ข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ เผยว่า เยาวชนในสหภาพยุโรป (EU) ที่มีอายุระหว่าง ๑๖–๒๙ ปี มากถึง ๙๗% ใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก ๘๗% เมื่อสิบปีก่อน และสะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย ที่กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน แต่ยังมีความท้าทายและอุปสรรคที่แตกต่าง รายงานชิ้นนี้ฉายภาพให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนรุ่นใหม่ในยุโรปอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ช่องว่างทางดิจิทัลระหว่างเยาวชนและประชากรกลุ่มอื่นก็แคบลงเรื่อย ๆ ทำให้เกิดคำถามสำคัญถึงความพร้อมของสังคมไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้น

ตัวเลขที่สะท้อนมากกว่าแค่การเชื่อมต่อ

เมื่อหันมามองบริบทของไทย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมาตลอด ข้อมูลจากยุโรปสะท้อนแนวโน้มที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งการศึกษา การจ้างงาน และวัฒนธรรม ใน EU ประชากรทั่วไปถึง ๘๘% ใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน เพิ่มขึ้นจาก ๖๓% ในปี ๒๕๕๗ ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากในเขตเมืองของไทยที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะยังคงมีความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ชนบทก็ตาม

รายงานของ Eurostat ยังชี้ด้วยว่า เยาวชนในยุโรปไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่ยังสวมบทบาทผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์บนโลกออนไลน์ด้วย โดยเยาวชนอายุ ๑๖–๒๙ ปี ใน EU ถึง ๘๘% มีส่วนร่วมในกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย เช่น การสร้างโปรไฟล์ โพสต์ข้อความ หรือแชร์เนื้อหา เทียบกับประชากรทั่วไปที่ ๖๕% ในบางประเทศแถบยุโรปตะวันออกอย่างสาธารณรัฐเช็ก อัตราการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนพุ่งสูงถึง ๙๙% แสดงให้เห็นว่าโลกออนไลน์ได้กลายเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว ขณะที่ฝรั่งเศสอยู่ที่ ๗๐% ส่วนประเทศใหญ่อื่น ๆ อย่างอิตาลี เยอรมนี สโลวะเกีย และบัลแกเรีย มีสัดส่วนอยู่ที่ ๘๐%-๘๔% (Eurostat)

แนวคิดและบทเรียนสำคัญสำหรับนโยบายไทย

สำหรับผู้กำหนดนโยบายและแวดวงการศึกษาไทย ข้อมูลชุดนี้ตอกย้ำว่าอินเทอร์เน็ตคือเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการปลดล็อกศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งความรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือการเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์เชิงดิจิทัล เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ความเห็นว่า “การเชื่อมต่อดิจิทัลคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาเยาวชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ความท้าทายคือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางที่อยู่นอกเขตเมือง” รายงานปี ๒๕๖๖ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า เยาวชนในเขตเมืองกว่า ๙๕% ใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน ขณะที่ตัวเลขในพื้นที่ชนบทบางจังหวัดยังคงต่ำกว่า ๗๐% (NSO Thailand)

โซเชียลมีเดีย: โลกและเสียงของคนรุ่นใหม่

กิจกรรมออนไลน์บนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram และ TikTok ได้กลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร การเคลื่อนไหวทางสังคม และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ทำให้เสียงของคนรุ่นใหม่ถูกได้ยินและส่งผลกระทบไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย ทั้งการเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษา และการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง (Bangkok Post) นักวิชาการจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “โลกดิจิทัลคือพื้นที่ประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน” อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การสร้างพลเมืองดิจิทัลที่เข้มแข็งจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อรับมือความเสี่ยงจากข่าวปลอมและปกป้องความเป็นส่วนตัว

ความเหลื่อมล้ำและโจทย์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในไทยมีรากมาจากหลายปัจจัย ทั้งรายได้ครัวเรือน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และความพร้อมของโครงข่าย แม้ภาครัฐจะพยายามขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและผลักดันนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค แต่พื้นที่ชนบทและชายขอบยังคงเป็นพื้นที่ตกหล่น (Ministry of Education Thailand) เมื่อเทียบกับยุโรปที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตครอบคลุมเกือบทั่วถึงแม้ในพื้นที่ห่างไกล ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของไทยจึงไม่ใช่แค่การขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม แต่คือการสร้างทักษะให้ผู้คนสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้อย่างแท้จริง (UNESCO Bangkok)

มองไปข้างหน้า: โอกาสและความท้าทาย

พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของเยาวชนไทยที่เปลี่ยนไป ย่อมส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานในอนาคต รูปแบบทางการเมือง และวัฒนธรรมร่วมสมัย ประสบการณ์ของยุโรปชี้ให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นประตูสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตและสร้างความผูกพันทางสังคม สิ่งสำคัญคือการยกระดับทั้งโครงสร้างพื้นฐานและทักษะการใช้เทคโนโลยีไปพร้อมกัน เพื่อให้เยาวชนสามารถเชื่อมต่อกับสังคมในวงกว้างได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน การใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านจริยธรรมดิจิทัล การรู้เท่าทันสื่อ และการสร้างพฤติกรรมออนไลน์ที่ปลอดภัย เพราะปัญหาการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และข่าวปลอม ล้วนเป็นปัญหาร่วมกันทั่วโลก สำหรับประเทศไทย การบรรจุความรู้ด้านดิจิทัลลงในหลักสูตรการศึกษาจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน แม้กระทรวงดิจิทัลฯ จะเริ่มนำร่องหลักสูตรพลเมืองดิจิทัลในโรงเรียนบางแห่งแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องขยายผลให้ครอบคลุมเยาวชนทุกกลุ่ม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนเพื่อปลูกฝังการเป็นพลเมืองออนไลน์ที่มีความรับผิดชอบ (Thai PBS)

ข้อเสนอแนะสำหรับสังคมไทย

สิ่งที่สังคมไทยควรให้ความสำคัญคือ การสนับสนุนให้เยาวชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลทั้งที่บ้าน โรงเรียน และในกิจกรรมนอกหลักสูตร ผู้ปกครองควรเปิดใจพูดคุยกับบุตรหลานเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ ครูผู้สอนสามารถนำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่สนุกสนานและน่าสนใจ ส่วนในระดับชุมชน ควรมีการเรียกร้องให้ขยายโครงข่ายและจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

เพื่อก้าวให้ทันโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างใกล้ชิด ส่งเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึง และออกแบบนโยบายที่ดึงศักยภาพของโลกดิจิทัลมาใช้พัฒนาเยาวชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประสบการณ์ของยุโรปได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเชื่อมต่อดิจิทัลที่ทั่วถึงและเท่าเทียมนั้นเกิดขึ้นได้จริง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเชิงลึกเพื่อเปรียบเทียบระหว่างยุโรปและไทย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Eurostat, NSO Thailand และ UNESCO Bangkok