งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม (Journal of Personality and Social Psychology) กำลังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ผลการศึกษาตอกย้ำว่าคนที่เคยพลาดพลั้งโกงแม้เพียงครั้งเดียว มีแนวโน้มสูงลิ่วที่จะหวนกลับไปทำพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำอีก ซึ่งสวนทางกับความเชื่อเดิมๆ ที่มองว่าการโกงเป็นแค่การตัดสินใจผิดพลาดชั่วขณะ ไม่ใช่เป็นนิสัยที่ฝังรากลึก ผลการค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจเรื่องความไม่ซื่อสัตย์ในชีวิตประจำวัน และยังจุดประกายคำถามใหม่ๆ ให้กับคนไทยเกี่ยวกับกลไกของความไว้วางใจและความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งในความสัมพันธ์ส่วนตัวและในหน้าที่การงาน

งานวิจัยนี้นำโดยนักวิจัยชาวยุโรปคนสำคัญและทีมงานของเธอ โดยได้ติดตามผู้เข้าร่วมทดลองเกือบ 2,000 คน เป็นระยะเวลานานถึง 3 ปี ทีมวิจัยใช้วิธีการทดลองผ่านเกมที่ออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อวัดพฤติกรรมการโกงอย่างแนบเนียนโดยที่ผู้เข้าร่วมไม่ทันรู้ตัว หนึ่งในตัวอย่างการทดลองคือ ให้ผู้เข้าร่วมจดตัวเลข 1 ถึง 8 เก็บไว้กับตัว จากนั้นเมื่อหน้าจอแสดงตัวเลขแบบสุ่มขึ้นมา ผู้เข้าร่วมจะต้องตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ว่าตัวเลขที่ตนจดไว้นั้นตรงกับตัวเลขบนหน้าจอหรือไม่ หากตอบว่าตรง ก็จะได้รับเงินรางวัลเล็กน้อย หัวใจสำคัญคือ นักวิจัยได้แจ้งผู้เข้าร่วมอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการตรวจสอบคำตอบของพวกเขา ซึ่งเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่การโกหกดูเหมือนจะไม่มีผลเสียใดๆ ตามมา (อ้างอิงจาก VICE)

สิ่งที่นักวิจัยค้นพบนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง คือคนที่โกงแม้เพียงครั้งเดียวในการทดลองเหล่านี้ มีแนวโน้มสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจนที่จะโกงซ้ำอีก ไม่ว่ากฎกติกาหรือโครงสร้างของรางวัลจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยระบุว่าพฤติกรรมการโกงยังคงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งชี้ให้เห็นว่านี่อาจเป็นลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างคงที่ มากกว่าจะเป็นเพียงการฉวยโอกาสเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

งานวิจัยนี้ส่งผลกระทบต่อมุมมองของคนไทยไม่น้อย ทั้งในเรื่องส่วนตัวและในระดับองค์กร ผลการศึกษาได้ท้าทายความเชื่อในสังคมที่ว่า “คนเราผิดพลาดกันได้” และเน้นย้ำความสำคัญของการตระหนักถึงรูปแบบความไม่ซื่อสัตย์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในสังคมไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตาและความประนีประนอม การกล่าวหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์จึงอาจเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยกระตุ้นให้นักการศึกษา นายจ้าง หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว พิจารณาพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งว่าเป็นสัญญาณเตือนภัย มากกว่าจะเป็นแค่เรื่องผิดปกติธรรมดาที่นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้น

งานวิจัยนี้สนับสนุนหลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามีคนบางกลุ่มที่ “โกงเป็นนิสัย” นักวิจัยพบปัจจัยหลัก 2 ประการที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มความไม่ซื่อสัตย์อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การมีคุณลักษณะด้าน “ความซื่อสัตย์-ความถ่อมตน” (Honesty-Humility) ในระดับต่ำ และการมีสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “ปัจจัยมืด” (Dark Factor) ในระดับสูง ซึ่งเป็นการรวมกันของลักษณะนิสัยหลงตัวเอง (narcissism) การใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน (Machiavellianism) และภาวะขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและไม่รู้สึกผิด (psychopathy) คนที่มีคะแนนความซื่อสัตย์และความถ่อมตนต่ำมักมองว่าการโกงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในขณะที่คนที่มี “ปัจจัยมืด” สูงมองว่าการโกหก การโกง และการลักขโมยเป็นวิธีการที่สมเหตุสมผลเพื่อให้ตนเองได้เปรียบหรือก้าวหน้า (อ้างอิงจาก วารสารจิตวิทยาบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม)

น่าประหลาดใจที่งานวิจัยนี้ขัดแย้งกับแนวคิดดั้งเดิมทางจิตวิทยาที่เชื่อกันมานานว่าพฤติกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยสถานการณ์ภายนอก มากกว่าจะเป็นลักษณะนิสัยที่ติดตัวมา แม้ว่าแรงกดดันจากสถานการณ์ เช่น ความเครียด ปัญหาทางการเงิน หรืออิทธิพลจากคนรอบข้าง อาจทำให้ใครบางคนโกงได้ แต่งานวิจัยใหม่นี้ยืนยันว่าสำหรับหลายๆ คน ความไม่ซื่อสัตย์ไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อสถานการณ์เท่านั้น แต่เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาไปแล้ว

อาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งด้านพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “งานวิจัยนี้กระตุ้นให้เราทบทวนการให้ความสำคัญกับการแก้ไขพฤติกรรมของผู้ที่โกงผ่านการขอโทษหรือการให้ ‘โอกาสครั้งที่สอง’ สำหรับผู้ที่ทำผิดซ้ำๆ เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องการศึกษาหรือโอกาส แต่เป็นลักษณะสำคัญของบุคลิกภาพของพวกเขา” อาจารย์ท่านเดิมยังเตือนว่าองค์กรในไทยควรนำผลการวิจัยนี้ไปพิจารณาในการจ้างงานและเลื่อนตำแหน่งบุคลากร โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ละเอียดอ่อน เช่น ภาคการธนาคาร การดูแลสุขภาพ และการศึกษา

ผลกระทบของงานวิจัยนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ยังขยายวงไปถึงนโยบายสังคมในภาพรวมอีกด้วย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พยายามมากขึ้นในการสร้างความไว้วางใจของประชาชนในภาคส่วนต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษา ซึ่งความเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของผู้นำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โครงการส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริตและต่อต้านการทุจริตมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการคัดกรองต่างๆ ควรมีการประเมินบุคลิกภาพและความซื่อสัตย์สุจริตด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ดูคุณสมบัติทางเทคนิคหรือประวัติอาชญากรรมที่ขาวสะอาดเท่านั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยระบุว่าความไม่ซื่อสัตย์เป็น “ปัญหาท้าทายเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้าง” ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเกี่ยวข้องของงานวิจัยชิ้นนี้ (อ้างอิงจาก ป.ป.ช.)

ในอดีต สังคมไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการให้อภัยและโอกาสในการปรับปรุงตนเอง พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาหลักในประเทศไทย สอนถึงความเป็นไปได้ของการไถ่โทษหรือการกลับตัวเป็นคนดีได้ด้วยการกระทำที่ถูกต้องและเจตนาที่ดี อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ชวนให้เราขบคิดว่าผู้ที่โกงจนเป็นนิสัยนั้นสามารถ หรือควร ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากผู้ที่ทำผิดเพียงครั้งเดียวหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสังคมท่านหนึ่งจากสถาบันวิจัยในประเทศไทยกล่าวว่า “เราต้องสร้างสมดุลระหว่างการให้อภัยกับความรอบคอบ”

เมื่อมองไปข้างหน้า งานวิจัยนี้เรียกร้องให้มีแนวทางใหม่ๆ ที่อิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งในภาครัฐและเอกชน นายจ้างอาจพิจารณานำการประเมินความซื่อสัตย์สุจริตมาใช้ในกระบวนการสรรหาและเลื่อนตำแหน่งบุคลากร นักการศึกษาสามารถนำการฝึกอบรมเรื่องความซื่อสัตย์และจริยธรรมมาใช้ในระบบโรงเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่ไปกับการสังเกตแบบแผนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะดูแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว พ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรสังเกตเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในตัวเด็ก และดำเนินการเชิงรุกเพื่อสอนให้เห็นคุณค่าระยะยาวของความซื่อสัตย์

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านชาวไทยมีดังนี้: เมื่อประเมินความน่าเชื่อถือของใครสักคน ให้มองหารูปแบบพฤติกรรมที่สม่ำเสมอเมื่อเวลาผ่านไป แทนที่จะให้น้ำหนักมากเกินไปกับการขอโทษเพียงครั้งเดียว ในองค์กรต่างๆ อาจพิจารณานำระบบแจ้งเบาะแสโดยไม่เปิดเผยตัวตนมาใช้ และมีการประเมินคุณลักษณะนิสัยอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมภายใน ส่วนที่บ้าน การพูดคุยกันอย่างเปิดอกในครอบครัวถึงผลที่ตามมาของความไม่ซื่อสัตย์ และความสำคัญของ “ความซื่อสัตย์-ความถ่อมตน” จะช่วยปลูกฝังค่านิยมที่ดีได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ท้ายที่สุด ดังที่งานวิจัยแสดงให้เห็น การจัดการกับความไม่ซื่อสัตย์นั้นต้องการมากกว่าแค่การให้อภัยต่อความผิดพลาด แต่ยังต้องการการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และความเต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ที่อาจไม่น่าพอใจนัก

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านรายงานต้นฉบับได้ที่ VICE