งานวิจัยชิ้นใหม่ได้เผยข้อมูลเชิงลึกว่าเราต้องออกกำลังกายมากแค่ไหน จึงจะสามารถป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สวนทางกับคำแนะนำด้านสุขภาพที่ใช้กันมานานและอาจส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคนไทย ผลการศึกษาชิ้นนี้ซึ่งติดตามกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่กว่า 5,000 คน เป็นเวลานานถึง 3 ทศวรรษ พบว่า คนที่ออกกำลังกายระดับปานกลางสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมงเป็นประจำ ซึ่งมากกว่าคำแนะนำปัจจุบันถึงสองเท่า จะมีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงเมื่ออายุมากขึ้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวัยกลางคน (ScienceAlert)
การค้นพบนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับคนไทยหลายล้านคน เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในภัยเงียบด้านสุขภาพที่แพร่หลายที่สุดในประเทศ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ใหญ่ไทยราว 1 ใน 4 ต้องเผชิญกับภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก หากปล่อยไว้โดยไม่ควบคุม ภาวะนี้อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะสมองเสื่อมในวัยชราอีกด้วย (WHO)
งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Preventive Medicine ได้ติดตามผู้เข้าร่วมจาก 4 เมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงวัยหนุ่มสาวไปจนถึงวัยกลางคนตอนปลาย หัวใจสำคัญของงานวิจัยพบว่า ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรือเพศใด ปริมาณการออกกำลังกายมักจะลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงอายุ 18 ถึง 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภาระหน้าที่การงานและครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นพอดี สวนทางกับอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายระดับปานกลางสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอ จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายตามคำแนะนำขั้นต่ำเพียง 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
“งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า หากต้องการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในอนาคตอย่างได้ผล เราจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายการออกกำลังกายให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยหนุ่มสาว” หนึ่งในทีมวิจัยหลักซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (UCSF) อธิบาย “ผู้เข้าร่วมวิจัยในวัยหนุ่มสาวเกือบครึ่งหนึ่งมีระดับการออกกำลังกายที่ไม่เพียงพอ ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าเราจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานขั้นต่ำของการออกกำลังกายให้สูงกว่าเดิม”
งานวิจัยยังเผยให้เห็นถึงอิทธิพลทางสังคมและเศรษฐกิจที่ซับซ้อนต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายในระยะยาว “ปัญหานี้อาจเห็นได้ชัดเจนขึ้นหลังจบชั้นมัธยมปลาย เมื่อโอกาสในการออกกำลังกายลดน้อยลง เพราะต้องเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่มหาวิทยาลัย การทำงาน การสร้างครอบครัว และเวลาว่างก็พลอยหดหายไปด้วย” นักวิจัยด้านการแพทย์วัยหนุ่มสาวจาก UCSF และผู้เขียนหลักของงานวิจัยกล่าว
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด ยังพบความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนในกลุ่มเชื้อชาติต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านสาธารณสุขทั่วโลก โดยพบว่ากิจกรรมทางกายในกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยผิวสีในสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากครอบครัวที่ด้อยโอกาส ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องแม้จะอายุเกิน 40 ปีแล้วก็ตาม และเมื่อถึงอายุ 60 ปี ผู้ชายและผู้หญิงผิวสีในกลุ่มตัวอย่างกว่า 80–90% ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เทียบกับผู้ชายผิวขาวที่ประมาณ 70% และผู้หญิงผิวขาวที่ประมาณครึ่งหนึ่ง แม้ว่างานวิจัยจะไม่ได้ประเมินปัจจัยเหล่านี้โดยตรง แต่ทีมวิจัยเชื่อมโยงช่องว่างนี้เข้ากับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจที่ยังคงฝังรากลึก
