ในยุคที่ข่าวสารโดยเฉพาะข่าวร้ายถาโถมไม่หยุดหย่อน ผลกระทบต่อสุขภาพจิตจึงกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลอีกครั้ง งานวิจัยล่าสุดและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ผู้คนทั้งในไทยและทั่วโลกต้องเรียนรู้วิธีติดตามข่าวสารอย่างสมดุล เพื่อไม่ให้จิตใจถูกครอบงำ บทวิเคราะห์จากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย Monash และ Flinders ที่เผยแพร่โดย ScienceAlert ชี้ว่า แม้การรับรู้ข่าวร้ายจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมปัจจุบัน แต่การเสพข่าวอย่างตระหนักรู้และมีสติ จะเป็นเกราะป้องกันปัญหาสุขภาพจิตและช่วยสร้างใจให้แข็งแกร่งขึ้นได้

ท่ามกลางวิกฤตและข่าวไวรัลที่เกิดขึ้นทั่วโลก หลายคนเผชิญกับภาวะที่นักวิจัยเรียกว่า “โดมสโครลลิ่ง” (doomscrolling) หรือการไถหน้าจอเสพข่าวลบอย่างต่อเนื่องจนหยุดไม่ได้ โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย สำหรับสังคมไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือสูงที่สุดในอาเซียน วังวนข่าวสารจึงไหลเวียนอยู่รอบตัวเราตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในวัด การเกาะติดข่าวสารบ้านเมืองจึงไม่ใช่แค่เรื่องของหน้าที่พลเมือง แต่ยังกลายเป็นความรับผิดชอบเชิงศีลธรรม โดยเฉพาะเมื่อข่าวสารนั้นส่งผลกระทบต่อครอบครัวหรือประโยชน์ของส่วนรวม

งานวิจัยโดยนักวิชาการด้านความมั่นคงทางไซเบอร์แห่งมหาวิทยาลัย Monash และนักวิจัยด้านจิตวิทยาสื่อจากมหาวิทยาลัย Flinders ได้ชี้ให้เห็นถึงความเครียดที่เกิดจากการเสพข่าวไม่หยุดหย่อนโดยเฉพาะ บทความอธิบายว่าสมองของเราถูกสร้างมาให้ตอบสนองต่อภัยคุกคามอย่างรวดเร็วเป็นทุนเดิม ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับข่าวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมองจึงถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา งานวิจัยในอดีตยังพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการเสพข่าวลบกับปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวล ความไม่มั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ลดลง ในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดอาการคล้ายกับผู้ที่เผชิญเหตุการณ์เลวร้ายมาโดยตรง เช่น มีภาพเหตุการณ์ย้อนกลับมาหลอกหลอน หรือนอนไม่หลับ ทั้งที่ตนเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย (sciencealert.com)

ปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อมนุษย์มีแนวโน้มที่จะเลือกเสพและแชร์ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี “เรามักจะให้ความสนใจและแบ่งปันข่าวเชิงลบ” งานวิจัยระบุถึงวงจรทางจิตวิทยาที่ยากจะหลุดพ้น ในความเป็นจริง การตัดขาดจากโลกข่าวสารไปเลยก็ไม่ใช่ทางออกที่ทำได้ง่ายหรือเหมาะสมนัก เพราะสำหรับคนไทยจำนวนมาก การรู้เท่าทันสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง โลก หรือสุขภาพ ถือเป็นความรับผิดชอบทางใจ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้น ๆ อาจส่งผลต่อคนใกล้ชิดหรือประโยชน์ส่วนรวม

