ทุกวันนี้ หากเดินเข้าร้านสะดวกซื้อหรือไถฟีดในโซเชียลมีเดีย คงจะเห็นผงเกลือแร่สำเร็จรูปซองเล็ก ๆ วางขายกันเกลื่อน ด้วยแพ็กเกจจิ้งสีสันสดใสและคำโฆษณาสุดปังที่อ้างว่าช่วยได้สารพัด ตั้งแต่แก้อาการเมาค้าง ฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกาย บรรเทาไมเกรน ไปจนถึงดับกระหายคลายร้อนในทันที ทว่านักวิชาการทางการแพทย์และผลการศึกษาล่าสุดกลับออกมาเตือนว่าสรรพคุณเหล่านี้อาจเป็นเพียงคำอวดอ้างเกินจริง และเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดมากกว่าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ จนอาจทำให้สายสุขภาพต้องหยุดคิดทบทวนก่อนจะควักเงินซื้อตามกระแส

ผงเกลือแร่ฮิตถล่มทลายในกลุ่มคนรุ่นใหม่

ผลิตภัณฑ์อย่าง Liquid I.V. และแบรนด์อื่น ๆ ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นไอเทมที่พนักงานออฟฟิศ นักเรียนนักศึกษา นักกีฬา หรือสายออกกำลังกายต้องมีติดตัว ตลาดเกลือแร่ทั่วโลกเองก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทภายในปี ๒๕๗๓ ซึ่งได้รับแรงหนุนสำคัญจากการรีวิวบนโซเชียลมีเดียและความเชื่อเรื่องการดูแลสุขภาพ (grandviewresearch.com) แต่บรรดาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนว่า สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงดีอยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทบไม่มีความจำเป็น และหากบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

เทรนด์อาหารเสริมในไทย: เข้าใจตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค

ตลาดอาหารเสริมในประเทศไทยก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ผงชงดื่มในซองหลากหลายรูปแบบได้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ เมื่อบวกกับสภาพอากาศร้อนจัดและวัฒนธรรมการสังสรรค์ การมองหาตัวช่วยดับร้อนหรือฟื้นฟูร่างกายแบบด่วน ๆ จึงดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าควรชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่อาจได้รับกับความเสี่ยงให้รอบด้าน (mintel.com)

โซเดียมสูง: ภัยเงียบในผงเกลือแร่

แพทย์โรคหัวใจจากต่างประเทศรายหนึ่งชี้ว่า ผงเกลือแร่เชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่มักมีปริมาณโซเดียมสูงเกินความจำเป็น โดยหนึ่งซองอาจมีโซเดียมมากถึง ๕๐๐ มิลลิกรัม หรือคิดเป็น ๑ ใน ๔ ของปริมาณโซเดียมที่ผู้ใหญ่ควรบริโภคต่อวัน (dailymail.co.uk) การได้รับโซเดียมมากเกินไปอาจซ้ำเติมปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งในประเทศไทยพบผู้ป่วยกลุ่มนี้เกือบ ๑ ใน ๔ ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งหมด (who.int)

ในทางกลับกัน ปริมาณโพแทสเซียมซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญกลับมีน้อยกว่าที่คาดไว้ ตัวอย่างง่าย ๆ คือ กล้วยหอม ซึ่งเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ทั่วไปในไทย ให้โพแทสเซียมสูงกว่าผงเกลือแร่หนึ่งซองมาก ในราคาเพียงลูกละไม่ถึง ๑๐ บาท ซึ่งถูกกว่าเกือบ ๖ เท่าเมื่อเทียบกับผงชงดื่มที่ราคาซองละกว่า ๕๐ บาท

นอกจากนี้ ผงเกลือแร่มักเติมสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอย่าง อัลลูโลส (allulose) ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในยุโรป เนื่องจากยังขาดข้อมูลด้านความปลอดภัยในระยะยาว แม้การบริโภคในปริมาณน้อยอาจไม่เป็นอันตรายในทันที แต่การดื่มทุกวันโดยเชื่อว่าเป็น “ของดีต่อสุขภาพ” อาจเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

เกลือแร่คืออะไร? และควรดื่มเมื่อไหร่?

เกลือแร่ (Electrolytes) คือกลุ่มแร่ธาตุสำคัญ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และคลอไรด์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย เกลือแร่ยิ่งมีความสำคัญในการรักษาสมดุลของเหลวและป้องกันภาวะขาดน้ำ (Wikipedia)

ในทางการแพทย์ จะใช้ผงเกลือแร่สำหรับละลายน้ำ (ORS) ซึ่งมีสูตรที่ออกแบบมาเพื่อรักษาอาการขาดน้ำจากการท้องเสียรุนแรงหรือการเสียเหงื่อมากผิดปกติโดยเฉพาะ โดยมีสัดส่วนแร่ธาตุและกลูโคสที่สมดุลตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (who.int)

ซึ่งแตกต่างจากผงเกลือแร่เชิงพาณิชย์ที่วางขายทั่วไป เพราะผลิตภัณฑ์กลุ่ม “เพื่อสุขภาพและความสดชื่น” เหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ บางสูตรมีน้ำตาลสูง บางสูตรเติมคาเฟอีน วิตามินบีเกินความจำเป็น หรือแม้กระทั่งสารช่วยนอนหลับอย่างเมลาโทนิน ทั้งที่ความจริงแล้วเกลือแร่ไม่ได้ให้พลังงานโดยตรง แต่ทำหน้าที่สนับสนุนการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ “ถ้าแค่ไปเที่ยวหรือออกกำลังกายเบา ๆ ดื่มน้ำเปล่าผสมเกลือเล็กน้อย บีบมะนาวสักหน่อยก็ได้ผลไม่ต่างกัน แถมไม่เปลืองเงิน” โค้ชฟิตเนสรายหนึ่งให้ความเห็น

ผงเกลือแร่จำเป็นแค่ไหนสำหรับคนทั่วไป?

สำหรับผู้ที่ทำงานหนักกลางแดดจัด หรือออกกำลังกายเป็นเวลานานจนเหงื่อท่วม เช่น นักวิ่งมาราธอน หรือผู้ใช้แรงงาน การดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หรือผงเกลือแร่สูตรมาตรฐานทางการแพทย์ถือว่ามีประโยชน์จริง เช่นเดียวกับผู้ที่มีอาการท้องเสียหรืออาเจียน แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในภาวะ “ขาดน้ำ” อย่างรุนแรง ผงเกลือแร่ราคาแพงเหล่านี้ก็แทบไม่มีความจำเป็นเลย

กระแส “สุขภาพนำเข้า” ในสังคมไทย

เทรนด์ผงเกลือแร่สำเร็จรูปในไทยสะท้อนภาพการเปิดรับกระแสสุขภาพจากโลกตะวันตก ซึ่งต่อยอดมาจากความนิยมในเครื่องดื่มชูกำลัง โยเกิร์ตโปรไบโอติก และสินค้าเพื่อสุขภาพ (Wellness) อื่น ๆ แม้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเกลือแร่เชิงพาณิชย์อย่างสปอนเซอร์จะมีขายในไทยมานานแล้ว แต่ผงเกลือแร่รุ่นใหม่นี้มุ่งเน้นการตลาดไปที่การแก้แฮงค์หรือเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นสรรพคุณที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ แม้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะยังไม่ได้ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้แนะนำให้ผู้บริโภคตรวจสอบฉลากโภชนาการ และตั้งข้อสังเกตต่อคำโฆษณา โดยเฉพาะปริมาณโซเดียมและน้ำตาลที่อาจสูงเกินไป (euromonitor.com)

อนาคตตลาด: โตด้วยอากาศร้อนและโฆษณา แต่เสี่ยงปัญหาสุขภาพ

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การขยายตัวของสังคมเมืองในไทย อุณหภูมิที่สูงขึ้น ประกอบกับกลยุทธ์การตลาดที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ จะผลักดันให้ตลาดผลิตภัณฑ์เกลือแร่และอาหารเสริมมีมูลค่าแตะ ๕,๕๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๗๓ (grandviewresearch.com) อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เตือนว่า หากผู้บริโภคขาดความเข้าใจและบริโภคอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในเด็กหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจและไต อาจนำไปสู่การเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สามารถป้องกันได้ (PubMed)

บทสรุปสำหรับคนไทย

สำหรับคนทั่วไป การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอและกินผักผลไม้หลากชนิดก็ทำให้ร่างกายได้รับน้ำและแร่ธาตุที่จำเป็นแล้วโดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม หากรู้สึกเพลียหลังออกกำลังกายหรือเสียเหงื่อมาก ลองแก้ปัญหาง่าย ๆ ด้วยการดื่มน้ำเปล่าผสมเกลือเล็กน้อยกับน้ำมะนาว หรือกินกล้วย ส้ม ก็เพียงพอแล้ว แต่หากมีอาการขาดน้ำรุนแรงหรือเจ็บป่วย ควรปรึกษาแพทย์และใช้ผงเกลือแร่สูตร ORS ตามคำแนะนำ ไม่ควรลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาสวยหรู ควรอ่านฉลากก่อนตัดสินใจซื้อ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมหรือสารให้ความหวานสูง และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มี “ผงวิเศษ” ใดจะมาทดแทนการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานและกินอาหารที่มีประโยชน์ได้

แหล่งข้อมูล