งานวิจัยชิ้นใหม่เผยว่า นิสัยชอบผลัดการเข้านอน ซึ่งเป็นปัญหาที่คนรุ่นใหม่หลายคนเป็นกัน อาจมีรากฐานมาจากสภาวะทางอารมณ์และลักษณะนิสัยลึกๆ ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดสรรเวลาไม่เป็น งานวิจัยนี้ให้แง่มุมที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่กำลังประสบปัญหานอนดึก พักผ่อนไม่พอ ผลการศึกษาที่จะนำเสนอในงานประชุมประจำปี SLEEP 2025 ระบุว่า คนที่ชอบเลื่อนเวลานอนออกไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่มีอะไรต้องทำ มักจะมีภาวะอารมณ์อ่อนไหวง่าย (neuroticism) สูง แต่กลับมีความใส่ใจรับผิดชอบ (conscientiousness) และความเปิดรับการเข้าสังคม (extraversion) ต่ำกว่า ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางใหม่ๆ ในการรับมือกับปัญหาการนอนหลับและวางแผนดูแลสุขภาพให้ดีขึ้น (Neuroscience News)
สำหรับคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ หรือเมืองหลักอื่นๆ ที่วิถีชีวิตมักพาให้ต้องเรียน ทำงาน หรือสังสรรค์กันจนดึกดื่น งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงต้นตอที่ลึกซึ้งกว่าของปัญหาการนอนไม่พอที่คนไทยจำนวนมากเผชิญอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ การเรียน และประสิทธิภาพในการทำงาน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยว่า กว่าครึ่งของคนในเขตเมืองนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และปัญหาการอดนอนก็เป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพจิตและผลการเรียนของเด็กและเยาวชนไทย (NSO Thailand)
งานวิจัยนี้ได้สำรวจกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวน 390 คน อายุเฉลี่ย 24 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมบันทึกพฤติกรรมการนอน ลักษณะนิสัย และโครโนไทป์ (chronotype) หรือนาฬิกาชีวภาพส่วนตัวว่าเป็นคนตื่นเช้าหรือนอนดึก เป็นระยะเวลา 14 วัน ทีมวิจัยพบว่า แม้จะพิจารณาถึงความโน้มเอียงตามธรรมชาติของแต่ละคนว่าเป็นคนนอนดึกหรือตื่นเช้าแล้วก็ตาม คนที่ชอบผัดผ่อนการนอนเป็นประจำ ไม่เพียงแต่จะมีปัญหาเรื่องการวางแผนหรือขาดวินัยในตนเอง แต่ที่สำคัญกว่านั้น พวกเขามักมีความทุกข์ใจสูงกว่า มีอาการคล้ายซึมเศร้า และมีประสบการณ์ด้านบวกทางอารมณ์น้อยกว่า
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญช่วยให้เข้าใจผลการวิจัยเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น นักศึกษาปริญญาเอกสาขาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ ซึ่งเป็นผู้วิจัยหลัก เน้นย้ำว่า “งานวิจัยของเราชี้ว่า คนที่ชอบเลื่อนเวลานอนเป็นประจำมักจะไม่ค่อยมองหากิจกรรมที่น่าตื่นเต้น น่าสนใจ หรือสนุกสนานทำ ตรงกันข้าม พวกเขากลับรายงานว่ามีประสบการณ์ทางอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับอารมณ์ด้านลบและขาดประสบการณ์ทางอารมณ์ด้านบวก” มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งรบกวนสมาธิหรือความขี้เกียจเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องของการจัดการอารมณ์มากกว่า คือวิธีที่แต่ละคนรับมือกับความรู้สึกแย่ๆ และความวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักจะประดังเข้ามาโดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน
งานวิจัยชี้ชัดว่า คนที่ชอบผัดผ่อนการนอนไม่ใช่แค่ “พวกนกฮูก” (night owls) หรือเป็นเพียงเหยื่อของสิ่งล่อตาล่อใจจากโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ภาวะอารมณ์อ่อนไหวง่าย (neuroticism) ที่สูง (ซึ่งเชื่อมโยงกับความไม่มั่นคงทางอารมณ์) ระดับการเปิดรับการเข้าสังคม (extraversion) ที่ต่ำ (มีแนวโน้มเก็บตัวและไม่ค่อยชอบใช้พลังงานกับสังคม) รวมถึงความใส่ใจรับผิดชอบ (conscientiousness) ที่ต่ำ (ขาดการจัดระเบียบและการควบคุมตนเองที่ดี) ล้วนสัมพันธ์กับพฤติกรรมนี้โดยตรง ความเชื่อมโยงเหล่านี้ยังคงปรากฏชัด แม้จะควบคุมปัจจัยเรื่องโครโนไทป์หรือนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคนแล้วก็ตาม ดังนั้น จึงดูเหมือนว่าสภาวะทางอารมณ์และลักษณะนิสัยส่วนตัวจะมีอิทธิพลมากกว่ากิจวัตรการนอนตามปกติ หรือแม้แต่วัฒนธรรมการนอนดึกเสียอีก
ในบริบทของประเทศไทย ที่กิจกรรมบันเทิงยามค่ำคืนถือเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นตลาดโต้รุ่ง ร้านอาหารที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง หรือการเสพสื่อดิจิทัล ผลการวิจัยเช่นนี้ท้าทายคำแนะนำทั่วๆ ไป ที่มักเน้นแค่ให้หลีกเลี่ยงหน้าจอก่อนนอน หรือตั้งกฎเกณฑ์การนอนให้เข้มงวดขึ้น สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับแห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Sleep Medicine) ซึ่งสนับสนุนงานวิจัยนี้ ได้เน้นย้ำว่าผู้ใหญ่ต้องการการนอนหลับอย่างน้อยคืนละ 7 ชั่วโมงเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด แต่แค่การรับรู้ข้อมูลนี้อาจไม่เพียงพอ หากความทุกข์ใจคือต้นตอที่ทำให้ยังคงผัดผ่อนการนอนต่อไปเรื่อยๆ (AASM)
