ผลการศึกษาชิ้นโบแดงล่าสุด ฟันธงปริมาณการออกกำลังกายที่ต้องมี เพื่อลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงลงได้อย่างเห็นผล ปัญหาสุขภาพที่คุกคามผู้คนนับล้านทั่วโลก และคนไทยก็หนีไม่พ้น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Preventive Medicine ระบุชัดเจนว่า การออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ – ซึ่งมากกว่าคำแนะนำสากลปัจจุบันถึงเท่าตัว – คือเกราะป้องกันโรคความดันโลหิตสูงตลอดชีวิตที่ดีที่สุด (Earth.com)

การค้นพบครั้งสำคัญนี้ น่าจะเขย่าวงการสาธารณสุขไทยไม่น้อย ที่ซึ่งโรคความดันโลหิตสูง หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘เพชฌฆาตเงียบ’ กำลังระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยพบว่าผู้ใหญ่ไทยราว 1 ใน 4 ต้องเผชิญกับโรคนี้ และยังเป็นตัวการสำคัญของภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองที่คร่าชีวิตผู้คน (WHO Thailand) เมื่อมองดูพฤติกรรมการกินของคนไทย ไลฟ์สไตล์คนเมือง และความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับสังขารที่ร่วงโรยตามวัย ข้อค้นพบที่ชัดเจนจากงานวิจัยชิ้นนี้เรื่องการออกกำลังกาย จึงมีพลังพอที่จะพลิกโฉมยุทธศาสตร์สาธารณสุข ปลุกกระแสครั้งใหม่ และช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลทั่วประเทศได้เลยทีเดียว

ทีมวิจัย นำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ได้เฝ้าติดตามผู้ใหญ่กว่า 5,100 คน เป็นเวลานานถึงสามทศวรรษ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง มีอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงต่ำที่สุด โดยไม่เกี่ยงเชื้อชาติหรือสุขภาพตั้งต้น ที่น่าสนใจคือ ปริมาณการออกกำลังกายที่ว่านี้ มากเป็นสองเท่าของคำแนะนำขั้นต่ำจากองค์การอนามัยโลก ที่กำหนดไว้เพียง 150 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับผู้ใหญ่ (American Journal of Preventive Medicine)

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด เจสัน นากาตะ กล่าวว่า “การออกกำลังกายให้ได้ปริมาณอย่างน้อยสองเท่าของเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับผู้ใหญ่ในปัจจุบัน อาจให้ผลลัพธ์ในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้ดีกว่าการออกกำลังกายแค่พอผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ” มีหลักฐานสนับสนุนว่า แม้จะเป็นกิจกรรมที่ไม่หนักหนาสาหัส แต่ถ้าทำสม่ำเสมอ ก็ช่วยคุมระดับความดันโลหิตได้อยู่หมัด โดยเฉลี่ยแล้ว คนที่ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมงอย่างเคร่งครัด พบว่าความดันซิสโตลิก (ความดันตัวบน) ลดลง 3.5 มิลลิเมตรปรอทในผู้ใหญ่สุขภาพดี และยิ่งเห็นผลชัดเจนในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งอาจช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจวายได้ถึง 10% เพียงแค่ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ง่ายๆ แค่นี้

สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย การทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันนั้นเป็นเรื่องสุดหิน โดยเฉพาะเมื่อพ้นวัยเรียนไปแล้ว งานวิจัยชี้ว่าเทรนด์การออกกำลังกายที่ลดฮวบนี้พบได้ทั่วโลก กล่าวคือ วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวมักจะแอคทีฟ แต่พอเข้าสู่วัยทำงานหรือสร้างครอบครัว กิจกรรมทางกายก็ดิ่งลงเหว ในบ้านเราเอง ชั่วโมงการทำงานที่ยาวเหยียดของคนเมือง รถติดมหาโหดในกรุงเทพฯ และพื้นที่สีเขียวที่น้อยนิด ล้วนเป็นอุปสรรคที่ไม่ต่างจากที่นักวิจัยค้นพบ

บริบททางสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจก็มีส่วนไม่น้อย ข้อมูลชี้ว่าอัตราการออกกำลังกายและอุบัติการณ์โรคความดันโลหิตสูงนั้นแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติและพื้นเพทางสังคม ซึ่งก็คล้ายกับภาพที่เห็นในไทยระหว่างคนเมืองกับคนต่างจังหวัด รวมถึงความแตกต่างระหว่างเพศ ตัวอย่างเช่น ในงานวิจัยของสหรัฐฯ เมื่ออายุ 60 ปี พบว่าผู้เข้าร่วมผิวสีถึง 90% มีภาวะความดันโลหิตสูง เทียบกับชายผิวขาวที่พบ 70% ซึ่งสะท้อนภาพว่าโรคความดันโลหิตสูงมักเล่นงานกลุ่มคนไทยรายได้น้อยและผู้อาศัยในชนบทมากกว่า ความท้าทายในบ้านเรามีทั้งเวลาพักผ่อนที่น้อยนิด สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อกิจกรรมกลางแจ้ง ปัญหามลพิษ และการเปลี่ยนไปทำงานนั่งโต๊ะมากขึ้นตามยุคสมัยที่เศรษฐกิจพัฒนา

