แม้จะใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่ใครที่เคยคุยกับทั้งชาวอเมริกันและชาวบริติชคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองสำเนียงนี้ เคยสงสัยไหมว่าทำไมภาษาอังกฤษที่ใช้ในอเมริกาถึงมีวิวัฒนาการจนแตกต่างจากภาษาของฝั่งอังกฤษอย่างเห็นได้ชัด? และอะไรคือเบื้องหลังความพยายามอย่างมุ่งมั่นที่จะ “สร้าง” ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันให้มีระบบเป็นของตัวเอง? สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับการเรียน “ภาษาอังกฤษ” ในฐานะภาษากลางหนึ่งเดียว การทำความเข้าใจที่มาที่ไปของความแตกต่างนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ทั้งในแง่การใช้งานจริงและพลวัตของภาษาที่น่าทึ่ง

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17-18 เมื่อชาวอังกฤษระลอกแล้วระลอกเล่าข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกรากในดินแดนที่จะกลายเป็นสหรัฐอเมริกาในอนาคต เมื่อชุมชนอาณานิคมเติบโต ภาษาที่พวกเขาพกติดตัวมาก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยได้รับอิทธิพลจากการพบปะกับชนพื้นเมือง ทาสชาวแอฟริกัน และผู้อพยพจากชาติต่างๆ ที่ตามมาสมทบ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเสียทีเดียว แต่ยังเกิดจากความตั้งใจของกลุ่มปัญญาชนในชาติเกิดใหม่ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์ทางภาษาให้โดดเด่นและแยกขาดจากอังกฤษ ผู้ที่เป็นหัวหอกสำคัญของแนวคิดนี้คือ โนอาห์ เว็บสเตอร์ (Noah Webster) นักพจนานุกรมและนักปฏิรูปการศึกษา ผู้ซึ่งชื่อของเขายังคงอยู่คู่กับพจนานุกรม Merriam-Webster มาจนถึงปัจจุบัน (Encyclopædia Britannica)

เว็บสเตอร์เชื่อมั่นว่าชาติที่เป็นเอกราชไม่เพียงแต่ต้องการการปกครองที่เป็นอิสระ แต่ยังต้องการสัญลักษณ์ทางภาษาที่เป็นของตัวเองด้วย เขากล่าวไว้ว่า “ในฐานะชาติที่เป็นไท เกียรติภูมิของเราย่อมเรียกร้องให้เรามีระบบเป็นของตัวเอง ทั้งในด้านภาษาและการปกครอง” แนวคิดนี้ได้รับการขานรับจากนักคิดอีกหลายคนที่มองว่า “ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน” คือเครื่องมือแสดงความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมของชาติเกิดใหม่ (Oxford English Dictionary) ด้วยอุดมการณ์นี้ เว็บสเตอร์จึงเริ่มต้นภารกิจเปลี่ยนภาษาอังกฤษให้เป็น “อเมริกัน” (Americanize) ทั้งการสะกดคำ ไวยากรณ์ และคลังศัพท์ การปฏิรูปของเขาปรากฏชัดเจนในพจนานุกรมและแบบเรียนการสะกดคำ ซึ่งสามารถเข้ามาแทนที่มาตรฐานของอังกฤษในโรงเรียนทั่วอเมริกาได้สำเร็จภายในช่วงกลางศตวรรษที่ 19

แล้วเหตุใดการ “สร้าง” ภาษานี้ขึ้นมาใหม่จึงสำคัญถึงเพียงนั้น? เหตุผลหลักๆ แบ่งได้เป็น 3 ข้อใหญ่ๆ คือ การสร้างชาติ ความสะดวก และความหลากหลายทางวัฒนธรรม

  1. เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของชาติให้เด่นชัด: การที่สหรัฐอเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษได้จุดประกายความต้องการที่จะเป็นอิสระทั้งในทางการเมืองและวัฒนธรรม การสร้างมาตรฐานภาษาของตัวเองจึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการประกาศอิสรภาพทางวัฒนธรรมนี้ (Smithsonian Magazine)

  2. เพื่อความสะดวกและเรียบง่าย: การปฏิรูปหลายอย่าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนวิธีสะกดคำ มีที่มาจากการมองว่าการสะกดคำในภาษาอังกฤษควรจะสมเหตุสมผลและสอดคล้องกันมากกว่านี้ เช่น การเปลี่ยน “colour” เป็น “color” และ “centre” เป็น “center” รวมถึงการปรับเปลี่ยนอื่นๆ เพื่อให้การเรียนรู้และการเขียนง่ายขึ้น (Merriam-Webster)

  3. เพื่อสะท้อนการผสมผสานทางวัฒนธรรม: ตั้งแต่ยุคบุกเบิก ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันเต็มไปด้วยคำยืมจากภาษาของชนพื้นเมือง ภาษาสเปน ดัตช์ ฝรั่งเศส และภาษาของผู้อพยพรุ่นหลังๆ การหลอมรวมคำจากภายนอกทำให้เกิดคำศัพท์และวิธีใช้ใหม่ๆ ที่ไม่มีในอังกฤษ เช่น “skunk” (สกังก์), “raccoon” (แรคคูน) หรือ “cookie” (คุกกี้) ซึ่งยิ่งตอกย้ำความแตกต่างให้ชัดเจนขึ้น (National Geographic)

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างความแตกต่างที่สำคัญระหว่างภาษาอังกฤษแบบอเมริกันและบริติช ซึ่งสรุปได้ใน 4 ด้านหลักๆ ได้แก่ การสะกดคำ การออกเสียง คำศัพท์ และไวยากรณ์

  • การสะกดคำ: ผลงานการปฏิรูปของโนอาห์ เว็บสเตอร์ สะท้อนให้เห็นชัดที่สุดในด้านนี้ ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันจะใช้ “color,” “organize,” และ “traveler” ขณะที่แบบบริติชจะสะกดว่า “colour,” “organise,” และ “traveller” ตัวอย่างอื่นที่เห็นบ่อยคือ “defense” (อเมริกัน) กับ “defence” (บริติช) และ “theater” (อเมริกัน) กับ “theatre” (บริติช)
  • การออกเสียง: ความต่างของสำเนียงเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะเสียงสระและพยัญชนะ เสียงตัว “r” ท้ายคำที่ชาวอเมริกันออกเสียงชัดเจนเต็มคำ (เช่นในคำว่า “far,” “car”) แต่ฝั่งบริติชมักจะรวบเสียงหรือไม่ออกเสียงเลย
  • คำศัพท์: มีหลายคำที่ใช้ต่างกันหรือมีความหมายไม่เหมือนกัน เช่น “truck” (รถบรรทุก - อเมริกัน) กับ “lorry” (บริติช), “apartment” (อพาร์ตเมนต์ - อเมริกัน) กับ “flat” (บริติช), และ “elevator” (ลิฟต์ - อเมริกัน) กับ “lift” (บริติช) แม้แต่ของใช้ในชีวิตประจำวันก็อาจเรียกต่างกันจนสร้างความสับสนให้ผู้เรียนได้
  • ไวยากรณ์และการใช้ภาษา: แม้ไวยากรณ์หลักๆ จะเหมือนกัน แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างออกไป เช่น คำว่า “gotten” ซึ่งเป็นรูปกริยาช่องที่ 3 ของ “get” ถูกใช้อย่างแพร่หลายในอเมริกา แต่แทบไม่มีในฝั่งบริติชที่นิยมใช้ “got” แทน นอกจากนี้ ชาวบริติชมักจะเคร่งครัดกับการใช้ Present Perfect Tense มากกว่า ขณะที่ชาวอเมริกันมักใช้ Simple Past ในสถานการณ์เดียวกัน (เช่น อเมริกัน: “Did you eat yet?” กับ บริติช: “Have you eaten yet?”)

สำหรับผู้เรียนและคนทำงานชาวไทย การรู้และปรับตัวเข้ากับความแตกต่างเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในหลากหลายสถานการณ์ ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมีอิทธิพลสูงในโลกธุรกิจและเทคโนโลยีระดับโลก ในขณะที่ภาษาอังกฤษแบบบริติชยังคงมีบทบาทสำคัญในแวดวงวิชาการและเป็นรากฐานของหลักสูตรในโรงเรียนไทยหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็เป็นที่เข้าใจกันในวงกว้าง และการได้เรียนรู้ทั้งสองแบบจะช่วยเสริมทักษะความเข้าใจและการสื่อสารของคนไทยบนเวทีโลกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น (British Council Thailand)

ความแตกต่างระหว่างภาษาอังกฤษของสองมหาอำนาจนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ภาษามีชีวิตและปรับเปลี่ยนไปตามประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และตัวตนของผู้คน ไม่ต่างจากภาษาไทยกลางและภาษาถิ่นของเรา ในขณะที่ภาษายังคงวิวัฒนาการต่อไปในทั้งสองฝั่งมหาสมุทร และโลกก็เชื่อมถึงกันมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่าเราจะได้เห็นการหยิบยืมคำศัพท์และสำนวนระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะกลับไปมีมาตรฐานเดียว (BBC) สำหรับคนไทยที่อยากใช้ภาษาอังกฤษให้คล่องแคล่ว แนวทางที่ดีที่สุดคือการรับรู้ความแตกต่างที่สำคัญ มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน และเข้าใจว่าท้ายที่สุดแล้ว ภาษาคือกระจกสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน

ในทางปฏิบัติแล้ว คนไทยควรเลือกใช้ภาษาอังกฤษรูปแบบที่ตอบโจทย์เป้าหมายของตัวเองมากที่สุด เช่น ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันสำหรับงานสายธุรกิจและเทคโนโลยี หรือภาษาอังกฤษแบบบริติชสำหรับแวดวงวิชาการและความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเครือจักรภพ แต่ขณะเดียวกันก็ควรทำความคุ้นเคยกับความแตกต่างหลักๆ ไว้ด้วย การเสพสื่อจริงจากเจ้าของภาษา รวมถึงการใส่ใจเรื่องการสะกดคำและเลือกใช้ศัพท์ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเวลาสื่อสาร จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล