รับหน้าร้อนที่ผู้คนทั่วโลกเริ่มออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งกันคึกคัก เทรนด์สุขภาพมาใหม่ที่เรียกว่า “คัลเลอร์วอล์กกิง” (Color Walking) หรือ “การเดินชมสีสัน” ก็จุดกระแสความสนใจบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะใน TikTok สิ่งที่ทำให้กิจกรรมนี้โดดเด่นกว่าเทรนด์เดินอื่นๆ ที่เคยฮิตอย่าง “hot girl walk” หรือ “silent walking” ก็คือ “การเดินชมสีสัน” นั้นทำง่าย แถมได้ประโยชน์ทั้งสุขภาพกายและใจเต็มๆ ยิ่งในยุคที่คนไทยไม่น้อยกำลังมองหากิจกรรมดูแลตัวเองแบบใหม่ๆ ที่ทำได้ไม่ยุ่งยาก โดยเฉพาะคนเมือง การเดินชมสีสันอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผ่อนคลายและฝึกสติได้ดี แถมยังเข้ากับวิถีไทยๆ ที่ผูกพันกับธรรมชาติ
การเดินชมสีสันง่ายนิดเดียว แค่เลือกสีใดสีหนึ่งไว้ในใจก่อนออกเดิน แล้วก็พยายามมองหาสิ่งของที่มีสีนั้นๆ ตลอดทาง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาวะผ่านการถ่ายภาพจาก CEWE ให้ข้อมูลกับ Tom’s Guide ว่า กิจกรรมนี้ไม่ต่างอะไรกับเทคนิคฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบัน อย่างเทคนิคการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส 5-4-3-2-1 หรือการหายใจลึกๆ การจดจ่อมองหาสิ่งของตามสีที่เลือกไว้ เช่น ดอกดาวเรืองสีส้ม รถตุ๊กตุ๊กสีฟ้า หรือมะม่วงดิบสีเขียว จะช่วยดึงสติเรากลับมาจากความฟุ้งซ่านให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมเสริมอีกว่า “มันยังช่วยฝึกสายตาให้ช่างสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว เป็นการเพิ่มการรับรู้ทางประสาทสัมผัส” และยังแนะนำให้ถ่ายภาพธรรมชาติระหว่างเดินไปด้วยเพื่อเสริมผลลัพธ์ให้ดียิ่งขึ้น
อีกเหตุผลที่เทรนด์นี้ฮิตติดลมบนก็เพราะทำง่าย ไม่ต้องมีอุปกรณ์หรูหราหรือเสียค่าสมาชิกแพงๆ ขอแค่มีความอยากรู้อยากเห็นและใจที่พร้อมจะใช้ชีวิตให้ช้าลงสักนิด ไม่ว่าจะเป็นชาวกรุงที่ต้องเผชิญความเครียดในเมืองใหญ่ หรือคนต่างจังหวัดที่อยากใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น การเดินชมสีสันจะช่วยให้ทุกคนได้มองสิ่งรอบตัวในมุมที่แปลกใหม่ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยก็เริ่มแชร์ภาพสวยๆ ทั้งดอกเฟื่องฟ้าสีสด ว่าวหลากสีที่สวนลุมฯ หรือแสงไฟนีออนแดงฉานย่านเยาวราช พวกเขาไม่ได้แค่ฝึกสติ แต่ยังได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสร้างชุมชนคนชอบสีสันไปด้วยในตัว
ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าประโยชน์ของกิจกรรมนี้มีมากกว่าแค่การเบี่ยงเบนความสนใจ เพราะมีงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ว่าการเดินอย่างมีสติช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดได้จริง (PubMed - Mindful Walking) นักวิจัยด้านจิตวิทยาจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งชี้ว่า กิจกรรมที่เน้นการอยู่กับปัจจุบันอย่างการเดินชมสีสัน จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ทำให้หัวใจเต้นช้าลงและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยให้ข้อสังเกตว่า “กิจกรรมที่ทำง่าย ยั่งยืน และส่งเสริมการรับรู้ทางประสาทสัมผัสแบบนี้ เข้ากันได้ดีมากกับปรัชญาด้านสุขภาวะของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
หลักการของการเดินชมสีสันยังสอดรับกับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการสังเกตอย่างใส่ใจและการเปิดรับประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินบิณฑบาตอย่างมีสติของพระสงฆ์ที่ก้าวเดินอย่างสงบพร้อมซึมซับสิ่งรอบตัว หรือแนวคิดเรื่อง “สนุก” แบบไทยๆ (ความรื่นเริงเบิกบานและการละเล่น) ล้วนส่งเสริมให้คนไทยใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในปัจจุบันขณะ ดังนั้น การเดินชมสีสันจึงไม่ใช่แค่เทรนด์ฮิตจากต่างแดน แต่ยังเป็นการต่อยอดแนวทางสร้างสุขและความเป็นอยู่ที่ดีในแบบฉบับไทยๆ นั่นเอง (Bangkok Post)
สำหรับใครที่อยากลองเดินชมสีสัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเดิมๆ ที่คุ้นเคยหรือลองเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในที่ที่มีสีสันสดใส เช่น สวนสาธารณะ ตลาดสด หรือย่านเมืองเก่า ผู้เชี่ยวชาญจาก CEWE แนะนำว่า “ถ้าเป็นไปได้ ลองหลีกหนีจากสีเทาๆ ของตึกรามบ้านช่องในเมือง แล้วออกไปมองหาพื้นที่สีเขียวกันบ้าง” สำหรับคนเมือง การเดินชมสตรีทอาร์ต ทางเดินเลียบแม่น้ำ หรือบริเวณวัดวาอาราม ก็เป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยม การเลือกสีไว้ล่วงหน้าจะสร้างความท้าทายสนุกๆ เช่น คนที่ไปเดินเล่นแถวสวนจตุจักร อาจจะตั้งโจทย์ให้ตัวเองมองหาดอกทานตะวันสีเหลือง จักรยานสีพาสเทล หรือเสื้อผ้าสีสันสดใสของผู้คนที่เดินผ่านไปมา ถ้ามีเวลาน้อย แค่เดินอย่างจดจ่อสัก 10 นาทีก็เห็นผลแล้ว สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลา แต่อยู่ที่ความตั้งใจและความใส่ใจต่างหาก
กิจกรรมนี้เหมาะมากสำหรับคนที่รู้สึกว่ารับข้อมูลดิจิทัลจนล้น หรือกำลังมีความคิดฟุ้งซ่าน ผู้สื่อข่าวของ Tom’s Guide ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินชมสีสันชวนให้เราเปลี่ยนมือถือเป็นโหมดเครื่องบิน ถอดหูฟัง แล้วปลีกตัวจากการแจ้งเตือนที่ดังไม่หยุดหย่อน พอไม่มีสิ่งรบกวน คนที่เดินมักจะรู้สึกสนุกและผ่อนคลายมากขึ้น ผู้สื่อข่าวคนเดิมเล่าว่า “ฉันรู้สึกผ่อนคลายและเหมือนได้พักสมองจริงๆ” การเปลี่ยนจากการเดินไปวันๆ หรือเดินเพื่อทำธุระ มาเป็นการเดินสำรวจอย่างมีสติ อาจช่วยให้คนไทยจำนวนไม่น้อยที่เผชิญชีวิตเมืองอันเร่งรีบได้ผ่อนคลายลงบ้าง
ความนิยมของการเดินชมสีสันจริงๆ แล้วเริ่มมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาด ที่การเดินกลายเป็นกิจกรรมหลักอย่างหนึ่งในการขยับร่างกายและคลายเครียด แต่การกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทยรุ่นใหม่ที่เกาะติดเทรนด์โซเชียลมีเดีย ก็ทำให้วิธีนี้มีแววว่าจะฮิตระลอกใหม่ จุดเด่นสำคัญคือความยืดหยุ่นในการปรับใช้ เพราะสำหรับคนที่มีข้อจำกัดในการรับรู้สี ก็สามารถเปลี่ยนไปจดจ่อกับเสียง สัมผัส หรือแม้แต่กลิ่นแทนได้ เช่น กลิ่นไก่ย่างหอมฉุย หรือกลิ่นดอกมะลิที่โชยมาตามลม
บางคนอาจจะยังสงสัยว่าการเดินชมสีสันมันดีต่อสุขภาพจริงหรือ หรือเป็นแค่กระแสไวรัลในเน็ตที่มาแล้วก็ไป แต่จริงๆ แล้ว มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วหลายชิ้นที่เน้นย้ำถึงคุณประโยชน์ของการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ งานวิจัยชิ้นหนึ่งในวารสาร Mindfulness พบว่า แค่ปรับการเดินธรรมดาๆ ให้มีการจดจ่อกับสิ่งแวดล้อมหรือร่างกายมากขึ้น ก็เชื่อมโยงกับอารมณ์ที่ดีขึ้นและความเครียดที่ลดลงแล้ว บุคลากรด้านสาธารณสุขของไทยเองก็รณรงค์เรื่องการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยมอย่างหนึ่งสำหรับทุกเพศทุกวัยและทุกสภาพร่างกายมานานแล้ว เพราะใช้อุปกรณ์น้อย ปลอดภัย โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เองก็เคยมีแคมเปญคล้ายๆ กัน เพื่อส่งเสริมการเพิ่มจำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน และกระตุ้นให้คนเมืองหันกลับไปเชื่อมโยงกับพื้นที่สีเขียว โครงการชุมชนต่างๆ ของ สสส. ก็มักจะนำองค์ประกอบของการฝึกสติ การหายใจ และการรับรู้ทางประสาทสัมผัสมาประยุกต์ใช้อยู่เสมอ ผู้แทนจาก สสส. ท่านหนึ่งกล่าวในแถลงการณ์ว่า “นวัตกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้ผู้คนหันมาสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวและลดความวิตกกังวล นับเป็นเครื่องมือล้ำค่าในโลกที่เต็มไปด้วยความเครียดเช่นนี้” ผู้แทนท่านเดิมยังเสนออีกว่า สวนสาธารณะในเมืองต่างๆ อย่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ อาจลองจัดกิจกรรม “เดินชมสีสัน” ในอนาคต เพื่อผสานเรื่องสุขภาวะ ศิลปะ และการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้าด้วยกัน (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)
สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้น นี่คือเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญที่ปรับให้เข้ากับบริบทของไทย:
- เลือกเส้นทางที่มีสีสันจัดจ้านแบบไทยๆ เช่น สวนสาธารณะ ตลาดดอกไม้ (อย่างปากคลองตลาด) งานวัด ตลาดสด หรือย่านที่มีสตรีทอาร์ต
- เลือกสีที่มีความหมายดีๆ ตามวัฒนธรรม เช่น สีแดงสื่อถึงโชคดี สีทองคือความรุ่งเรือง หรือสีฟ้าแทนความสงบ แล้วลองมองหาสิ่งของและรายละเอียดต่างๆ ที่เป็นสีนั้น
- ชวนเพื่อนหรือคนในครอบครัวไปด้วยกัน จะได้เปลี่ยนการเดินธรรมดาให้เป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่ได้ทั้งเข้าสังคมและใช้ความคิดสร้างสรรค์
- เดินให้ช้าลงอีกนิด ปล่อยใจให้ซึมซับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ลองนึกถึงพื้นผิว ลวดลาย กลิ่น และเสียงรอบตัว
- ลองถ่ายรูปเก็บไว้เป็นไดอารี่ภาพ หรือจะแชร์สิ่งที่ค้นพบทางออนไลน์ก็ได้ เดี๋ยวนี้คนไทยไม่น้อยก็เริ่มโพสต์ภาพสีสันที่เจอพร้อมติดแฮชแท็ก เป็นการสร้างคอมมูนิตี้เล็กๆ ในโลกดิจิทัล
- ลองเปลี่ยนไปโฟกัสที่ประสาทสัมผัสอื่นๆ บ้างก็ได้ เช่น เสียงจอแจบนท้องถนนในกรุงเทพฯ หรือไอเย็นๆ ของอากาศยามเช้าริมแม่น้ำ
ในอนาคต การเดินชมสีสันอาจเป็นได้มากกว่าแค่เทรนด์ฮิตชั่วข้ามคืน แต่อาจกลายเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะที่เข้าไปอยู่ในโครงการสุขภาพและการท่องเที่ยวของไทยเลยทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เริ่มสนใจนำกิจกรรมนี้ไปประยุกต์ใช้จัดทัวร์เดินชมเมืองตามธีมต่างๆ โดยให้ไกด์เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆ กับชวนมองหาสีสันอย่างมีสติ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นแบบเจาะลึกและเป็นกันเองมากขึ้น
นอกจากนี้ ในอนาคตอาจเห็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขและเทศบาลต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเดินอย่างมีสติผ่านการวางผังเมือง เช่น ปลูกต้นไม้หลากสีสันสดใสริมทางเท้า หรือสนับสนุนการจัดแสดงงานศิลปะแบบป๊อปอัพตามย่านต่างๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักท่องสีสัน ในวันที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความแออัดในเมืองกลายเป็นโจทย์ใหญ่ท้าทายวิถีการดูแลสุขภาพและความสุขแบบเดิมๆ กิจกรรมอย่างการเดินชมสีสันก็นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์แต่เรียบง่าย เหมาะกับคนไทยทั้งในเมืองและต่างจังหวัด
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากลองเปิดประสบการณ์เดินชมสีสัน คำแนะนำง่ายนิดเดียว แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน เลือกสีจากสิ่งรอบตัว แล้วปล่อยให้ประสาทสัมผัสของคุณนำทางไป ไม่ว่าจะเป็นการดื่มด่ำกับสีทองอร่ามของวัดวาอารามในกรุงเทพฯ สีม่วงสดใสของดอกศรีตรังบานสะพรั่งที่เชียงใหม่ หรือสีสันละลานตาของตลาดสดในภูเก็ต เทรนด์การเคลื่อนไหวอย่างมีสตินี้อาจเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยให้คุณค้นพบความสงบ ความคิดสร้างสรรค์ และความผูกพัน ท่ามกลางชีวิตประจำวันที่แสนวุ่นวาย
แหล่งข้อมูล: Tom’s Guide, Mindful Walking - PubMed, Mindfulness Journal, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, Bangkok Post