แม้จะมีอุปสรรคสารพัด แต่ข้อความจากนักวิจัยนั้นชัดเจนว่า การออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญ ไม่ใช่แค่การโหมออกกำลังกายหนักๆ เป็นพักๆ หรือกีฬาที่ต้องแข่งขันเอาเป็นเอาตาย ประโยชน์ที่ได้ไม่ใช่แค่ลดความดันโลหิต แต่ยังรวมถึงการรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น หลอดเลือดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และการปกป้องหัวใจที่แข็งแกร่งขึ้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไทยและกระทรวงสาธารณสุขเองก็เล็งเห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ โครงการรณรงค์ต่างๆ ที่ผ่านมา เช่น การส่งเสริมการปั่นจักรยาน การออกกำลังกายกลุ่มในสวนสาธารณะ และการรำไทยเพื่อสุขภาพ ล้วนสอดรับกับผลวิจัยล่าสุดนี้เป็นอย่างดี (Ministry of Public Health Thailand)

บ้านเรามีวัฒนธรรมการทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชนมาแต่ไหนแต่ไร เช่น การเต้นแอโรบิกยามเช้าตามสวนสาธารณะและลานวัด หรือการรำวงอย่างครึกครื้นในงานเทศกาลต่างจังหวัด ทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมชั้นดี ที่จะชวนให้คนหันมาออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ดังที่งานวิจัยชี้ให้เห็น การรับรู้ถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างเดียวคงไม่พอ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วย การวางผังเมืองที่ใส่ใจทางเท้าและเลนจักรยานที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย ตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นได้ และตัวเลือกการออกกำลังกายในราคาที่สัมผัสได้ ล้วนเป็นปัจจัยหนุนเสริมการให้ความรู้แก่ประชาชน

ในขณะที่วิถีชีวิตคนไทยกำลังก้าวสู่ความทันสมัยมากขึ้นทุกขณะ งานวิจัยนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ เป้าหมายการขยับร่างกายสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องของนักกีฬาหรือคนหนุ่มสาวเท่านั้น แต่เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทำได้จริงและมีวิทยาศาสตร์รองรับสำหรับผู้ใหญ่ทุกคน บุคลากรทางการแพทย์ไทยควรตอกย้ำแนวทางปฏิบัตินี้ และจับมือกับภาคธุรกิจ สถานศึกษา และผู้นำชุมชน เพื่อช่วยให้การออกกำลังกายแทรกซึมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่แสนวุ่นวายได้ง่ายขึ้น

สำหรับอนาคต จำเป็นต้องมีงานศึกษาเพิ่มเติมเพื่อค้นหาวิธีที่ใช่ที่สุดสำหรับชุมชนไทยในบริบทที่หลากหลาย ทั้งในเมือง ชนบท และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรคที่ขวางกั้นการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดี งานวิจัยจากสหรัฐฯ ชิ้นนี้ได้วางหมุดหมายที่ชัดเจนและหนักแน่นให้แก่ผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และทุกครอบครัว นั่นคือ ทำให้การขยับร่างกายเป็นกิจวัตร โดยตั้งเป้าไว้ที่ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ดีไปจนแก่เฒ่าได้อย่างมาก

สำหรับท่านผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน ข้อคิดสำคัญจากงานวิจัยนี้อาจฟังดูบ้านๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งนัก ลองเริ่มต้นด้วยการเพิ่มกิจกรรมง่ายๆ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ทำงานบ้าน หรือขยับแข้งขยับขาเต้นรำ เข้าไปในชีวิตประจำวัน วันละสัก 15-30 นาที ถ้าเป็นไปได้ ลองเข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกายในชุมชน หรือใช้ประโยชน์จากสวนสาธารณะใกล้บ้าน ชวนเพื่อน ชวนครอบครัว ชวนเพื่อนร่วมงาน มาขยับร่างกายไปด้วยกัน เพราะความเป็นทีม ความเป็นพวกพ้อง ถือเป็นจุดแข็งอันยิ่งใหญ่ของสังคมไทย เหนือสิ่งอื่นใด จำไว้เสมอว่าสุขภาพหัวใจที่ดีไม่ได้เริ่มต้นที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเท่านั้น แต่เริ่มได้จากถนนหน้าบ้าน ลานวัด หรือแม้แต่ในห้องนั่งเล่นของเราเอง

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถปรึกษาโรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือเข้าไปดูข้อมูลดีๆ จากกระทรวงสาธารณสุข และศึกษาโครงการส่งเสริมการมีไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟในชุมชน