมหวาน เครื่องดื่มน้ำตาลสูง และของขบเคี้ยวพลังงานสูง ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเดียวกับที่ปรากฏในรายงานระดับโลกชิ้นนี้
วัฒนธรรมอาหารไทยที่เคยน่าภาคภูมิใจ จากความหลากหลายของวัตถุดิบในตลาดสดสู่อาหารปรุงเองที่บ้าน กำลังถูกอาหารจานด่วน เครื่องดื่มรสหวาน ปิ้งย่างเดลิเวอรี่ และขนมนำเข้าเข้ามาแทนที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการในไทยต่างเตือนว่า แม้วิถีชีวิตคนเมืองจะทำให้ขยับตัวน้อยลง แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รอบเอวขยายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือปริมาณพลังงานมหาศาลจากอาหารนอกบ้าน อาหารสั่งเดลิเวอรี่ และขนมถุงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
เมื่อพิจารณาในภาพรวมของประเทศ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยสะท้อนว่า ความเป็นเมืองและวัฒนธรรมอาหารตะวันตกทำให้คนไทยบริโภคอาหารแปรรูปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ในต่างจังหวัดจะยังคงยึดโยงกับวิถีอาหารพื้นบ้านและพืชผักที่ปลูกเอง แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น แรงดึงดูดจากอาหารราคาถูกที่ให้พลังงานสูงก็กำลังแพร่กระจายไปสู่พื้นที่ชนบทอย่างน่ากังวล
ในเวทีโลก งานวิจัยนี้อาจเป็นชนวนให้เกิดการทบทวนนโยบายครั้งใหญ่ ตั้งแต่ในโรงเรียน สถานประกอบการ ไปจนถึงระดับรัฐบาล ว่าควรจะลงทุนด้านการให้ความรู้ทางโภชนาการ การบังคับใช้ฉลากโภชนาการที่เข้าใจง่าย หรือการใช้มาตรการทางภาษีกับเครื่องดื่มหวานและอาหารแปรรูปอย่างจริงจังหรือไม่ โครงการอย่าง “หวานน้อยสั่งได้” และการจำกัดโฆษณาขนมเด็กของไทย อาจมีความสำคัญยิ่งกว่าเดิมเมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุดนี้
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการต่อสู้กับวิกฤตโรคอ้วนในยุคนี้ ต้องเปลี่ยนมุมมองจากการกระตุ้นให้คนลุกขึ้นมาขยับตัวเพียงอย่างเดียว มาเป็นการจัดการสภาพแวดล้อมทางอาหารให้ดีขึ้น ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างชัดเจนว่า “งานวิจัยนี้ไม่ได้ลบล้างความจริงที่ว่าการออกกำลังกายสำคัญต่อสุขภาพ แต่หากเราต้องการพลิกสถานการณ์ของวิกฤตโรคอ้วน เราต้องหันมาใส่ใจอย่างจริงจังว่ามีอะไรอยู่บนจานอาหารของเรา”
สำหรับครอบครัวไทย แนวทางปฏิบัติที่ทำได้ทันทีคือการกลับไปพึ่งพาอาหารจากตลาดสด ปรุงอาหารรับประทานเองให้บ่อยขึ้น และลดการบริโภคขนมสำเร็จรูปและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ขณะที่โรงเรียนและผู้กำหนดนโยบายต้องร่วมกันสร้างทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพที่เข้าถึงง่าย ราคาย่อมเยา และน่าดึงดูดใจมากกว่าเดิม
แหล่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ The Independent, ฐานข้อมูลของวารสาร PNAS และประกาศจาก องค์การอนามัยโลก