เพิ่งกลับจากอบรมหลักสูตรวิปัสสนากรรมฐาน ระยะยาว 20 วัน ที่ศูนย์ธรรมอาภา ในมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถัมภ์จังหวัดพิษณุโลก ระหว่าง 8-29 มิถุนายน 2568 ที่สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า(เคยเขียนประวัติท่านในบันทึกฉบับก่อน) เช้าวันที่ 8 คณะเราเดินทางโดยรถบัส จากวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน พักทานอาหารกลางวันระหว่างทาง ไปตามเส้นทางถนนสาย11 จากอำเภออินทร์บุรี สิงห์บุรี อำเภอตากฟ้า นครสวรรค์ อำเภอสากเหล็ก พิจิตร มุ่งสู่อำเภอวังทอง พิษณุโลก พอเข้าเขตอำเภอวังทอง มองเห็นทิวเขายาวเหยียดอยู่เบื้องหน้า ตามที่เคยเรียนภูมิศาสตร์ ทราบว่าเทือกเขานี้ทอดเป็นแนวยาวจากพิษณุโลก ผ่านภูหินร่องกล้า ภูทับเบิก เขาค้อเพชรบูรณ์ แล้วทับซ้อนเป็นแนวกันไปสู่จังหวัดชัยภูมิ เข้าจังหวัดเลย คือภูเรือ ภูกระดึง ต่อเนื่องไปจนถึงเทือกเขาภูพานในภาคอีสาน เราเรียกโดยรวมว่าเทือกเขาเพชรบูรณ์ พอผ่านจังหวัดใดก็ตั้งชื่อเทือกเขาตามที่จังหวัดนั้นตั้ง เหมือนเทือกเขา แม่น้ำอื่นๆในประเทศไทย พอเข้าอำเภอวังทอง เห็นชื่ออำเภอ ตำบลหมู่บ้าน ล้วนขึ้นชื่อ “วัง แก่ง ห้วย ซับ” ทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่าที่นี่เป็นดินแดนแห่งความชุ่มชื้น รถเราวิ่งขึ้นไปบนเนินเขาตามเส้นทางที่คดเคี้ยว จนถึงจุดหมาย คือศูนย์ธรรมอาภา อยู่ในเขตบ้านห้วยพลู ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง ศูนย์ฯมีอาณาเขตกว้างขวาง ปกคลุมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ที่มีอายุมายาวนาน บอกถึงความเก่าแก่ของศูนย์ฯ สภาพแสดล้อมมีความร่มรื่นเขียวขจี มีอาคารสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่พร้อมต่อการฝึกอบรมอย่างครบครันที่เป็นสัปปายะ ผู้เข้าอบรมแต่ละคนจะได้ที่พักเป็นบ้านคนละหลัง มีเครื่องใช้จำเป็นพร้อมสรรพ ผมอายุมากสุดในฝ่ายชายและมีโรคประจำตัวเยอะ เลยถูกจัดให้อยู่บ้านหลังแรก(D1) ติดกับห้องธรรมบริกร เราต้องลงทะเบียนเข้าอบรมกันก่อน มีธรรมบริกรมาขอดูข้อมูลการตรวจ ATK ของแต่ละคน รุ่นนี้มีผู้เข้าอบรมเป็นชาย 16 คน พระภิกษุ 5 รูป รวม 21 คน/รูป มาจากภูมิภาคต่างๆ ข้อมูลฝ่ายหญิงเราไม่ทราบ เพราะเราแยกเขตฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงออกจากกัน แต่เท่าที่ดูคร่าวๆ คงมีจำนวนมากกว่าฝ่ายชาย ประมาณ 3-4 เท่า ก็เหมือนกับการอบรมของทุกหลักสูตรนั่นแหละ เรื่องนี้เคยมีกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงกลุ่มเล็กๆ ที่คุ้นเคยกัน จับกลุ่มโต้วาทีกันแบบขำๆ ตอนก่อนปฐมนิเทศในหลักสูตรหนึ่ง ฝ่ายหญิงเริ่มก่อน “เออสินะ ผู้ชายไปไหนกันหมด” ผู้หญิงคนหนึ่งโพล่งออกมา “ไปอยู่ในนรกกันหมดมั้ง” เรียกเสียงฮาครืนจากฝ่ายหญิง จากนั้นสงครามโต้คารมสองกลุ่มก็เกิดขึ้น
(ชาย) “ผู้หญิงใจอ่อน อ่อนไหวง่าย จึงทุกข์มากกว่าผู้ชาย เลยมาหาทางดับทุกข์” (หญิง) “อย่ามาพูดเลย ผู้ชายใจไม่สู้ พอเห็นคำ ร่ำลือว่าหลักสูตร 10 วัน สุดโหดก็ไม่เอาแล้ว ปอดแหก” (ชาย) “ผู้ชายเขามีทางออกที่มีความสุขและสนุก กว่าต่างหาก” (หญิง) “ทางออกทางโลกีย์ อบายมุขนะสิ รักษาศีลไม่ได้ก็บอกมาเถอะ” ในที่สุดก็ไม่มีข้อสรุปว่าฝ่ายใดแพ้-ชนะในการโต้วาที ทันใดนั้นก็มีเสียงคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เอาตามที่ชอบๆแล้วกัน เราก็ปฏิบัติของเราไปอย่าไปยุ่งกับคนอื่นเขาเลย “ ทุกคนก็พยักหน้าเออออตามนั้น ผู้สมัครเข้าอบรมหลักสูตรระยะยาว 20 วัน จะต้องผ่านการลงชื่อรับรองของอาจารย์ผู้สอน ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักสูตรคือผ่านอบรมหลักสูตร 10 วันมาแล้ว 5 ครั้งขึ้นไป ผ่านการอบรมหลักสูตรสติปัฏฐาน ผ่านการเป็นธรรมบริกร มีความมั่นคงในการปฏิบัติเช้า-เย็นตามแนวทางนี้ต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน และมีสุขภาพกายใจแข็งแรงพอ พร้อมเข้าอบรมได้ หลักสูตรการอบรม 20 วัน แบ่งเป็น ฝึกสมาธิ 7 วันและฝึกวิปัสสนา 13 วัน ตารางแต่ละวัน คล้ายหลักสูตร 10 วัน คือตั้งแต่ตีสี่จนถึงสามทุ่ม ปฏิบัติรอบละชั่วโมงถึงขั่วโมงครึ่ง มีพักเบรคครั้งละ 5-10 นาที มีพักในเวลารับประทานอาหาร และพักเที่ยง แต่เนื่องจาก เราเป็นศิษย์เก่า ปฏิบัติมานาน อาจารย์จึงให้ทุกคนไม่ต้องเข้าปฏิบัติในอาคารปฏิบัติรวมมากครั้งเหมือนกับหลักสูตร 10 วัน แต่ให้มีวินัยในตนเอง และมั่นคงในศีล ทุกคนจะเข้าอาคารปฏิบัติรวมเฉพาะเวลา 18:00 น เพื่อปฏิบัติและฟังธรรมะบรรยายจนถึง 21:00 น รวมทั้งตอนเช้าในวันที่เริ่มสอนสมาธิ และในเช้าวันที่เริ่มสอนวิปัสสนาเท่านั้น นอกนั้นผู้ปฏิบัติ สามารถเลือกปฏิบัติในสถานที่ใดก็ได้ตามที่กำหนดไว้ 3 แห่งคือ อาคารปฏิบัติรวม ห้องพักตนเอง และห้องปฏิบัติเดี่ยว(cell) โดยมี เสียงระฆังบอกเวลาในทุกๆชั่วโมง เวลาปฏิบัติจะออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอกไม่ได้ พูดถึงห้องปฏิบัติเดี่ยว(cell) เขาจัดให้ผู้ปฏิบัติแต่ละคนเข้าไปใช้เป็นห้องเฉพาะของตน สร้างไว้โดยรอบเจดีย์วิปัสสนาตามรูปแบบเจดีย์ชเวดากองมีทั้งหมด 144 ห้อง แยกฝั่งชายฝั่งหญิง ผมได้ห้องหมายเลข 33 ภายในห้องมีช่องระบายอากาศเล็กๆข้างบน ไม่มีพัดลมแต่ไม่ร้อนมาก อาจมีความน่าสพึงกลัวบ้างสำหรับคนขวัญอ่อน ยิ่งเวลาตอนเช้ามืด ด้านหน้าไม่มีแสงไฟจะมืดหน่อย เหมือนกำลังเดินเข้าไปในอุโมงค์ที่มีหลืบชั้น จนรู้สึกหวาดๆเหมือนกัน แต่ผมก็ชอบไปนั่งตอนเช้ามืด รู้สึกว่ามีความขลังช่วยเพิ่มพลังสั่นสะทือนมากขึ้น เพราะได้หันหน้าเข้าหาพระเจดีย์วิปัสสนา แต่ตอนบ่ายผมมักไปนั่งที่ห้องอาคารปฏิบัติรวม ส่วนที่ห้องพักก็จะเป็นที่ปฏิบัติสำรองในยามพักผ่อน การสอนของอาจารย์จะไม่อธิบายละเอียดเหมือนหลักสูตร 10 วัน เพราะถือว่าผู้เข้ารับการอบรมมีพื้นฐานการปฏิบัติมามากแล้ว