งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Heinrich Heine เมืองดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี ชี้ให้เห็นว่าความเครียดเปรียบเสมือนดาบสองคมต่อสังคมมนุษย์ เพราะในขณะที่มันช่วยหลอมรวมผู้คนในกลุ่มให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มันกลับกระตุ้นความรู้สึกเป็นศัตรูกับคนนอกกลุ่มไปพร้อมกัน ผลการศึกษาที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences นี้ ช่วยให้เราเข้าใจเบื้องลึกทางชีววิทยาของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มได้ดีขึ้น แม้ว่าความขัดแย้งนั้นจะสร้างความเสียหายให้ทุกฝ่ายก็ตาม งานวิจัยนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจรากเหง้าของความแตกแยกในสังคม ทั้งในบริบทของไทยและเวทีโลกที่กำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่นับวันจะยิ่งรุนแรง

เบื้องหลังงานวิจัย: จำลองสถานการณ์ ‘เรา-เขา’ ในห้องแล็บ

ทีมนักวิจัยจากภาควิชาจิตวิทยาเปรียบเทียบ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยดุสเซลดอร์ฟ ได้ออกแบบการทดลองที่น่าสนใจ โดยให้อาสาสมัครได้รับฮอร์โมนไฮโดรคอร์ติโซน (ซึ่งเลียนแบบคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียด) หรือยาโยฮิมบิน (ที่กระตุ้นการหลั่งนอร์อะดรีนาลิน) หรือทั้งสองอย่างควบคู่กัน เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมที่ถูกแบ่งกลุ่มไว้แล้วมาแข่งขันกันในเกมเศรษฐศาสตร์ที่มีเงินจริงเป็นรางวัล เพื่อจำลองสถานการณ์ความร่วมมือและการแข่งขันที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง

หัวใจของการทดลองนี้คือการสร้างความสัมพันธ์แบบ “พวกเรา” (in-group) และ “พวกเขา” (out-group) ซึ่งเป็นแนวคิดที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย ในแต่ละรอบ ผู้เข้าร่วมมีทางเลือกสามทาง คือ เก็บเงินรางวัลไว้คนเดียว, สละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อเพิ่มเงินให้กลุ่มตัวเอง, หรือเลือกทางที่ทำให้กลุ่มตัวเองได้เปรียบพร้อมกับสร้างความเสียหายให้กลุ่มคู่แข่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงจูงใจอันซับซ้อนระหว่างความภักดีต่อพวกพ้องและความต้องการเอาชนะที่มักปรากฏในความขัดแย้งทางสังคม

ผลวิจัยชี้: สารเคมีในสมองคือตัวกำหนด ‘มิตร’ หรือ ‘ศัตรู’

ทีมวิจัยค้นพบว่า ฮอร์โมนคอร์ติซอลมีส่วนช่วยส่งเสริมความร่วมมือและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ภายในกลุ่มเดียวกัน แม้จะต้องเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวไปบ้างก็ตาม ในทางกลับกัน เมื่อระดับนอร์อะดรีนาลินในสมองสูงขึ้น กลับกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมแข่งขันหรือถึงขั้นก้าวร้าวต่อกลุ่มอื่น แม้จะต้องแลกกับผลประโยชน์ของตัวเองก็ตาม

หัวหน้าทีมวิจัยให้ความเห็นว่า “ความเครียดไม่ได้ทำให้คนเราก้าวร้าวหรือใจดีขึ้นมาเฉย ๆ แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับว่าสารสื่อประสาทตัวไหนกำลังทำงาน และเรากำลังเผชิญหน้ากับคนในกลุ่มเดียวกันหรือคนนอกกลุ่ม” (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ medicalxpress.com)

ผลลัพธ์นี้ช่วยอธิบายว่าทำไมมนุษย์จึงมีแนวโน้มที่จะแบ่งแยก “พวกเรา” กับ “พวกเขา” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในชมรมกีฬา ทีมงานในออฟฟิศ หรือแม้แต่ในเครือญาติ และในยามที่สังคมหรือการเมืองมีความตึงเครียดสูง กลไกเดียวกันนี้ก็อาจเป็นชนวนที่นำไปสู่การแบ่งขั้วและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นในสังคมไทยได้เช่นกัน

มองอดีต สะท้อนปัจจุบัน

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย ตัวอย่างจากหน้าประวัติศาสตร์หลายครั้งชี้ให้เห็นว่าอัตลักษณ์กลุ่มส่งผลต่อทิศทางของบ้านเมืองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบท หรือการแบ่งขั้วทางการเมือง ล้วนสะท้อนปรากฏการณ์ความภักดีต่อกลุ่มตนและความรู้สึกไม่ไว้วางใจต่อกลุ่มอื่น งานวิจัยชิ้นนี้จึงมอบมุมมองใหม่ที่ทำให้เราตระหนักถึงกลไกทางชีวภาพซึ่งอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

การทำความเข้าใจกลไกทางระบบประสาทเหล่านี้ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้นำสังคม ครูอาจารย์ หรือแกนนำชุมชนในไทย สำหรับใช้เป็นแนวทางออกแบบกิจกรรมหรือนโยบายที่ช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมความสามัคคีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

บทเรียนและข้อคิดเพื่อลดความขัดแย้งในไทย

ในภาพใหญ่ระดับโลก งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความเครียดทางเศรษฐกิจ การแข่งขันสูง หรือความกลัว ล้วนเป็นตัวเร่งให้การแบ่งแยก “เรา-เขา” ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในขบวนการประท้วงทั่วโลก หรือปรากฏการณ์แบ่งขั้วอย่างรุนแรงบนโซเชียลมีเดีย

นักจิตวิทยาสังคมเคยชี้ว่าความเครียดมีอิทธิพลทั้งในแง่การสร้างความสามัคคีและความแตกแยก งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ยิ่งตอกย้ำว่าสารเคมีในสมองคือตัวการสำคัญที่ควบคุมพฤติกรรมดังกล่าว เช่น ในสถานการณ์วิกฤต เรามักเห็นน้ำใจคนไทยหลั่งไหลเข้าช่วยเหลือกันอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดก็อาจนำไปสู่ความรุนแรงในรูปแบบของม็อบหรือฝูงชนได้เช่นกัน

สำหรับประเทศไทย ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้หลายมิติ เช่น ในแวดวงการศึกษา ควรมีการสอนให้เด็กรู้เท่าทันอคติและกลไกของสมองในการสร้างภาพเหมารวมของคนนอกกลุ่ม เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจข้ามกลุ่มในสังคม ด้านสาธารณสุข ควรตระหนักว่าความเครียดจากวิกฤตโรคระบาดหรือปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลแค่สุขภาพกายและใจของแต่ละคน แต่ยังบั่นทอนความสมานฉันท์ในสังคมด้วย ส่วนผู้กำหนดนโยบายก็ควรส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียดในชุมชน เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้อ่าน

ข้อคิดที่เรานำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จากงานวิจัยนี้ คือ

  • มองสถานการณ์ที่ตึงเครียดเป็นโอกาสในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน แทนที่จะมุ่งจับผิดในความแตกต่าง
  • เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่เน้นความร่วมมือ แต่ก็ควรเปิดใจเรียนรู้มุมมองของคนนอกกลุ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างกำแพง
  • ตระหนักอยู่เสมอว่าสื่อออนไลน์และข่าวสารมักขยายความขัดแย้งระหว่างกลุ่มให้ดูรุนแรงเกินจริง การพักจากหน้าจอบ้างจะช่วยให้เราคิดวิเคราะห์ได้อย่างรอบด้านขึ้น
  • ในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือชุมชน ควรมีพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนได้พูดคุยและจัดการความเครียด โดยเฉพาะในยามวิกฤต

โดยสรุป งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำความสำคัญของการเจริญสติ การเท่าทันอารมณ์ตนเอง และการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อลดผลกระทบด้านลบของความเครียดต่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับสังคมไทยที่ให้คุณค่ากับความกลมเกลียวแต่ก็ยังมีความหลากหลายอยู่เสมอ การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้อาจช่วยหลอมรวมอัตลักษณ์ที่เปิดกว้างและเป็นหนึ่งเดียวเพื่อส่วนรวมได้

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกสมองและพฤติกรรมกลุ่มได้ที่ medicalxpress.com และติดตามงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยากลุ่มและความเครียดในสังคมไทยได้จากวารสารของสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยหรือวารสารวิชาการอื่น ๆ