ปรากฏการณ์เด็กเกิดน้อยกำลังกลายเป็นวิกฤตที่น่ากังวลไปทั่วโลก งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า อัตราการเกิดกำลังลดต่ำลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และผู้คนนับล้านกำลังเผชิญกับความจริงอันน่าเจ็บปวดที่ไม่สามารถมีลูกได้ตามจำนวนที่วาดฝังไว้ สาเหตุหลักไม่ได้มาจากทัศนคติที่เปลี่ยนไป หากแต่เป็นเพราะกำแพงทางสังคมและเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ผลการศึกษาล่าสุด ซึ่งรวมถึงการสำรวจครั้งใหญ่โดยกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) เผยให้เห็นว่า ไม่ว่าในประเทศรายได้สูงหรือปานกลาง รวมถึงไทย ปัจจัยรุมเร้าอย่างค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูงลิ่ว ความไม่มั่นคงทางอาชีพ สวัสดิการที่ไม่เอื้ออำนวย ความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม และค่านิยมทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ล้วนเป็นแรงผลักดันให้อัตราการเกิดดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (Time, BBC, Al Jazeera)

สำหรับสังคมไทย สถานการณ์นี้ยิ่งน่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ ข้อมูลทางการในปี 2567 เปิดเผยว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในไทยลดต่ำกว่า 500,000 คนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปี ขณะที่อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ร่วงลงเหลือเพียง 1.0 ซึ่งไม่เพียงแต่ต่ำที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังต่ำกว่าของญี่ปุ่นไปแล้ว นักประชากรศาสตร์ไทยคาดการณ์ว่า หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจหดตัวจากเกือบ 66 ล้านคน เหลือเพียงราว 40 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการสังคม และโครงสร้างประชากรของประเทศ (Khaosod English)

เมื่อเดือนมีนาคม 2568 UNFPA ได้ตีพิมพ์รายงานสถานการณ์ประชากรโลก ซึ่งอ้างอิงจากการสำรวจความคิดเห็นและความเป็นจริงเกี่ยวกับภาวะเจริญพันธุ์ที่ครอบคลุมที่สุดครั้งหนึ่ง โดยสอบถามผู้คน 14,000 คนใน 14 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก รวมถึงไทย เกาหลีใต้ บราซิล อินเดีย เยอรมนี เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ข้อมูลที่น่าสนใจจากผลสำรวจชี้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 1 ใน 5 ยอมรับว่าไม่สามารถมีลูกได้ตามจำนวนที่ตั้งใจ โดยอุปสรรคด้านการเงินคือสาเหตุอันดับหนึ่ง (39%) และตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 58% ในเกาหลีใต้ มีเพียง 12% เท่านั้นที่ระบุว่าภาวะมีบุตรยากเป็นเหตุผลหลัก แต่สำหรับประเทศไทย ตัวเลขนี้กลับสูงถึง 19% ซึ่งอาจสะท้อนถึงความเป็นจริงทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเปิดใจพูดคุยเรื่องปัญหาการเจริญพันธุ์ในสังคมมากขึ้น (BBC, Al Jazeera)

สำหรับหลายๆ คนที่ฝันอยากเป็นพ่อแม่ การตัดสินใจมีลูกกลายเป็นภาระอันหนักอึ้ง โดยเฉพาะในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพในเมืองใหญ่ที่ถีบตัวสูงขึ้น บริการดูแลเด็กเล็กที่ราคาสมเหตุสมผลและมีคุณภาพยังมีจำกัด และสิทธิลาคลอดที่น้อยนิด (เพียง 98 วัน ซึ่งน้อยที่สุดในอาเซียนและต่ำกว่ามาตรฐาน 18 สัปดาห์ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ) ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้คนจำนวนมากเลือกที่จะชะลอหรือพับแผนการมีลูกไปเลย ดังที่ผู้ตอบแบบสอบถามรายหนึ่งจากเม็กซิโกสะท้อนความรู้สึกว่า “ในเมืองที่ฉันอยู่ การจะซื้อบ้านหรือหาที่เช่าราคาพออยู่ได้มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย แล้วฉันก็ไม่อยากให้ลูกต้องเกิดมาในยุคที่เต็มไปด้วยสงครามหรือโลกที่กำลังพังทลาย ถ้ามันหมายความว่าเขาจะต้องมาทนทุกข์” (Time)