จึงเน้นให้ใช้เวลาอยู่กับตนเองและลงลึกกับการปฏิบัติให้มากที่สุด การสอนสมาธิจะพูดสั้นๆว่า “จงให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลมหายใจเข้าออก ที่ปลายช่องจมูกเหนือริมฝีปากบน ยิ่งเห็นความรู้สึกในจุดที่แคบและเล็กที่สุดก็จะยิ่งเพิ่มพลังสมาธิมากขึ้น ขอให้ปฏิบัติด้วยความขยันหมั่นเพียร อดทน และไม่ท้อถอย จนแทบไม่ส่งจิตออกนอก ก็จะมีสมาธิที่เข้มแข็งเพื่อใช้ในการปฏิบัติวิปัสสนาที่มั่นคงต่อไป” การสอนวิปัสสนา ก็ให้ใช้พลังสมาธิพิจารณาความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกายไปทีละส่วนๆตามลำดับตั้งแต่ส่วนบนสุดของศีรษะไปจนถึงปลายเท้า และจากปลายเท้าไปสู่ส่วนบนสุดของศีรษะ เปลี่ยนสลับกันไปมา เมื่อพบกับเวทนาใดๆ ก็ไม่ปรุงแต่งตอบโต้ ให้วางอุเบกขาในความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะจะเป็นการสร้างสังขารใหม่เพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้น แต่ให้เฝ้าดูให้เห็นถึงการเกิดการดับของความรู้สึกตามธรรมชาติจนเกิด “อนิจจวิชชาญาณ” คือปัญญาที่หยั่งรู้ถึงความเป็นอนิจจัง ธรรมะบรรยายหลักสูตร 20 วัน แต่ละวันใช้เวลาไม่มากเท่าหลักสูตร 10วัน แต่มีสาระที่เพิ่มขึ้นและลุ่มลึกกว่าหลักสูตร 10 วัน ทำให้เราได้ความรู้และเห็นความชัดเจนเพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” อาจารย์อธิบายให้เข้าใจได้อย่างกระจ่างชัดมาก ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ในหลักอริยสัจ 4 อย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่ ความทุกข์ซึ่งมีสมุทัยหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์คือ “อวิชชา”(ความไม่รู้) ในวงจรปฏิจจสมุปบาท(วงจรแห่งเหตุและผลของการเวียนว่ายตายเกิด)และตัวการของอวิชชาในวงจรนี้ ที่สำคัญที่สุดคือ”สังขาร” การปรุงแต่งให้ทุกข์ที่ไปสร้าง “วิญญาณ” เป็นวงจรทำให้เกิดความทุกข์ตั้งแต่เกิดจนตายต่อเนื่องไปไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ นิโรธ(การดับทุกข์)นั้น เราไม่สามารถแก้ไขความทุกข์ในอดีตได้ แต่เราสามารถแก้ไขในปัจจุบันได้ โดยเริ่มที่ “เวทนา” เมื่อเกิดผัสสะทางอายตนะ6 เราจะไม่ปรุงแต่ง ตอบโต้ให้เกิด”สังขาร” เกิด “ตัณหา” “อุปาทาน” ในวงจรอวิชชาต่อไป แต่เราจะวางอุเบกขา พิจารณาดูการเกิดการดับ เห็นความเป็นอนิจจังของเวทนาอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถขจัดสังขาร(กิเลส) ทั้งใหม่และเก่าให้ค่อยๆหลุดลอกออกไป ก็จะเข้าสู่ภาวะนิโรธ(การดับทุกข์) คือการหมุนกลับจากวงจรอวิชชา(ความไม่รู้)สู่วงจรวิชชา(ปัญญา) ซึ่งต้องใช้ความเพียรอย่างมาก ก็คือ “มรรคมีองค์ 8” ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ 3 ประการคือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ทั้ง 3 ประการนี้จะเกื้อกูลกันตลอดจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้ ที่เรามาอบรม 10 วัน 20 วันอย่างจริงจังก็เพื่อมาบำเพ็ญศีลเจริญสมาธิและเจริญวิปัสสนาเพื่อขจัดอวิชชา สร้างวิชชาหรือปัญญาดังกล่าวนั่นเอง การอบรมครั้งนี้ มีกฎกติกา สำคัญที่สุดคือ กฎการรักษาความเงียบ ทำตัวให้เหมือนกับเราอยู่คนเดียว ตามองต่ำเสมอ ไม่ติดต่อสื่อสารกับผู้ใด ต้องฝากโทรศัพท์เครื่องมือสื่อสารไว้ ให้ปฏิบัติอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น นอกจากภารกิจส่วนตัว เรามีธรรมบริกรคอยดูแลช่วยเหลือทั้งหมดอยู่แล้ว อาจารย์บอกว่า กฎและระเบียบนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อบังคับผู้ใด แต่ต้องการช่วยเหลือให้การปฏิบัติเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นเท่านั้น ศูนย์ฯพยายามจัดบรรยากาศการอบรม ให้เอื้อต่อการบรรลุ “บารมี 10” กล่าวคือ . “เนกขัมมะบารมี” โดยดำเนินชีวิตอย่างนักบวช ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการมาอบรม แต่เกิดจากผู้ที่มาปฏิบัติรุ่นก่อนได้บริจาคไว้แล้วทั้งสิ้น ทั้งอาหาร ที่พักและความสะดวกสบายต่างๆ เขาจัดอาหารมังสะวิรัติให้ทุกมื้อ จัดให้อย่างไรก็ต้องทานอย่างนั้น “ศีลบารมี” เราได้ปฏิญานตนรักษาศีล ภายใต้บรรยากาศของธรรมะและกฏกติกาที่เคร่งครัด จึงช่วยให้เราสามารถรักษาศีลได้อย่างไม่ด่างพร้อย “วิริยะบารมี” แต่ละวันเราต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ เริ่มปฏิบัติตั้งแต่ตีสี่ครึ่งถึงสามทุ่ม วันละประมาณ 8 ชั่วโมงรวมทั้งได้รับฟังธรรมะบรรยาย และมีกฏแห่งการตรงต่อเวลา ทำให้เราเกิดความพากเพียรทุกขณะที่ปฏิบัติ “ปัญญาบารมี” เป็นการพัฒนาปัญญาจากประสบการณ์ของการปฏิบัติจริงในการรักษาศีล บำเพ็ญสมาธิ และเจริญวิปัสสนาเพื่อสร้างปัญญา ได้ค้นพบความจริงภายในตนเอง “ขันติบารมี” คือความอดทน อดกลั้น ในการที่ต้องปฏิบัติร่วมกับผู้อื่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ ที่จะไม่ทำให้เกิดการรบกวนผู้อื่น แต่ถ้าจะมีใครสักคนมารบกวนตน เช่น ไอหรือจามออกมา เราก็จะไม่เกิดความขุ่นมัว แต่จะอภัยให้ความรักและความเมตตาต่อเขา “สัจจะบารมี” แม้เราจะรักษาศีลอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว แต่ทุกย่างก้าวของการปฏิบัติเราจะต้องอยู่แต่กับความจริง เราจะไม่ใช้จินตนาการ แม้ว่าจะเริ่มจากความจริงขั้นหยาบๆก่อน แต่แล้วก็จะค่อยๆละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้นเป็นลำดับ “อธิษฐานบารมี” เราจะต้องมีความตั้งใจอันแน่วแน่ในการปฏิบัติ ระหว่างปฏิบัติเราจะต้องนั่งโดยไม่เปลี่ยนท่านั่งเลยใน”ชั่วโมงอธิษฐานบารมี” ตามที่กำหนด ซึ่งเป็นบารมีที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทาง เฉกเช่นพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานอย่างแน่วแน่ไว้ว่า “เราจะไม่เปลี่ยนท่านั่งเลย จนกว่าจะบรรลุโพธิญาณ” “เมตตาบารมี”เราได้เรียนรู้วิธีการแผ่ความรักและความเมตตาให้แก่ผู้อื่น หลังจบวิปัสสนาทุกครั้ง เราจะแผ่เมตตาแก่ผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ “อุเบกขาบารมี” ขณะปฏิบัติเมื่อเกิดเวทนาหรือความรู้สึกใดใดขึ้น จะพอใจหรือไม่พอใจต่อความรู้สึกนั้นก็ตาม เราก็จะพยายามวางอุเบกขาหรือวางเฉยต่อความรู้สึกนั้นๆ เพื่อตัดวงจรการสร้างสังขารที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ให้เบาบางลงไป โดยเข้าใจว่า เวทนาทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง ล้วนเป็นอนิจจัง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะดับไปเองตามธรรมชาติ “ทานบารมี” เมื่อเราได้รับทานจากการบริจาคของผู้อื่นในการมาปฏิบัติครั้งนี้ ดังนั้นเมื่อเสร็จสิ้นการอบรม เราจึงควรจะบริจาคทานเพื่อผู้อื่นที่จะเข้ามาปฏิบัติในรุ่นต่อๆไปบ้าง ตามกำลังที่เราสามารถทำได้ มีน้อยก็บริจาคน้อย มีมากก็บริจาคมาก ก็จะเป็นการขัดเกลากิเลส ความเห็นแก่ตัวให้ลดน้อยลง และจะนำความสุขมาสู่ตนเอง เมื่อเราสามารถบำเพ็ญบารมี 10 ได้อย่างจริงจัง ครบถ้วน ตลอดการอบรม จะทำให้การปฏิบัติของเรามีความก้าวหน้ามากขึ้น เวลา 20 วันผ่านไปเร็วมาก จนเรารู้สึกว่าเป็นชีวิตปกติไปแล้ว ทุกคนตั้งใจปฏิบัติกันดีมากรักษากฎระเบียบกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการรักษาความเงียบ เราไม่ได้ยินเสียงพูดคุยกันมีแต่เสียงไอจามเบาๆในบางเวลา เสียงที่ได้ยินทุกวันคือตุ๊กแกระหว่างบ้านพักร้องหากันเป็นทอดๆ เสียงนกนานาชนิด เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องระงมตลอดคืน และเสียงฝนที่ตกหนักแทบทุกวัน เราเพียงแค่รับรู้แล้วก็ผ่านไป ดับไป ครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งที่ทดสอบศีลและสติเราตลอด 20 วัน คือ มดและแมลงต่างๆที่เดินไต่เป็นขบวนตามทางเดินระหว่างอาคารปฏิบัติรวม โรงอาหาร และห้องพัก เขาคงรู้ว่าเป็นเขตรักษาศีล ปลอดภัยแน่โดยเฉพาะบุ้งขน มีเยอะมาก ทั้งเดินบนพื้น เกาะที่ผนัง ชักใยห้อยลงมาขวางทาง ทำให้เราต้องมีสติคอยหลบหลีกตลอดเวลา แม้แต่กิ้งกือมังกรสีชมพูที่เราเคยไปดูที่หุบป่าตาด อุทัยธานี ก็ยังพอมีเดินผ่านให้เราทดสอบ นี่เป็นเพียงการฝึกการอบรม ตามหลักสูตรแบบเข้ม ที่เขาจัดบรรยากาศ เพื่อการฝึกอย่างหนัก เรามาก็เพื่อฝึกทักษะการดูลมหายใจให้มีสมาธิมั่นคงยาวนาน และฝึกทักษะการวิปัสสนาเพื่อรู้กายรู้จิตตามความเป็นจริง เห็นการเกิด การดับ ภายในกายในใจของเรา รับรู้ถึงความเป็นอนิจจวิชชา ซึ่งเป็นปัญญาที่หยั่งรู้ถึงความเป็นอนิจจัง อ้นเป็นทางแห่งการดับทุกข์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และนำมาสั่งสอนพวกเรา เราคงต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องต่อไป จึงจะมีความชำนาญ ผมเองก็ฝึกมา 15 ปี อบรมแล้วก็หลายสิบหลักสูตร และยังปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งการอบรม 20 วันในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการฝึกทักษะเพิ่มขึ้นอีกพอสมควร หลังจากนี้เราต้องกลับไปสู่ชีวิตจริงในครอบครัวในสังคมตามปกติของเราซึ่งสภาพแวดล้อมก็ไม่เหมือนตอนฝึกอบรม เราจะต้องปรับตัวอย่างยืดหยุ่น ไม่แปลกแยก ลดอัตตา เดินบนเส้นทางสายกลาง พยายามใช้ทักษะที่เราฝึกฝนมา ให้พร้อมที่จะเผชิญกับพายุอารมณ์ จากกิเลสต่างๆที่ผ่านเข้ามาให้ได้ มีสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวเองอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด จะต้องมั่นคงในศีลและปฏิบัติเช้าเย็นร่วมกับครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นชีวิตปกติ ไม่ตึงไม่หย่อน และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ที่สำคัญคือเราต้องให้ความรักความเมตตา ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มีอารมณ์อ่อนโยน คิดเชิงบวก มองทุกสิ่งอย่างเข้าใจตามที่มันเป็น ชีวิตนี้มีน้อยนัก เวลาที่เหลือก็มีไม่มากแล้ว จึงต้องพยายามรักษาสติสัมปชัญญะ อยู่บนความไม่ประมาท เข้าใจถึงความเป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อถึงเวลาเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้นเพราะนี่คือกฎธรรมชาติ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเจตนา ที่จะอวดอ้างหรือชักชวนให้มาปฏิบัติตามเส้นทางนี้แต่อย่างใด เพียงแต่อยากเล่าขานประสบการณ์ของตนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเท่านั้น และขออภัยที่มีศัพท์ทางบาลีที่อาจารย์เน้นย้ำในเวลาปฏิบัติมาเขียนหลายแห่ง ซึ่งอาจจะเข้าใจยากบ้าง ผมคิดว่าแนวทางปฏิบัติที่ดีนั้นมีหลายวิธี แต่ละท่านก็คงมีวิธีการปฏิบัติตามจริตตามแนวทางของตนอยู่แล้ว ก็ขอเป็นกำลังใจให้ท่านเจริญในธรรมตามแนวทางและวิธีการของท่านต่อไป และขออนุโมทนาบุญกับท่านมาณโอกาสนี้ด้วย ท้ายนี้ขอให้ทุกท่านจงมีส่วนในบุญกุศลของข้าพเจ้าที่ปฏิบัติมาตลอด 20 วัน ขอให้ทุกท่านจงพ้นจากความทุกข์และพบกับความสุขอันแท้จริง ความสงบอันแท้จริง https://www.facebook.com/share/p/16myqJnQt9/

              ธเนศ ขำเกิด
                 30 มิย.68 ![20250701194242.jpg](https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/508/839/original_1751373762.jpg)![20250701194242.jpg](https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/508/839/original_1751373762.jpg)![20250701194807.jpg](https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/508/844/original_1751374087.jpg)![20250701204717.jpg](https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/508/845/original_1751377637.jpg)![20250701204913.jpg](https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/508/847/original_1751377753.jpg)