เมื่อได้โอกาสในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่ประมาณ ๔๐ ไร่ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ผมออกไปเดินสำรวจ “ดิน น้ำ ลม ไฟ” แทบจะทุกวันในช่วงนั้น …. ผมพบว่า ….
ดินที่ฟาร์มมหาวิทยาลัย เป็นดินทรายเม็ดละเอียดลึกลงไปจากผิวหน้าลงไปถึง ๓ เมตร ถัดลงไปเป็นดินเหนียวปนทรายหนาเกือบ ๓ เมตร เช่นกัน ก่อนจะเป็นชั้นดินดาานสีแดงที่น่าจะแปลงเปลี่ยนมาจากหินลูกรัง … การนำดินไปตรวจสภาพพบว่า มีอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารพืชค่อนข้างต่ำ เป็นดินอมน้ำแต่ไม่อุ้มน้ำ
ฟาร์มมหาวิทยาลัยฯ มีเนื้อที่เกือบ ๑,๔๐๐ ไร่ น้ำบาดาลที่ขุดในพื้นที่มีทั้งที่เค็มและจืด พื้นที่อำเภอกันทรวิชัยส่วนใหญ่น้ำบาดาลจะเค็มปี๋ ห่างไปไม่ถึง ๒๐ กิโลเมตร มีบ่อเกลือที่ทำขายกันมาแต่นานนม … มีพื้นที่บางส่วนที่น้ำบาดาลจืดสนิท แถมยังอร่อย รสชาติดี จนคณะเทคโนโลยีสูบขึ้นมาทำน้ำดื่มอาร์โอขายได้เลย …. อย่างไรก็ดีบ่อบาดาลที่จุดใจกลางของฟาร์มฯ แต่ก่อนน้ำบาดาลเคยจืด … แต่ต่อมาดันกลายเป็นเค็ม …. สรุปว่า น้ำที่จะต้องนำมาใช้ในการเกษตรต้องเป็นน้ำผิวดินจากฝน จึงเป็นที่มาของการขุดน้ำขนาดใหญ่หลายบ่อ ได้แก่ บ่อปลาวาฬ พื้นที่ ๑๔ ไร่ บ่อปลาดุก ๑๐ ไร่ บ่อหนองกกบกหรือบ่อแสนคิว ๑๐ ไร่ บ่อสระแก ๗ ไร่ และบ่อสระสูง ๒๐ ไร่ …. กะว่าต้องพอใช้ตลอดปี …..
พื้นที่ฟาร์มอยู่ใกล้กลางสะดือของอีสาน (สะดืออยู่ที่บึงกุย อำเภอโกสุมพิสัย ห่างไปประมาณ ๒๐ กิโลเมตร) อยู่ใจกลางของที่ราบสูง อยู่ในจังหวัดเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ไม่มีภูเขาเลย …. ดังนั้นลมฟ้าพายุจึงเป็นไปตามทฤษฎีประถม … ๓ ฤดู ๆ ละ ๔ เดือน …. ลมฝนมาจากตะวันออกเฉียงใต้จากอ่าวไทย ลมหนาวมาจากตัวออกเฉียงเหนือจากไซบีเรีย ส่วนพายุก็ปีละ ๒๐ ลูกจากทะเลแปซิฟิก ….
ส่วนเรื่องไฟหรือแสง … ก็ร้อนต้บแตก … แทบจะบอกได้เลยว่า เหลือ ๒ ฤดู คือ ร้อน และ ร้อนมาก ….
ผมออกแบบพื้นที่ ๔๐ ไร่ ไว้ดังภาพด้านล่าง … ครับ ….


ขออนุญาตแนะนำเป็นเบื้องต้น แต่ไม่แน่ใจว่าที่แนะนำนี้จะถูกต้องหรือเปล่า อาจารย์ต้องไปคลิ๊กที่ไฟล์ด้านขวามือของระบบ ใส่ภาพไว้ตรงนั้นก่อน แล้วจึงค่อยนำมาใส่ในบทความครับ สะดวกและเร็ว เพียงแต่ระบบเขาเปลี่ยนแล้ว แต่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ
แทรกไม่ได้ครับท่าน ผอ. คลิกเลือกภาพแล้ว … นิ่งไปเลย …. ไม่ได้เขียนบันทึกนาน … ไปลุยหน้างาน … คิดว่า น่าจะมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์มาแลกเปลี่ยน … จึงจะเริ่มเขียนบันทึกอีกครั้งครับ