ปฏิเสธไม่ได้ว่าแชทบอทอย่าง ChatGPT กลายเป็นเครื่องมือคู่ใจของผู้คนทั่วโลก ตั้งแต่ช่วยทำการบ้าน เป็นเพื่อนคุยแก้เหงายามดึก ไปจนถึงการหาข้อมูลทั่วไป แต่ล่าสุด เริ่มมีเสียงสะท้อนมากขึ้นว่า สำหรับผู้ที่มีภาวะย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder หรือ OCD) เครื่องมือเหล่านี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้าย กระตุ้นให้เกิดการถามซ้ำ ๆ และตอกย้ำพฤติกรรมหมกมุ่นจนอาการทรุดลง รายงานจากสื่อต่างประเทศได้จุดประเด็นนี้ขึ้นมา (Vox) จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและกลุ่มขับเคลื่อนด้านสุขภาวะดิจิทัลในไทยต้องหันมาจับตาปรากฏการณ์นี้อย่างใกล้ชิด พร้อมหาแนวทางให้คนไทยสามารถใช้ AI ได้อย่างสมดุลและไม่ถูกลากเข้าสู่วังวนของความเครียด

เมื่อแชทบอทกลายเป็นที่พึ่งพิงแห่งใหม่ของผู้มีภาวะ OCD

โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) เป็นภาวะที่พบได้ราว 1-2% ของประชากรโลก (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก) ลักษณะเด่นของโรคคือมีความคิดฟุ้งซ่านที่ผุดขึ้นมาซ้ำ ๆ (obsessions) และมีพฤติกรรมย้ำทำ (compulsions) เพื่อลดความไม่สบายใจนั้น ในอดีต ผู้ที่มีอาการมักจะขอคำยืนยันจากคนใกล้ตัว หรือพึ่งพา “หมอกูเกิล” เพื่อค้นหาคำตอบที่เกี่ยวกับความสะอาด ความถูกต้อง ความสัมพันธ์ หรือความปลอดภัย แต่การมาถึงของ AI อย่าง ChatGPT ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึง “เพื่อนคู่คิดดิจิทัล” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเพื่อนที่ไม่เคยบ่น ไม่เคยเหนื่อย และพร้อมตอบทุกคำถามอย่างไม่รู้จบ

แม้ความสะดวกสบายนี้จะช่วยให้ใครหลายคนอุ่นใจ แต่สำหรับผู้ป่วย OCD บางกลุ่ม AI กลับกลายเป็นกับดักทางใจ นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้าน OCD พบว่าผู้ป่วยบางรายเลิก “กูเกิล” แล้ว แต่เปลี่ยนมาคุยกับแชทบอทด้วยคำถามเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทนที่จะแค่ค้นหาว่า “มือฉันยังสกปรกอยู่ไหม” พวกเขากลับแชทกับ ChatGPT เพื่อถามปัญหานั้นในหลากหลายแง่มุม บางครั้งบทสนทนาก็ยืดยาวนานนับชั่วโมง นักบำบัดรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “ปัญหานี้จะพบได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ แชทบอทจะเข้ามาแทนที่การเสิร์ชกูเกิลในฐานะเครื่องมือหาความสบายใจ แต่มันจะยิ่งทำให้อาการหนักกว่าเดิม เพราะผู้ใช้สามารถถามได้ลึกขึ้น และหลายคนเชื่อว่าคำตอบจาก ChatGPT นั้นถูกต้องเสมอ” (Vox)

วังวนแห่งความกังวลที่ยากจะหลุดพ้น

ความคิดย้ำคิดในผู้ป่วย OCD มีตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่างความสะอาด เช่น “ฉันล้างมือสะอาดพอหรือยัง” ไปจนถึงคำถามเชิงศีลธรรมและความสัมพันธ์ เช่น “ถ้าฉันทำสิ่งผิดศีลธรรมไปจะทำอย่างไร” หรือ “คู่หมั้นของฉันคือคนที่ใช่จริง ๆ หรือเปล่า” และความกังวลเรื่องความปลอดภัยของคนรัก ผู้ป่วยมักพยายามหาความมั่นใจด้วยการถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการถาม ตรวจสอบทุกถ้อยคำในคำตอบของ AI และวนเวียนอยู่ในลูปไม่รู้จบเพื่อขอคำยืนยันจนกลายเป็นความหมกมุ่น

นักเขียนสาวในนิวยอร์กซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น OCD เคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอใช้เวลาถึงสองชั่วโมงคุยกับ ChatGPT เรื่องความเสี่ยงที่แฟนของเธอจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบิน “ChatGPT ให้คำตอบในลักษณะที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังค้นพบอะไรใหม่ ๆ ทั้งที่ความจริงแล้วเรากำลังจมดิ่งอยู่กับที่”

“การขอคำยืนยัน” (Reassurance Seeking): วงจรเสพติดที่ AI ยิ่งตอกย้ำ

นักจิตวิทยาคลินิกอธิบายว่า “การขอคำยืนยัน” คือหัวใจสำคัญของโรค OCD จริงอยู่ที่คนทั่วไปก็ต้องการความสบายใจบ้างเป็นครั้งคราว แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะนี้ พวกเขาจะโหยหาความมั่นใจแบบ 100% เต็ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในโลกความเป็นจริง ปกติแล้วคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่แพทย์ มักจะช่วยตั้งขอบเขตการขอคำยืนยันนี้ แต่แชทบอทนั้นต่างออกไป มันไม่มีบริบททางสังคม ไม่เคยปฏิเสธคำถาม ไม่รู้สึกเบื่อ และพร้อมจะให้ข้อมูลใหม่ ๆ ได้เสมอ จึงอาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น เพราะผู้ใช้สามารถกลับไปทำพฤติกรรมเดิมซ้ำ ๆ ได้ง่ายและบ่อยจนกลายเป็นนิสัยที่แก้ยาก

แนวทางการบำบัด OCD ในยุคดิจิทัล

แนวทางบำบัดสากลที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับ OCD คือ “การเผชิญหน้าและป้องกันการตอบสนอง” (Exposure and Response Prevention หรือ ERP) ซึ่งเป็นการฝึกให้ผู้ป่วยเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว แล้วเรียนรู้ที่จะหยุดพฤติกรรมตอบสนองแบบเดิม ๆ นอกจากนี้ นักบำบัดยังใช้เทคนิค “ไม่ตอบโต้ทันที” คือการยอมรับความกังวลที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องรีบหาคำตอบหรือพยายามกดข่มมันไว้ แต่ให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้

ปัจจุบัน AI ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าผู้ใช้กำลังติดอยู่ในวังวนของการย้ำคิดย้ำทำ หรือกำลังถามคำถามซ้ำ ๆ อย่างหมกมุ่น แชทบอทส่วนใหญ่มักจะส่งเสริมให้ผู้ใช้ถามคำถามต่อไปเรื่อย ๆ และบางครั้งก็อาจสนับสนุนให้เกิดความหมกมุ่นในข้อสงสัยใหม่ ๆ โดยไม่รู้ตัว

นักบำบัดจากต่างประเทศเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ChatGPT ก็เหมือนคนทั่วไปที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่อง OCD พวกเขาพร้อมจะคุยกับคุณต่อเกี่ยวกับความคิดของคุณ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจทำให้คุณกลับไปหมกมุ่นกับปัญหาเดิม ๆ และไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเลย”

เมื่อ AI กลายเป็นผู้ช่วยต่อเติม “ตรรกะแห่งความหมกมุ่น”

ผู้ที่มีภาวะ OCD มักจะหยิบเอาข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ เรื่องราวส่วนตัว และสมมติฐานต่าง ๆ มาปะติดปะต่อจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตในหัว แชทบอทที่ถูกออกแบบมาให้ตอบคำถามอย่างเฉพาะเจาะจง อาจยิ่งช่วยต่อยอดตรรกะเหล่านี้ให้ดูสมเหตุสมผล จนทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนกำลังเข้าใกล้คำตอบที่แท้จริง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากำลังหลงทางอยู่ในความคิดของตัวเองมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คนที่กลัวการติดเชื้ออาจถามเกี่ยวกับการล้างมือและความเสี่ยงในการติดโรคแบบเจาะลึกเป็นข้อ ๆ ซึ่งแชทบอทก็จะให้ข้อมูลพร้อมแหล่งอ้างอิงอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีล้างมือไปจนถึงความเสี่ยงของโรคบาดทะยัก แต่คำตอบแต่ละข้อก็มักจะเปิดช่องให้เกิดคำถามใหม่ ๆ วนเวียนไปไม่รู้จบ และยิ่งทวีความวิตกกังวลให้มากขึ้น

OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่ชี้ว่า ผู้ที่ใช้งานแชทบอทอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจมีแนวโน้มที่จะลดการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมลง พึ่งพิง AI ในทางอารมณ์มากขึ้น และอาจนำไปสู่การเสพติดการใช้งานได้ (OpenAI research highlights problematic use) ขณะนี้ทางบริษัทกำลังศึกษาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ใช้ที่เปราะบาง

ทางออกของสังคมไทย: บทบาทของเทคโนโลยีและการรู้เท่าทันดิจิทัล

ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ว่า “เทคโนโลยีควรมีระบบแจ้งเตือนเมื่อพบพฤติกรรมการใช้งานที่หมกมุ่นหรือไม่ หรือควรเน้นให้ความรู้เพื่อให้ผู้ใช้และครอบครัวเรียนรู้ที่จะตั้งขอบเขตด้วยตนเอง” ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน แพลตฟอร์ม AI อาจพัฒนาระบบแจ้งเตือนอย่างนุ่มนวล เช่น “ดูเหมือนคุณกำลังถามในประเด็นเดิมซ้ำ ๆ บางครั้งการได้ข้อมูลเพิ่มก็ไม่ได้ช่วยให้มั่นใจขึ้นเสมอไป ลองพักสักครู่ดีไหม” โดยไม่ตีตราผู้ใช้หรือละเมิดความเป็นส่วนตัว (Vox)

ความท้าทายของไทย: เด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยงจากการใช้ AI ไร้ขอบเขต

ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนด้านสุขภาวะดิจิทัล ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า ๕๐ ล้านคน โดย ๗๐% ใช้แอปพลิเคชัน AI เพื่อหาข้อมูล ทำงาน หรือเพื่อความบันเทิงทุกวัน (Bangkok Post) ในขณะที่ระบบบริการสุขภาพจิตของไทยยังมีข้อจำกัด แต่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และการเสพติดดิจิทัลกลับพุ่งสูงขึ้นหลังยุคโควิด-19 (World Health Organization) นักจิตแพทย์และผู้วางนโยบายต่างแสดงความกังวลว่ากลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่หันมาใช้แชทบอท จะได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้งานที่ขาดการควบคุม

จิตแพทย์อาวุโสจากกรมสุขภาพจิตเคยให้สัมภาษณ์กับ Bangkok Post ว่า “เราเริ่มเห็นเทรนด์ใหม่ ๆ ในกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ใช้แชทบอทอย่าง ChatGPT อย่างหนัก ไม่ใช่แค่เพื่อหาข้อมูล แต่เพื่อคลายความกังวลส่วนตัว วนเวียนอยู่กับคำถามเดิม ๆ จนกลายเป็นนิสัย หากไม่มีขอบเขต ก็อาจกระตุ้นอาการ OCD หรือภาวะใกล้เคียงได้ สถาบันการศึกษาและครอบครัวจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันความรู้ด้านสุขภาวะดิจิทัล เพื่อสอนให้เยาวชนรู้จักตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์และวางขอบเขตการใช้งานให้เป็น”

ในโรงเรียนนานาชาติชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาก็เริ่มพบปัญหานี้เช่นกัน เมื่อนักเรียนบางคนหันไปพึ่งพาแชทบอทแทนที่จะพูดคุยกับผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิท ทำให้ความทุกข์ใจไม่เพียงไม่คลี่คลาย แต่กลับยืดเยื้อออกไป “เด็กที่มีแนวโน้มวิตกกังวลง่ายหรือมีภาวะ OCD จะติดอยู่ในลูปของการหาความมั่นใจซ้ำไปซ้ำมา และบ่อยครั้งที่แชทบอทซึ่งดูเหมือนจะหวังดี กลับกลายเป็นการสร้างนิสัยที่ตอกย้ำพฤติกรรมเหล่านั้น”

วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” กับเสน่ห์ของแชทบอท

ในสังคมไทย วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” ที่ทำให้หลายคนไม่อยากรบกวนเพื่อนหรือผู้ใหญ่ด้วยปัญหาเดิม ๆ ยิ่งทำให้แชทบอทน่าดึงดูดใจเป็นพิเศษ เพราะมันคือพื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมรับฟังตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองว่าน่ารำคาญ แต่ความสะดวกสบายนี้ก็อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่พฤติกรรมหมกมุ่นโดยไม่รู้ตัว

ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแนะนำให้มหาวิทยาลัย สถานที่ทำงาน และศูนย์ชุมชนต่าง ๆ ผสานองค์ความรู้ด้านสุขภาวะดิจิทัลเข้ากับงานด้านสุขภาพจิต โดยให้ความรู้เกี่ยวกับ AI และแชทบอทในประเด็นต่อไปนี้

  • สอนให้ผู้ใช้แยกแยะระหว่างการหาข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ กับการถามซ้ำ ๆ เพื่อขอคำยืนยันอย่างหมกมุ่น
  • ส่งเสริมการตั้งขอบเขตเวลาและความถี่ในการใช้งานแชทบอท
  • เน้นย้ำให้ใช้ AI เป็นเพียงแหล่งข้อมูล ไม่ใช่เครื่องมือปลอบประโลมหรือตัดสินใจเรื่องส่วนตัวและสุขภาพ
  • ฝึกให้ทุกกลุ่ม ทั้งนักเรียน คนทำงาน และผู้มีความเสี่ยง รู้จักสังเกตสัญญาณพฤติกรรมการใช้งานที่ผิดปกติ และกล้าขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
  • จัดทำคู่มือและสื่อความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของแชทบอทที่เป็นภาษาไทยและสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย

AI จะช่วย “ตัดวงจร” ได้อย่างไร?

ขณะนี้นักวิจัยด้าน AI กำลังพยายามหาวิธีทำให้แชทบอทสามารถตรวจจับสัญญาณของการถามซ้ำ ๆ วนเวียน หรือความทุกข์ใจของผู้ใช้ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจอย่างนุ่มนวล โดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือทำการวินิจฉัยอาการ อย่างไรก็ดี แนวคิดนี้ยังคงเผชิญความท้าทายด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และการเคารพการตัดสินใจของผู้ใช้งาน (Vox)

ทางเลือกสำหรับสังคมไทย: ยกระดับทักษะ “รู้เท่าทันดิจิทัล” ควบคู่กับการสร้างระบบป้องกัน

ในยุคที่ AI แทรกซึมอยู่ในทุกมิติของชีวิตคนไทย การป้องกันความเสี่ยงจากการใช้งานอย่างหมกมุ่นจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนโยบายภาครัฐ ระบบการศึกษา การพัฒนาเทคโนโลยี และระบบสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าอาจมีการพัฒนา “โหมดสุขภาวะ” (wellbeing mode) หรือระบบแจ้งเตือนในแอปพลิเคชัน AI ควบคู่ไปกับการสร้างทักษะ “รู้เท่าทันดิจิทัล” เพื่อให้คนไทยใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

ข้อคิดสำหรับคนไทย

แม้แชทบอทจะเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพมหาศาล แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะ OCD หรือมีพฤติกรรมหมกมุ่น การใช้งานโดยขาดขอบเขตอาจนำไปสู่วังวนที่ออกจากได้ยาก คำแนะนำที่สำคัญคือ ก่อนจะใช้ ChatGPT หรือแชทบอทอื่น ๆ เพื่อหาความมั่นใจ ลองหยุดคิดสักนิด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สายเกินไป ขณะเดียวกัน ผู้ปกครอง ครู และผู้นำชุมชนก็ควรเปิดพื้นที่พูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสุขภาพจิต เพื่อสร้างบรรยากาศที่พร้อมรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ร่วมกัน

หากคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในวังวนของการถามคำถามซ้ำ ๆ หรือเครียดมากขึ้นจากการใช้แชทบอท อย่าเพิ่งท้อใจ กรมสุขภาพจิตมีสายด่วนและบริการให้คำปรึกษาออนไลน์ฟรีหลายช่องทาง เพียงแค่มีความเข้าใจ รู้จักวางขอบเขต และได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง เครื่องมือดิจิทัลอย่าง ChatGPT ก็จะกลับมาเป็นผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยม ไม่ใช่ต้นตอของความทุกข์ใจ


แหล่งข้อมูล: