ผมขอ วิเคราะห์ อุปนิสัยทั้ง 8 ของ Covey ในแนว จิตดูจิต

ด้วยคนนะครับ

1) Be proactive  =  คิดเมื่อตอนจิตว่าง   อย่าให้ "วิตก วิจารณ์" เข้ามามีส่วนร่วมกับจิต   ความคิดตอนจิตว่างนี้  เป็น Proactive  ส่วนความคิดตอนจิตไม่ว่าง เป็น reactive

ลองอ่าน Theory of U ของ Peter Senge และ คณะ  จะพบว่า  Senge ก็พูดเรื่อง Reactive และ Proactive เช่นกัน

2) Begin with end in mind  = ศรัทธา เพราะ    End ที่สำคัญคือ  นิพพาน    ดังนั้น เราต้อง ตั้ง goal ไปที่ พ้นทุกข์อย่างถาวร

การมีศรัทธา คือ สิ่งที่จำเป็น (แต่ถ้ามาก จนหลงงมงาย ก็ไม่ถูกต้อง)

ในพระคัมภีร์ bible  ก็เขียน ถึง พระเยซูที่ได้ทรงสอนว่า "เป็นบุญของผู้ที่เชื่อ แต่มิได้เห็น"

ใน ภาพยนต์เรื่อง Matrix3 ตัวแสดง ที่ สื่อว่า คือ ศรัทธา คือ ชายผิวดำ ที่เป็นเจ้านายของพระเอก (นีโอ)

3) Put first thing first  =    ดูจิตเป็นงานหลัก (First priority)   ถ้าจิตเกิด  ก็ดูปัจจุบัน ณ จิต   จนจิตสงบจึงค่อยคิดต่อ     อย่าคิดตอนจิตไม่สงบ อันตรายมากๆ

จิตสงบแล้ว  จะทำงาน จะวางแผนอนาคต จะนึกถึงบทเรียนในอดีต ฯลฯ  ก็ทำได้ทั้งนั้น  เพราะ จิตโล่ง โปร่งสบาย ไม่มี นิวรณ์

4) Think win win  = พรหมวิหาร 4    คือ  "ถ้าสติมา  พรหมวิหารสี่จะเกิดเองตามธรรมชาติ"    ถ้าขาดสติ จิตเกิดอาการ จะเป็น พรหมวิหารสี่แบบเสแสร้ง ดัดๆ ฝืนๆ  เช่น

  • เมตตา แบบ ยั๊วะๆ เซ็ง  
  • กรุณา แบบเอาหน้า หวังบุญคุณ  
  • มุทิตา แบบตอแหล  อิจฉาลึกๆ 
  • อุเบกขา แบบโง่ๆ คือ ignorance  หลีกหนีความจริง (อุเบกขาที่แท้จริง คือ จิตว่าง แต่ กาย วาจาใจ ยังทำงานต่อ ไม่หนี ไม่หลบ)

เมื่อพรหมวิหาร 4 เกิดแล้วตามธรรมชาติ เพราะ ธรรม คือ สติ  ---> win win แน่นอน

เราอาจจะแพ้กีฬา แพ้ที่งาน แพ้การสนทนา  แต่ เรา ชนะใจตัวเรา  --->  win ที่ใจ นี่แหละ ยิ่งใหญ่ที่สุด  พระพยอม สอนว่า "ยอม หยุด จึงอยู่เย็น  แพ้ไม่เป็นก็เย็น ไม่ได้" 

แพ้ภายนอก แต่ ชนะภายใน   นี่ก็คือ win win แบบหนึ่งเหมือนกัน

5) Seek First to Understand, Then to Be Understood.=  โอปนยิโก  

ย้อนมาดูจิตเราก่อน  ตั้งต้นที่ดูจิตก่อน อย่าเพิ่งไปวิจารณ์ วิพากษ์  วิตก กังวล  นิวรณ์ 5 ฯลฯ กับใครเขา 

"เข้าใจตัวเราก่อน  เดี๋ยวก็จะเข้าใจธรรม" 

ธรรม คือ ธรรมชาติ   แล้วที่สุด จะเข้าใจผู้อื่นได้เอง

6) Synergize  =  ไม่มีอัตตา  ใช้โยนิโสมนสิการให้มากๆ  จึงจะประสานเป็นหนึ่งได้

  • แม้คิดต่างกัน ก็ไม่โกรธกัน    ยอมรับกัน
  •    "ไม่เห็นใครสูง(เก่ง ดี)กว่าเรา  ไม่เห็นใครต่ำ (โง่ เลว) กว่าเรา  ไม่เห็นใครเสมอกับเรา" นี่เป็น พุทธพจน์ นะครับ
  • ไม่คิดแบบ เหมารวม  
  • ไม่คิดแบบ One size fit all  หรือ "หลักสูตรเดียวทั้งประเทศ" "เครื่องมือเดียว ทุกชุมชน"