งานวิจัยจึงเสนอแนวทาง “เสพข่าวอย่างมีสติและวิจารณญาณ” เพื่อป้องกันผลกระทบต่อจิตใจ การมีสติในที่นี้หมายถึงการหมั่นสังเกตอารมณ์และปฏิกิริยาของตนเองทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเสพข่าวอย่างตั้งใจ เทคนิคง่าย ๆ คือ ลองหยุดคิดสักนิดก่อนเปิดแอปข่าว ถามตัวเองว่าทำไมถึงอยากรู้ข่าวนั้น ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว สังเกตสัญญาณความเครียดในร่างกาย และให้เวลาสมองได้ประมวลผลข้อมูลก่อนจะเลื่อนไปอ่านข่าวชิ้นต่อไป นักวิจัยยังแนะนำให้หาเวลาพัก หันไปทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย เช่น ออกไปเดินเล่น ทำงานอดิเรก หรือพูดคุยกับคนที่ให้พลังบวก

หากคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ เช่น เช็กข่าวบ่อยขึ้น รู้สึกสิ้นหวัง เบื่อหน่าย หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เริ่มซื้อของกักตุนเหมือนช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก ขอให้ตระหนักว่านี่คือสัญญาณเตือนให้รีบหันมาดูแลใจตัวเองโดยด่วน ตั้งแต่การพักจากข่าวชั่วคราว ไปจนถึงการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิตหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ปัจจุบัน การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตในไทยสะดวกขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นคลินิกในชุมชน สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือช่องทางช่วยเหลืออื่น ๆ สำหรับผู้ที่รู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลจากข่าวสารโดยเฉพาะ (dmh.go.th) นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีเกราะป้องกันทางใจจากวัฒนธรรมที่เน้นความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหมู่ญาติมิตรและชุมชน เช่น การมีวัดหรือผู้ใหญ่ที่เคารพให้คอยรับฟังและให้คำปรึกษาในยามทุกข์ใจ

แนวคิด “เสพข่าวอย่างมีสติ” นี้แม้จะอ้างอิงจากงานวิจัยสากล แต่ก็สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ซึ่งเน้นการรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง รวมถึงการมีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น การทำเช่นนี้ไม่ใช่การละเลยหน้าที่พลเมืองหรือเพิกเฉยต่อความทุกข์ร้อนของสังคม แต่คือการดูแลรักษาใจของเราให้มีพลังและพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างยั่งยืน

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรืออัลกอริทึมยิ่งทำให้ข่าวลบแพร่กระจายได้เร็วกว่าเดิม คำแนะนำจากทั้งจิตแพทย์ นักวิชาการสื่อ หรือแม้แต่พระผู้ใหญ่จึงทวีความสำคัญยิ่งขึ้น สำหรับคนไทย การฝึกสติและเลือกเสพข่าวอย่างพอดีจะช่วยรักษาความเห็นอกเห็นใจและศักยภาพในการดูแลสังคมเอาไว้ได้ โดยไม่ตกอยู่ในความรู้สึกท้อแท้หรือเฉยชาจนเกินไป

ข้อแนะนำสำหรับทุกคนจึงชัดเจนว่า เมื่อติดตามข่าวสาร ควรหาเวลาหยุดพัก ทบทวนความรู้สึกของตัวเอง และใช้เวลาไปกับกิจกรรมอื่น ๆ นอกจอหรือพูดคุยกับคนรอบข้าง หากความเครียดนั้นรุนแรงหรือเรื้อรัง ขอให้รู้ว่ายังมีสายด่วนและผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ดังที่นักจิตวิทยาสื่อกล่าวไว้ว่า “การฝึกสติในการรับข่าว ทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะติดตามข่าวแบบไหน เมื่อไหร่ และควรหยุดพักตอนไหน” ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การรักษาสมดุลทางใจจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังช่วยให้เราเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยเมตตาได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมสุขภาพจิต ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ หรือแบ่งปันวิธีการรับมือกับคนในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน แม้วงจรข่าวสารจะไม่มีวันหยุด แต่ด้วยการรู้เท่าทันและระบบสนับสนุนที่ดีในสังคมไทย เราทุกคนจะสามารถติดตามข่าวสารได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ทำร้ายสุขภาพจิตของตัวเอง