สำหรับคนไทย การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศไทยมีการขยายตัวของเมืองและความทันสมัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตและการเคลื่อนไหวร่างกายแบบดั้งเดิมไป ไลฟ์สไตล์แบบนั่งนิ่งเฉย อัตราน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริโภคอาหารแปรรูปที่มากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในประเทศพุ่งสูงขึ้น จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขไทย พบว่ามีคนไทยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่รู้ตัวว่าตนเองมีภาวะนี้ (hfocus.org)
ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการเรียนและหน้าที่การงานสูง ประกอบกับภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัวในช่วงวัยทำงาน ทำให้กิจวัตรประจำวันเบียดบังเวลาออกกำลังกายไปจนหมด คนหนุ่มสาวมักจะมีร่างกายที่ฟิตที่สุดในช่วงวัยเรียน ไม่ว่าจะผ่านการเล่นกีฬาหรือการฝึกทหาร แต่ระดับการออกกำลังกายจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยและการทำงาน ซึ่งสะท้อนภาพเดียวกับที่พบในสหรัฐอเมริกา และเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปลูกฝังมาตรฐานการออกกำลังกายที่สูงขึ้นตลอดทุกช่วงวัย ไม่ใช่แค่การรณรงค์ แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย การสนับสนุนจากนายจ้าง และกิจกรรมในระดับครอบครัวหรือชุมชน
วัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย เช่น การเต้นแอโรบิกหมู่ในสวนสาธารณะตอนเช้า งานวัด หรืองานรื่นเริงในชุมชน นับเป็นต้นทุนทางสังคมที่ดีในการส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดชีวิต แต่การขยายตัวของเมือง ปัญหาการจราจร และการที่ห้างสรรพสินค้ากลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจหลักได้เปลี่ยนรูปแบบเหล่านี้ไป ผลสำรวจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2566 ระบุว่า มีผู้ใหญ่ไทยเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ออกกำลังกายได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำในปัจจุบัน และมีจำนวนน้อยกว่านั้นมากที่จะทำได้ถึงระดับที่งานวิจัยชิ้นใหม่นี้แนะนำ (Bangkok Post)
เพื่อรับมือกับแนวโน้มเหล่านี้ หน่วยงานด้านสุขภาพในไทย พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยและผู้นำชุมชนต่าง ๆ ได้หันมาส่งเสริมการออกกำลังกายผ่านโครงการสร้างสรรค์มากขึ้น เช่น โครงการวันอาทิตย์ปลอดรถยนต์ (Car-Free Sunday) ในกรุงเทพฯ การสร้างลู่วิ่งริมแม่น้ำและลำคลอง และโครงการส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอุปสรรคทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจและสังคมก็ต้องถูกทลายลงด้วย “คนหนุ่มสาว โดยเฉพาะจากครอบครัวรายได้น้อย อาจไม่มีทั้งเวลา เงิน หรือสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับออกกำลังกาย เราจึงต้องการนโยบายที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้ทุกคนสามารถจัดสรรเวลาออกกำลังกายในชีวิตที่วุ่นวายได้” นักรณรงค์ด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่งเน้นย้ำ
เมื่อมองไปข้างหน้า ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นนั้นยิ่งใหญ่มาก หากคนไทยสามารถเพิ่มการออกกำลังกายเป็นสองเท่าผ่านกิจกรรมระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือแม้แต่รำไทย ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวได้มหาศาล ทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ สถานศึกษา มหาวิทยาลัย นายจ้าง และหน่วยงานปกครองท้องถิ่นต่างมีบทบาทสำคัญในการทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับวัฒนธรรม
ขั้นตอนง่าย ๆ ที่ผู้อ่านชาวไทยสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้ คือการพยายามหาเวลาทำกิจกรรมระดับปานกลางให้ได้อย่างน้อย 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในสวนสาธารณะ การปั่นจักรยานไปทำงาน การเดินเล่นช่วงพักกลางวัน หรือการฟื้นฟูกิจกรรมรำไทยขึ้นมาใหม่ ผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างในการเคลื่อนไหวร่างกายให้ลูกเห็น และที่ทำงานอาจจัดช่วงพักให้ขยับร่างกายได้ การตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะการวัดความดันโลหิตเป็นประจำ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจหาโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นชัดเจน: การเพิ่มความตั้งใจในการออกกำลังกายเป็นสองเท่าในช่วงวัยหนุ่มสาว และทำต่อเนื่องไปจนถึงวัยชรา คือกลยุทธ์ที่ทรงพลังและทำได้จริงสำหรับทุกคนในสังคมไทย เพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงของโรคนี้ (American Journal of Preventive Medicine)