เมื่อเข้าสู่ สภาวะธรรมของจิตว่าง จะพบว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นเนื้อเดียวกัน  นี่แหละ หล่อหลอมกัน  เป็น synergize ที่มีพลังอยู่

การเปิดใจ คุยกัน  ทำ AAR  จึงเป็น "เรื่องเล่าเร้าพลัง"  เพราะ ทุกคนไม่มีอัตตา  

7) Sharpen the Saw = สติ  

 ฝึกสติให้มากๆ ปัญญาจะออกมาเอง  เป็นปัญญาที่เป็นประโยชน์  ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น   ไม่ทำลาย    

เมื่อจิตว่างๆ  สงบโล่งๆ  จะมี "ผู้รู้"  ขึ้นมา เตือน มาสอน  แบบอัตโนมัติครับ   อุปมาได้ ที่ปรึกษาในใจของเรา

ตาม Theory of U  ของ Peter senge และ คณะ    เราจะเกิดปัญญาญาน (Intuition) ได้ เมื่อ จิตสงบ  เป็นปัจจุบัน (Presencing)  รู้จัก Open heart, open mind , open will

" เปิดใจรับ  เปิดความคิดให้กว้าง  เปิดแรงพลังดันที่ทำออกมา"

สติ จะมาจากการฝึกฝน  จากห้องปฏิบัติการทั้งสี่ (กาย เวทนา จิต ธรรม)   และ เทคนิคการปฏิบัติ  ก็ได้มาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้รู้จริงๆ   (บุคคล  ในเว็ป และ ตำรา)

8 ) Find your voice, and inspire others to find theirs = "แยกจิต กับ ความคิด"  นี่แหละ ค้นหาตนเอง

  • แยกให้ออก  ความคิดเข้ามาป่วนจิตได้อย่างไร
  • จิต กับ ความคิด  ทำงานร่วมกันอย่างไร  
  • จิตมันก่อตัวขึ้นมาได้เพราะอะไร
  • จิต กับ ความคิด  แตกต่างกันตรงไหน   เราหลงใช้ จิตผสมความคิดมาเป็นแสนๆชาติ  คราวนี้ ลองหัดแยกกันบ้างนะ
  • ยังแยก จิต กับ ความคิดไม่ได้เลย  ดันทะลึ่ง ไปค้นหาตนเอง  ก็แย่เลย   เพราะ จะเจอแต่ ความคิดขยะ อัตตา ตัวตน  หลอก ตนเองเข้าให้แน่ๆ 
  • ยังแยกจิต ความคิดด้วยสติไม่เป็น  ดันทะลึ่งไปแนะนำคนอื่น  ก็ลงนรกไปด้วยกันเลย 
  • หาสติให้เจอ  สติอยู่ที่ไหน    สติที่ว่านี่ ให้เจอด้วยตนเอง  ค้นพบสติเอง   ไม่ใช่ในตำรานะครับ   ไม่ใช่เปิดตำรามาชี้กัน 
  • แยก จิต กับ ความคิด  นี่แหละ  ก้าวแรกของวิปัสสนาญาน (แยก รูป  แยกนาม)  ญาน 1 ใน 16 ครับ

 

มีศรัทธา  และ ปฏิบัติธรรมเพื่อเรียนรู้ตนเอง  หาตนเองให้พบ   และ แบ่งปัน  เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน 

มีบุคคลสำคัญที่เป็นคนดี   ที่แสดงให้เราเห็นว่า พวกท่านเหล่านั้น  ค้นพบตนเอง  กระตุ้นตนเอง  พาตนเองไปสู่ความสุข และ แบ่งปันให้ผู้อื่นด้วย   

ศรัทธา มาก่อน  แล้วตามด้วย ---->  ทาน วิริยะ ศีล ภาวนา  

ข้อ 8 ของ Covey จึงน่าจะแทบ จะรวมทั้ง 7 ข้อมาด้วยกันเลย

เมื่อมี ธรรม มีสติ   ก็จะตามด้วย มี "บารมี"   เปลี่ยนจาก คุณอำนาจ  มาป็นคุณบารมี

(บารมี คือ บารมี 10 หรือ บารมี30 ทัศ นะครับ -->  ไม่ใช่  เบ่ง  อันธพาล  กร่าง  โอ้อวด  ทับถม สั่งการ เผด็จการ  สร้างความกลัว ฯลฯ นะครับ)

Covey นี่เก่งนะ   แต่  ขาดบุญไปหน่อย  นี่ถ้า มาฝึกกับ หลวงปู่ หลวงพ่อ ที่เมืองไทย  ป่านนี้  จิตว่างแบบอัตโนมัติไปแล้ว