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ภาวะ “เจริญพันธุ์ต่ำสุดขีด” (ultra-low fertility) แล้ว เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือ ความสำเร็จของนโยบายคุมกำเนิดในอดีต ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1970 รัฐบาลไทยเคยรณรงค์อย่างจริงจังภายใต้สโลแกน “มีลูกมากจะยากจน” ซึ่งนโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สามารถกดจำนวนเด็กเกิดใหม่จากราว 1,000,000 คนต่อปี ให้เหลือไม่ถึงครึ่งล้านในเวลาไม่กี่สิบปี (VOA)

วันนี้ เมื่อสถานการณ์ประชากรพลิกกลับตาลปัตร ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ว่าจะส่งเสริมให้คนมีลูกเพิ่มขึ้นได้อย่างไรโดยไม่ใช้วิธีบีบบังคับหรือไร้ประสิทธิภาพ คำถามนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อค่านิยมของคนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนไป คนไทยรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัย 20 และ 30 ปี มักให้ความสำคัญกับความสุขส่วนตัวและการเติบโตในสายอาชีพมากกว่าการสร้างครอบครัว นอกจากนี้ การที่ผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้นและเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้คนแต่งงานช้าลงและมีขนาดครอบครัวเล็กลง (VOA)

ถึงกระนั้น ความปรารถนาที่จะมีลูกไม่ได้จางหายไปไหน ผลสำรวจของ UNFPA ยืนยันว่าคนส่วนใหญ่ทั่วโลกยังคงอยากมีลูกอย่างน้อย 2 คน หากพวกเขามีทางเลือกและมีกำลังทรัพย์เพียงพอ แต่การตัดสินใจสร้างหรือขยายครอบครัวในยุคนี้กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายทั้งในทางปฏิบัติและทางใจ ไม่ว่าจะเป็นความไม่มั่นคงทางอาชีพ ภาระทางอารมณ์ในการจัดสมดุลระหว่างงานกับการเลี้ยงลูก การสนับสนุนจากองค์กรที่จำกัด ราคาบ้านที่ไกลเกินฝัน รวมถึงความกลัวต่อภาวะโลกร้อน ความขัดแย้ง และอนาคตที่ไม่แน่นอน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะมีลูกหรือไม่ และจะมีเมื่อไหร่

ตัวเลขสถิติยิ่งตอกย้ำความน่ากังวลของสถานการณ์ในไทย กรมการปกครองระบุว่า ในปี 2567 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 462,240 คน แต่มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 571,646 คน การกลับหัวของพีระมิดประชากรเช่นนี้เป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากนอกกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ร่ำรวย มีการคาดการณ์ว่ากำลังแรงงานของไทยอาจหดตัวจาก 37.2 ล้านคน เหลือเพียง 22.8 ล้านคนในอีก 50 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้อัตราส่วนผู้สูงวัยที่รับบำนาญต่อประชากรวัยทำงานสูงขึ้น สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบสาธารณสุขและประกันสังคม และอาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว (Khaosod English)

ผู้กำหนดนโยบายกำลังพยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เช่น โครงการ “Give Birth, Great World” หรือ “เกิดเถิด เกิดผล ให้กับประเทศไทย” และโครงการ “มีลูกเพื่อชาติ” ในอดีตของกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่ผู้ที่มีปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ และพยายามปรับทัศนคติเดิมที่มองว่าการมีครอบครัวใหญ่เป็นภาระ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านโยบายที่เน้นเพียงการให้เงินอุดหนุน หรือ “โบนัสเด็กแรกเกิด” เพียงอย่างเดียว อาจให้ผลเพียงน้อยนิด หากปราศจากการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งในด้านสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร ที่อยู่อาศัยราคาที่เข้าถึงได้ บริการดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพ ระบบประกันสุขภาพ และความยืดหยุ่นในที่ทำงาน (VOA)

“บทเรียนจากประเทศพัฒนาแล้วชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มอัตราการเกิดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องอาศัยความพยายามในหลายมิติของสวัสดิการสังคม” นักวิจัยด้านประชากรจากมหาวิทยาลัยมหิดลอธิบาย ตัวอย่างเช่น นายจ้างอาจสนับสนุนโดยการจัดให้มีสถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน หรือให้สิทธิลาโดยได้รับค่าจ้างเป็นเวลานานขึ้น ขณะที่รัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยลดภาระค่าเล่าเรียนและค่าที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่สำหรับคนไทยที่อยากมีลูก หากไม่มีการปฏิรูปเหล่านี้ มาตรการกระตุ้นในปัจจุบันอาจทำได้เพียงสร้างความหวัง แต่ไม่น่าจะพลิกฟื้นแนวโน้มการเกิดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยคือ การระบุว่าภาวะมีบุตรยากเป็นสาเหตุสำคัญของการมีลูกน้อยกว่าที่ต้องการในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (19% เทียบกับ 12%) ตัวเลขนี้อาจสะท้อนถึงแนวโน้มการมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากขึ้น ประกอบกับการขาดแคลนบริการรักษาภาวะมีบุตรยากที่ราคาเข้าถึงง่าย การที่กระทรวงสาธารณสุขหันมาให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือคู่สมรสกลุ่มนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็ต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการที่ครอบคลุม เพื่อแก้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน

พลวัตทางวัฒนธรรมก็เป็นอีกปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนแปลง คนไทย Gen Y (อายุประมาณ 21-37 ปี) มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการเติบโตในหน้าที่การงาน การค้นหาตัวตน และไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง มากกว่าการแต่งงานและมีลูก “เมื่อเทียบกับคน Gen X ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับแรก คนรุ่นนี้จะให้ความสำคัญกับตัวเองและอาชีพการงานมากกว่า” นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความเห็น การเปลี่ยนแปลงทางความคิดนี้สะท้อนภาพเดียวกับที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งแคมเปญส่งเสริมการมีบุตรของรัฐบาลยังคงให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน

UNFPA เตือนว่าไม่ควรมองปัญหานี้ด้วยความตื่นตระหนกหรือด่วนสรุปหาทางออกง่ายๆ “สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้คือวาทกรรมเรื่องหายนะ ไม่ว่าจะเป็นประชากรล้นโลกหรือประชากรหดตัว ซึ่งนำไปสู่การตอบสนองที่เกินจริง และบางครั้งก็เป็นการบีบบังคับ” ผู้อำนวยการบริหารของ UNFPA กล่าวกับสื่อมวลชน UNFPA สนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริม “สิทธิในการตัดสินใจด้านอนามัยเจริญพันธุ์” (Reproductive Agency) ซึ่งหมายถึงการสร้างสภาวะแวดล้อมทางสังคมที่เอื้อให้ผู้คนสามารถมีลูกตามจำนวนที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ และกับคนที่พวกเขาเลือกได้ โดยไม่ใช่การเข้าไปชี้นำการตัดสินใจส่วนบุคคล (BBC)

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า นโยบายที่จะช่วยขยายทางเลือกในการเป็นพ่อแม่ เช่น การลงทุนในที่อยู่อาศัยที่มั่นคง การจ้างงานที่ยั่งยืน สิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง สถานดูแลเด็กคุณภาพสูง และการเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ครอบคลุม คือแนวทางที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเหล่านี้ย่อมมีต้นทุนและต้องอาศัยการลงทุนจากภาครัฐและความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างจริงจัง ประสบการณ์จากยุโรปและบางประเทศในเอเชียตะวันออกชี้ให้เห็นว่า มีเพียงแนวทางแบบองค์รวมและทำอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการมีบุตรได้อย่างแท้จริง (Al Jazeera)

เมื่อมองไปข้างหน้า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกที่ต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก ว่าจะป้องกันไม่ให้ประชากรลดลงอย่างฮวบฮาบได้อย่างไร โดยยังคงเคารพในเสรีภาพส่วนบุคคลและบรรทัดฐานทางสังคมที่เปลี่ยนไป แม้ว่านโยบายที่ตรงจุดอาจกระตุ้นให้คนไทยที่มีศักยภาพในการมีลูกถึง 60% หันมาพิจารณาเรื่องการสร้างครอบครัว ตามการประเมินของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต้องใช้เวลานานนับชั่วอายุคน เด็กที่เกิดในวันนี้จะเข้าสู่วัยทำงานในอีก 15-20 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่าหน้าต่างแห่งโอกาสในการพลิกฟื้นสถานการณ์ประชากรกำลังจะปิดลงอย่างรวดเร็ว (Khaosod English)

สำหรับคนไทยทุกคน ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติคือ การร่วมกันผลักดันให้เกิดการสนับสนุนพ่อแม่ผู้ปกครองในที่ทำงานมากขึ้น สนับสนุนให้ภาครัฐลงทุนในบริการดูแลเด็กและที่อยู่อาศัย และร่วมกันเปิดพื้นที่พูดคุยเกี่ยวกับคุณค่าของครอบครัวในสังคมไทยยุคใหม่ สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ เกี่ยวกับภาวะเจริญพันธุ์และวางแผนสมดุลชีวิตและการทำงาน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความท้าทายร่วมกันของพวกเราคือ การสร้างสังคมที่ทำให้คนรุ่นต่อไปสามารถสร้างครอบครัวที่พวกเขา “ปรารถนา” ได้ ไม่ใช่แค่ครอบครัวที่พวกเขา “พอจะมีปัญญา” เลี้ยงดู