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการศึกษาในไทยต่างเตือนว่า นิสัยผัดผ่อนการนอนที่ทำจนเป็นเรื่องปกติ อาจนำไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงกว่าแค่อาการง่วงเหงาหาวนอนในตอนกลางวัน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการอดนอนกับประสิทธิภาพการเรียนรู้ที่ลดลง อัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้น และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือด นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า นิสิตนักศึกษามีปัญหาการนอนหลับสูงขึ้นในช่วงสอบปลายภาค และตั้งข้อสังเกตว่า รูปแบบการใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น การนอนห้องรวมกันในครอบครัวหรือหอพัก ก็อาจส่งผลกระทบต่อตารางการนอนของแต่ละคนได้เช่นกัน (ศูนย์วิจัยการนอนหลับ มหาวิทยาลัยมหิดล)
ในแง่วัฒนธรรม การนอนดึกเป็นเรื่องที่หยั่งรากลึกในชีวิตคนเมืองของไทย การเติบโตของอาชีพในระบบเศรษฐกิจเฉพาะกิจ (gig economy) กระแสความนิยมในการสตรีมมิงออนไลน์ และพฤติกรรม “คืนสุดท้าย” (kult night) ที่ผู้คนมักทำในช่วงสุดสัปดาห์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้คนทำกิจกรรมยามค่ำคืน แต่งานวิจัยล่าสุดนี้ชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานด้านสาธารณสุขควรให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางอารมณ์ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเวลา แนวปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพใจในไทย เช่น การทำสมาธิ การเจริญสติ หรือการฝึกผ่อนคลายตามคำแนะนำก่อนนอน อาจช่วยเสริมสร้างการควบคุมอารมณ์ที่ดีขึ้น และส่งผลให้ลดพฤติกรรมการผัดผ่อนการนอนได้ หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาเรื่อง ‘สติ’ ซึ่งเป็นที่รู้จักและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทย อาจเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนรู้เท่าทันและรับมือกับอารมณ์ด้านลบที่คอยชักจูงให้พวกเขาอดนอนได้
สำหรับอนาคต ผู้วิจัยหลักของงานศึกษาชิ้นนี้เสนอแนะว่า “เนื่องจากพฤติกรรมนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและส่งผลเสียต่อสุขภาพการนอน เราจึงหวังว่าจะต่อยอดงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาว่า การลดอารมณ์เชิงลบในช่วงก่อนนอน จะเป็นแนวทางการบำบัดที่มีประสิทธิภาพสำหรับปัญหาการผัดผ่อนการนอนได้หรือไม่” สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ คลินิกการนอนหลับ ครูอาจารย์ และแม้แต่ผู้ปกครองในประเทศไทย นี่หมายถึงการหันมาให้ความสำคัญกับโครงการที่ไม่ได้สอนแค่การบริหารจัดการเวลา แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การดูแลสุขภาพอารมณ์ที่อยู่เบื้องลึกด้วย แนวทางเหล่านี้อาจรวมถึงการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) การให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม หรือแม้แต่โครงการรณรงค์เรื่องสุขภาพการนอนหลับในชุมชนที่เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย การผสมผสานบริการด้านสุขภาพจิตเข้ากับการให้ความรู้เรื่องการนอนหลับ อาจช่วยให้นักเรียนนักศึกษาจัดการกับความเครียดและสร้างกิจวัตรประจำวันที่ดีต่อสุขภาพได้มากขึ้น
ในอนาคต เราอาจได้เห็นการนำแอปพลิเคชันสุขภาพดิจิทัล หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พัฒนาเป็นภาษาไทย มาใช้เพื่อช่วยให้แต่ละคนสามารถติดตามได้ทั้งพฤติกรรมการนอนหลับ ตลอดจนสภาวะอารมณ์และปัจจัยกระตุ้นทางอารมณ์ในแต่ละวัน ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและการนอนหลับ อาจเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อปัญหาการผัดผ่อนการนอน
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่มองหาแนวทางปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
- สร้างกิจวัตรก่อนนอนอย่างมีสติ เช่น การสำรวจอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง หรือการทำสมาธิ
- จำกัดกิจกรรมที่กระตุ้นหรือสร้างความเครียดก่อนนอน และจัดห้องนอนให้เงียบสงบ เอื้อต่อการพักผ่อน
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากอารมณ์ด้านลบเข้ามารบกวนการนอนหลับเป็นประจำ
- รับรู้ความต้องการทางอารมณ์ของตนเอง และอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากมีอาการซึมเศร้าต่อเนื่อง
- ครอบครัวและบุคลากรทางการศึกษาควรเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสุขภาพจิตและการนอนหลับอย่างเปิดอก โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว
แม้ว่าจะมีงานวิจัยเพิ่มเติมออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ การแก้ปัญหาการนอนไม่พอของคนไทยนั้นต้องการมากกว่าแค่การทำ ‘digital detox’ หรือการตั้งนาฬิกาปลุก การจัดการกับปัจจัยทางอารมณ์และจิตใจที่อยู่เบื้องหลังนิสัยผัดผ่อนการนอน อาจเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะนำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพดีขึ้น ผู้คนได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และพร้อมรับมือกับความท้าทายของสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถศึกษาจากรายงานต้นฉบับได้ที่ Neuroscience News และดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับแห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Sleep Medicine)