การจัดการปัญหาความไม่ผูกพันกับการเรียนจะเป็นเรื่องปวดหัวที่สุดสำหรับครู หากใช้กระบวนทัศน์ที่ผิด คือรบกับปัญหา

งอกงามความรักเรียน (Student Engagement)  ๖. เอาชนะความไม่ใส่ใจต่อการเรียน  

บทที่ ๖ นี้ ตีความจากหนังสือ Reimagining Student Engagement : From Disrupting to Driving.  Chapter 5  Let’s Tackle Disengagement 

ผมคิดว่า บทที่ ๖ นี้ น่าจะเป็นบทที่มีคุณค่าต่อการเปลี่ยน (transform) ความคิดหรือความคาดหวังของครูมากที่สุดในหนังสือ งอกงามความรักเรียน (Student Engagement) เล่มนี้    โดยเฉพาะการเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นนักเรียนไม่สนใจการเรียนว่าไม่ใช่ปัญหา    แต่เป็นความท้าทายหลักของชีวิตครู   สาระในบทนี้สื่อสารว่าชีวิตครูไม่มีทางปลอดจากการเผชิญสภาพที่นักเรียน (บางคนหรือเกือบทั้งชั้นในบางครั้ง) ไม่สนใจการเรียน   ครูต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจสภาพเหล่านี้    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีทักษะตรวจสอบพบตั้งแต่เนิ่นๆ และดำเนินการ “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” ได้สำเร็จ    ไม่ให้อาการเบื่อเรียนลุกลามเป็นโรคระบาด   

ทั้งครูและนักเรียนเป็นมนุษย์  ซึ่งหมายความว่า มีอารมณ์ความรู้สึก   ความรู้สึกอยากเรียนเบื่อเรียนของนักเรียนจึงย่อมขึ้นๆ ลงๆ ได้ตามสถานการณ์แวดล้อมที่หลากหลาย   ครูต้องทำความเข้าใจสภาพที่ซับซ้อนไม่แน่นอนเหล่านี้    เอามาวางแผนส่งเสริมความตั้งใจเรียน  และป้องกันความไม่ใส่ใจต่อการเรียน   

 

ป้องกันและจัดการความไม่ผูกพันต่อการเรียน

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ไม่ว่าเรื่องใด การดำเนินการส่งเสริมและป้องกันดีกว่ารอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ ที่พูดกันว่า “กันดีกว่าแก้”    เรื่องความผูกพันหรือเอาใจใส่การเรียนของนักเรียน ก็เช่นเดียวกัน   

เมื่อพบกรณีนักเรียนไม่ผูกพันกับการเรียน (disengage)  เคล็ดลับสำคัญสำหรับครูคือ อย่าหลงดำเนินการในลักษณะที่วางพื้นฐานให้นักเรียนถูกจำกัดความเป็นตัวของตัวเอง  จำกัดความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ให้สามารถผูกพันกับการเรียนได้สูงสุดแค่ระดับ “เข้าร่วม” (participating) เท่านั้น    โดยครูหลงใช้อารมณ์ ดุด่าว่ากล่าวนักเรียน   และตำหนิที่ไม่เคารพเชื่อฟังครู     

เมื่อเกิดกรณีนักเรียนไม่ผูกพันกับการเรียน ไม่ว่าในระดับ “ป่วน” (disrupting)  “เลี่ยง” (avoiding)  หรือ “ไม่ใส่ใจ” (withdrawing)    ครูต้องเตือนสติตนเองให้ใช้มาตรการเชิงบวก   ไม่ใช้อารมณ์   และที่สำคัญ ตรวจหาต้นเหตุ (root cause)   โดยตระหนักว่า การไม่ผูกพันกับการเรียนเป็น “อาการ” ไม่ใช่ตัว “โรค”  ที่สำคัญครูต้องหา “ต้นเหตุ” ให้พบ    สำหรับนำมาใช้จัดระบบความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียน   ที่ต้องมีการพัฒนาปรับปรุงต่อเนื่องเรื่อยไป   ตามหลักการหนุนให้นักเรียนมีแรงจูงใจภายในต่อการเรียนของตนเอง  มีความกล้าริเริ่มกระทำการด้วยตนเอง (agency)   

หนังสือ Reimagining Student Engagement แนะนำว่า    ครูควรชวนนักเรียนตั้งเป้าความผูกพันกับการเรียนให้สูงเข้าไว้  ตามจิตวิทยาของการแสดงวาจาและท่าทีความคาดหวังและความรักและหวังดีของครูต่อนักเรียน คือ “คาดหวังสูง สนับสนุนเต็มที่” (high expectation, high support)     

 

เปลี่ยนวาทกรรมเกี่ยวกับความไม่ผูกพันต่อการเรียน

ให้มองอาการที่นักเรียนไม่ผูกพันกับการเรียน ว่าเป็นสัญญาณของต้นเหตุทั้งที่มองเห็นชัด (explicit) และที่ซ่อนอยู่ลึกๆ (implicit) ในระบบนิเวศการเรียนรู้ และระบบนิเวศทางสังคม ของชั้นเรียน ของโรงเรียน และอาจต้องตรวจสอบไปถึงที่บ้าน และในชุมชน    ต้องตรวจสอบหารูปแบบ (pattern) ของการไม่ผูกพัน  ตรวจสอบหาปัจจัยที่หนุน และที่ปิดกั้น การไม่ผูกพัน   รวมทั้งตรวจหาปัจจัยที่สู้รบอยู่กับการไม่ผูกพัน  อย่าหลงคิดว่ามีแต่พันธมิตรของการไม่ผูกพัน    

ลบการตีตราเด็กไม่ตั้งใจเรียน   ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่เป็นผู้ต้องการความช่วยเหลือแก้ปัญหา

ที่จริงนักเรียนทุกคน และคนเราทุกคน ต่างก็เคยอยู่ในสภาพไม่ผูกพันกับการเรียนด้วยกันทุกคน  นี่คือสภาพความเป็นจริงในเรื่องการไม่ผูกพันกับการเรียน   

นักเรียนที่ไม่ผูกพันกับการเรียน หรือไม่ตั้งใจเรียน ต่างก็รู้ดีว่าตนทำผิดกติกาของโรงเรียน   เพราะเป็นที่รู้ดีกันทั่วไปว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่นักเรียนมาเรียน เพื่อวางพื้นฐานความเจริญก้าวหน้าในอนาคตของนักเรียน   นักเรียนที่ไม่ผูกพันกับการเรียนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าไม่ผูกพันในระดับใด มักถูกจัดเป็นนักเรียนที่เป็นตัวปัญหาต่อชั้นเรียน  และถือว่าเป็นเด็กที่มีปัญหา    โดยไม่มีการใช้ประโยชน์จากเด็กเหล่านี้   เพื่อทำความเข้าใจเรื่องความไม่ผูกพันกับการเรียนในหลากหลายมิติ และในแง่มุมที่ลึก ดังกล่าวแล้ว   

นักเรียนเหล่านี้ นอกจากเป็นผู้ต้องการความช่วยเหลือแล้ว   ยังเป็นแหล่งความรู้ว่าด้วยการไม่ผูกพันกับการเรียน    สำหรับนำมาใช้ออกแบบระบบในชั้นเรียน และในโรงเรียน เพื่อหนุนแรงจูงใจ และพลังความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ของนักเรียน    ตามหลักการของ การสอนแนว “ให้ความเป็นตัวของตัวเองและการหนุนเสริม” (autonomy – supportive teaching)    โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เสนอมุมมองของตน และประสบการณ์ของตนต่อการไม่ผูกพันกับการเรียน    ภายใต้บรรยากาศเชิงบวก   ไม่มีการตำหนิหรือลงโทษ   

ตั้งวงสะท้อนคิด  เพื่อหาทางทำความเข้าใจการไม่ผูกพันกับการเรียน   ครูและนักเรียนควรตั้งวงสานเสวนา (dialogue)   ภายใต้กระบวนทัศน์ว่าเรื่องนี้เป็นความท้าทายของทุกคน   ไม่ใช่เป็นปัญหาของนักเรียนเพียงบางคน   โดยร่วมกันตอบคำถามตามตัวอย่างต่อไปนี้

  • รู้สึกอย่างไร เมื่อคุณไม่ผูกพัน หรือไม่มีแรงจูงใจต่อการเรียน
  • คุณมีความคิดอะไรบ้าง เมื่อคุณไม่ผูกพัน หรือไม่มีแรงจูงใจต่อการเรียน
  • สำหรับคุณ มีสถานการณ์หรือกิจกรรมอะไรบ้างที่คุณเข้าไปผูกพันได้ยาก
  • ครูมีส่วนทำให้คุณไม่ผูกพันกับการเรียน   ครูจะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้อย่างไร   พฤติกรรมอะไรของครูที่จะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง   
  • เมื่อคุณไม่ผูกพัน   คุณ“ไม่ใส่ใจ” (withdraw)  “เลี่ยง” (avoid)  หรือ “ป่วน” (disrupt)    เพราะอะไร
  • เพื่อนๆ มีส่วนทำให้คุณไม่ผูกพันหรือไม่    เพื่อนๆ จะมีส่วนช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้อย่างไร   เพื่อนๆ จะทำให้สถานการณ์แย่ลงได้อย่างไร   
  • การไม่ผูกพันกับการเรียนมีผลกระทบต่อตัวคุณอย่างไร    คุณได้หาทางแก้ไขให้คุณผูกพันกับการเรียนอย่างไร   สิ่งที่คุณทำแล้วยิ่งทำให้ยิ่งไม่ผูกพันกับการเรียนคืออะไร   ทำไมคุณจึงทำ
  • เมื่อคุณเรียนทางไกล (ทางอินเทอร์เน็ต) คุณผูกพันกับการเรียนน้อยลงหรือเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเข้าชั้นเรียน   เพราะอะไร            

พึงตระหนักว่า คนเราทุกคนเคยมีช่วงเวลาที่ไม่สนใจหรือไม่ผูกพันกับการเรียน   แต่ไม่ถูกตราว่าเป็นเด็กไม่สนใจเรียน   อาจเพราะมีความชำนาญในการปกปิดไม่ให้ครูเห็น    ดังนั้นการไม่ผูกพันกับการเรียนจึงอาจเป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่ซ่อนเร้น   ทั้งซ่อนเร้นจากการสังเกตเห็นของครู  และที่ซ่อนเร้นจากการสังเกตเห็นของตัวเอง   เป้าหมายของหนังสือ งอกงามความรักเรียน เล่มนี้ คือ หาทางส่งเสริมให้นักเรียนผูกพันกับการเรียนอย่างแท้จริง  และเกิดการเรียนรู้ระดับสูง   

อย่าหลงเข้าไปควบคุมสั่งการ   รู้เท่าทันพฤติกรรมควบคุมสั่งการ

นี่คือคำแนะนำที่มีค่าที่สุดต่อการจัดการความไม่ผูกพันกับการเรียน ให้เป็นไปในทางก่อผลดีต่อนักเรียน ต่อครู  ต่อโรงเรียน และต่อระบบการศึกษา    ซึ่งหมายความว่าก่อผลดีต่อการสร้างพลเมืองไทยคุณภาพสูงในอนาคต   

ตามปกติ เมื่อมีนักเรียนแสดงอาการไม่สนใจเรียน ครูจะดุ  อาจจะถึงขนาดด่า ว่ากล่าวและลงโทษ    นี่คือวิธีการที่ผิด   ที่จะยิ่งหนุน (ทางอ้อม) ให้นักเรียนยิ่งไม่สนใจเรียน    และไม่ใช่เกิดผลร้ายต่อนักเรียนที่ไม่สนใจเรียนคนนั้นหรือกลุ่มนั้นเท่านั้น   แต่ก่อผลร้ายต่อการผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนทั้งชั้น    นี่คือความรู้ที่มีผลงานวิจัยจำนวนมากมายสนับสนุน   

ตามหลักจิตวิทยา เมื่อครูใช้วิธีดุด่าว่ากล่าวหรือลงโทษ   ครูกับนักเรียนจะกลายเป็นฝ่ายตรงกันข้าม  นักเรียนจะหาทางเอาชนะครูด้วยสารพัดวิธี  ครูจะต้องคอย “จับปูใส่กระด้ง” จนหมดแรง   นี่คือผลของการใช้จิตวิทยาเชิงลบ เชิงใช้อำนาจของครู   ที่จะไม่เกิดผลดีต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน    และที่สำคัญ ไม่ก่อผลดีต่อการที่นักเรียนจะพัฒนาแรงจูงใจภายในของตนเอง  และพัฒนาความเป็นนักริเริ่มกระทำการ (agency) ของตน   

คำแนะนำคือ ต้องใช้จิตวิทยาเชิงบวก    ที่ครูกับนักเรียนเป็นฝ่ายเดียวกัน ร่วมมือกันหาทางส่งเสริมให้นักเรียนได้รับประโยชน์จากชั้นเรียน  โรงเรียน และระบบนิเวศในโรงเรียนให้มากที่สุด   โดยร่วมกันทำความเข้าใจสาเหตุเบื้องลึก (root causes) ของการไม่ผูกพันกับการเรียน  สำหรับนำมาใช้เป็นข้อมูลหลักฐานสำหรับร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่หนุนให้นักเรียนมีความผูกพันกับการเรียน   และได้รับประโยชน์จากการมาโรงเรียนตามที่นักเรียนมีเจตนารมณ์         

ทำตามข้อมูลหลักฐาน อย่าทำตามสามัญสำนึก (intuition)  

แนะนำให้ครูหาข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับสภาพความผูกพันกับการเรียนในห้องเรียน   รวมทั้งข้อมูลหลักฐานของปัจจัยเอื้อและปัจจัยปิดกั้นความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียน   ในลักษณะทำอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร   โดยนักเรียนเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด  และนักเรียนจะให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาต่อเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเป็นแบบ “หุ้นส่วน” (partners) ไม่ใช่แบบผู้มีอำนาจเหนือ - ผู้อยู่ใต้อำนาจ 

ตัวอย่างวิธีเก็บข้อมูลหลักฐาน

ครูคู่หู (Buddy System)    จับคู่กับเพื่อนครูในโรงเรียนเดียวกันที่รักและไว้ใจกัน    ผลัดกันเข้าสังเกตชั้นเรียน หรือผลัดกันดู VDO บันทึกเหตุการณ์ในชั้นเรียนของกันและกัน  โดยในกรณีนี้สังเกตเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียน    โดยในแต่ละครั้ง ครูผู้ทำการสอนให้เพื่อนสังเกต เป็นผู้ระบุว่าตนต้องการพัฒนาวิธีจัดการเรียนการสอนด้านใดบ้าง    อยากให้เน้นสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนหรือของครู    เน้นพฤติกรรมด้านใด    เช่น อยากให้ช่วยสังเกตลักษณะพฤติกรรมที่สะท้อนการไม่ผูกพันกับการเรียนในลักษณะซ่อนเร้น คือในระดับ “ไม่ใส่ใจ” (Withdrawing)   เกิดขึ้นในนักเรียนคนไหน  ในช่วงใด มีผลต่อนักเรียนคนอื่นๆ หรือไม่   โดยเป็นพฤติกรรมที่ครูผู้สอนไม่สังเกตเห็น    หรืออยากให้สังเกตพฤติกรรมของครูผู้สอน ว่าตอบสนองพฤติกรรมไม่ผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนอย่างไรบ้าง    มีการใช้ท่าทีวาจาแสดงอำนาจบ้างหรือไม่ หากมี ในเหตุการณ์ใด  จะมีวิธีช่วยเตือนสติครูไม่ให้เผลอได้อย่างไร   เป็นต้น 

ควรมีกระดาษสำหรับจด   โดยแบ่งหน้ากระดาษเป็น ๓ ช่องด้านตั้ง   ช่องซ้ายสุดเป็นพฤติกรรมที่สังเกตเห็น   ช่องกลางเป็นการตีความสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน    ช่องขวามือเป็นคำถามต่อประเด็นนั้น    หลังสังเกตชั้นเรียน ครูทั้งคู่มารับฟังและสะท้อนคิดร่วมกัน       

 สะท้อนคิดโดยมีวิดีทัศน์ประกอบ   ใช้หลักการทำนองเดียวกันกับในหัวข้อ ครูคู่หู  แต่การบันทึกวิดีทัศน์มีข้อดีเพิ่มขึ้นคือ นำกลับมาทบทวนซ้ำได้   เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าเมื่อเวลาผ่านไป    ทั้งวิธีนี้และวิธีที่แล้ว มีคุณค่าสูงอยู่ที่การแชร์ข้อมูลระหว่างเพื่อนครู ในเรื่องเป้าหมายของการพัฒนาตนเอง และผลงานซึ่งหมายถึงนักเรียน   แชร์ข้อสังเกต และแชร์การตีความสะท้อนคิด   ภายใต้ท่าทีของการใช้จิตวิทยาเชิงบวก   คือนำเอาประเด็นเชิงลบ - การไม่ผูกพันกับการเรียนของนักเรียน มาสร้างผลกระทบเชิงบวก หลากหลายด้าน  เน้นการให้คำแนะนำป้อนกลับ และสนับสนุนซึ่งกันและกัน       

นักเรียนให้คำแนะนำป้อนกลับ    นักเรียนเป็นแหล่งคำแนะนำป้อนกลับแก่ครูที่ดีที่สุด    โดยมีวิธีการหลากหลาย    ตัวอย่างเช่น

  • ขอให้นักเรียนบอกระดับการผูกพันกับการเรียนของตน (ตาม student engagement continuum) ในช่วงคาบเรียน   โดยอาจใช้ App และแสดงผลการกระจายและค่าเฉลี่ยของคะแนนขึ้นจอ   และอาจใช้เวลาสองสามนาทีให้ตัวแทนของนักเรียนที่ให้ค่าสูง ค่าเฉลี่ย  ค่าต่ำ บอกความรู้สึกและเหตุผล กลุ่มละ ๑ - ๒ คน  อาจให้นักเรียนเสนอด้วยว่าทำอย่างไรระดับความผูกพันกับการเรียนจะสูงขึ้น
  • ขอให้นักเรียนให้คำแนะนำป้อนกลับ (feedback) เกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่เพิ่งผ่านไป  ว่ามีส่วนกระตุ้นแรงจูงใจต่อการเรียน  หรือมีส่วนกระตุ้นความไม่อยากเรียน อย่างไร    ปรับปรุงอย่างไรจึงจะช่วยให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจต่อการเรียนเพิ่มขึ้น
  • ขอให้นักเรียนให้คำแนะนำป้อนกลับต่อครู   ว่าพฤติกรรมของครูช่วงไหนกระตุ้นให้นักเรียนผูกพัน   ช่วงไหนทำให้นักเรียนลดความผูกพัน  เพราะอะไร   มีคำแนะนำให้ครูปรับปรุงอย่างไรบ้าง
  • ขอคำแนะนำป้อนกลับจากนักเรียนตรงๆ ว่าครูควรปรับปรุงวิธีจัดการเรียนอย่างไรบ้าง   เพื่อให้นักเรียนผูกพันกับการเรียนมากขึ้น           

อาจใช้ บัตรออกจากห้องเรียน ก่อนจบคาบ ๒ นาที ให้นักเรียนเขียนบัตรออกจากห้องเรียน นำไปวางในตะกร้าที่ประตูทางออก    โดยมีบัตรออกจากห้องเรียน ๓ แบบ

  • โจทย์เกี่ยวกับการเรียน เช่น จงเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในคาบนี้
  • โจทย์เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้  เช่น จงระบุสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ
  • โจทย์เกี่ยวกับคุณภาพของการสอน  เช่น นักเรียนสนุกกับการเรียนคาบนี้ไหม 

ผมมีคำแนะนำ ให้ใช้กระดาษ A4 แบ่งครึ่ง   ให้นักเรียนแต่ละคนตอบคำถาม ๓ ข้อ เป็นข้อความ ๑ - ๒ ประโยคในแต่ละข้อ

  1. ฉันรู้แล้วว่า......
  2. ฉันอยากรู้ว่า.....
  3. ฉันอยากบอกว่า.....

การไม่ผูกพันอย่างไม่โจ่งแจ้ง (passive) ไม่ได้ก่อผลร้ายน้อยกว่าไม่ผูกพันอย่างโจ่งแจ้ง (active)   

นี่คือข้อพึงระวังของการใช้ตาราง student engagement continuum หกระดับ    ในกรณี ๓ ระดับทางขวา ที่เป็นสภาพของการมีความผูกพันต่อการเรียนที่ยกระดับขึ้นตามลำดับจากซ้ายไปขวา    คือการผูกพันในระดับ “ลงทุน” ก่อผลดีมากกว่าระดับ “เข้าร่วม”  และการผูกพันในระดับ “ขับเคลื่อน” ก่อผลดีมากกว่าในระดับ “ลงทุน”    แต่ใน ๓ ระดับทางซ้าย คิดแบบเดียวกันไม่ได้    คือไม่ผูกพันระดับ “ไม่ใส่ใจ” ไม่ได้ก่อผลร้ายต่อนักเรียนผู้นั้นน้อยกว่าระดับ “เลี่ยง”  รวมทั้งไม่น้อยกว่าระดับ “ป่วน” ด้วย    นี่คือผลของการวิจัย    แต่ความไม่ผูกพันระดับ“ป่วน” ก่อผลร้ายต่อการเรียนของนักเรียนคนอื่นๆ ด้วย   รวมทั้งก่อความเดือดร้อนทางอารมณ์ต่อครูมากกว่า   

สรุปว่า ความไม่ผูกพัน ไม่ว่าในระดับใด ก่อผลร้ายต่อนักเรียนผู้นั้นรุนแรงพอๆ กัน   แต่ความผูกพันยิ่งสูง ยิ่งก่อผลดีต่อนักเรียนผู้นั้น    หน้าที่ของครูคือ หาทางส่งเสริมให้นักเรียนมีความผูกพันกับการเรียนอยู่ใน ๓ ระดับทางขวามือของ student engagement continuum   และหาทางป้องกันไม่ให้นักเรียนคนใดหลุดเข้าไปอยู่ใน ๓ ช่องซ้ายมือ    โดยมีคาถาคือ ใช้นักเรียนเป็นหุ้นส่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้           

รับรู้และยอมรับความรู้สึกเชิงลบ

ยอมรับในที่นี้หมายความว่ายอมรับว่ามีและเกิดขึ้นได้  เช่น นักเรียนบ่นว่าน่าเบื่อ  งานหนักเกินไป ทำไมต้องทำด้วย   ครูต้องยอมรับว่าย่อมมีนักเรียนที่มีความรู้สึกเชิงลบ    และรับรู้ว่าความรู้สึกเชิงลบนี้นำสู่การไม่ผูกพันกับการเรียน  เป็นผลร้ายต่อนักเรียน   

ครูต้องตระหนักว่า การแก้ปัญหาดังกล่าว ทำไม่ได้โดยมาตรการเชิงลบ เชิงใช้อำนาจของครู (มีผลวิจัยยืนยัน)    แต่ค่อยๆ แก้ปัญหาได้โดยใช้ตัวนักเรียนเองเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการแก้ปัญหานี้   เริ่มจากชวนนักเรียนคุยว่า ความรู้สึกลบนั้นก่อผลร้ายต่อนักเรียนอย่างไรบ้าง  มีวิธีขจัดความรู้สึกลบเหล่านั้นได้อย่างไร   ต้องการให้ครูช่วยหนุนอย่างไรบ้าง   

นั่นคือ ครูต้องใช้มาตรการ “หนามยอกเอาหนามบ่ง”  คือใช้นักเรียนนั่นเองเป็นผู้ลงมือแก้ปัญหาความไม่ผูกพันกับการเรียนของตนเอง   เริ่มจากการที่ครูแสดงท่าที่เคารพให้เกียรตินักเรียน   ยอมรับอารมณ์ลบ อันได้แก่ เบื่อ  โกรธ ขัดใจ  กังวล  เครียด ของนักเรียน    ชวนกันทำความเข้าใจที่มาของอารมณ์นั้น   และร่วมกันหาทางป้องกัน เพื่อประโยชน์ของนักเรียนเอง   โดยใช้จิตวิทยาเชิงบวก   ไม่มองการมีอารมณ์ลบเป็นบาป ไม่มองนักเรียนที่มีอารมณ์ลบว่าเป็นตัวปัญหา   แต่มองว่าเป็นศิษย์ที่ครูต้องเข้าไปเรียนรู้และหาทางช่วยให้นักเรียนแก้ปัญหาของตนเองได้   

การที่ครูมีท่าทีเชิงบวก ให้ความเมตตากรุณาแก่ศิษย์ที่มีอารมณ์ลบ  ชวนนักเรียนเหล่านั้นร่วมกันทำความเข้าใจ และร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีอิทธิพลเชิงบวก   ดำเนินตามเส้นทาง “ให้นักเรียนเป็นตัวของตัวเอง  ครูให้การสนับสนุน” (autonomy – support path) จะเอาชนะความไม่ใส่ใจในการเรียนได้ในที่สุด             

 

ทำความรู้จักความไม่ผูกพันต่อการเรียน

การเตรียมทำความรู้จักความไม่ผูกพันกับการเรียนมี ๒ ส่วนหลัก คือ  (๑) สำรวจหาพฤติกรรมที่แสดงว่านักเรียนไม่ผูกพันกับการเรียน  (๒) หาปัจจัยที่ขัดขวางการผูกพันกับการเรียนของนักเรียน 

ไม่ว่าเตรียมนักเรียนบางคน หรือนักเรียนทั้งชั้น ใช้หลักการเดียวกัน คือ ครูกับนักเรียนเสวนากันเพื่อแชร์ ไอเดีย  ข้อสังเกต และความคิด    โดยใช้คำถามหรือคำสนทนา ดังตัวอย่าง

  • นรินทร์ ครูสังเกตว่าเธอไม่ค่อยสนใจคาบเรียนนี้  เธอมีอะไรอยากบอกครูไหม (ไม่ใช้ท่าทีเชิงอำนาจ)
  • ตอนนี้นักเรียนมีการผูกพันต่อการเรียนอยู่ในระดับไหนของ student engagement continuum   มีหลักฐานอะไรว่าเธออยู่ในระดับนั้น
  • ครูจะช่วยอะไรได้บ้างไหม   เพื่อให้เธอผูกพันกับการเรียนเพิ่มขึ้น
  • มีสิ่งที่นักเรียนลงมือทำเองได้บ้างไหม  เพื่อยกระดับความผูกพันกับการเรียน 

ทำความรู้จักสภาพ “ไม่ใส่ใจ” (withdrawing) 

นักเรียนที่อยู่ในสภาพ “ไม่ใส่ใจ” ไม่ต้องการเรียน   และไม่ต้องการให้ครูรู้ว่าตนไม่อยากเรียน   จึงแกล้งทำเป็นอยู่ในสภาพกำลังเรียน เพราะไม่อยากขัดใจครู   ในหลายกรณีจึงแยกยากจากสภาพที่นักเรียนผูกพันกับการเรียน ในระดับ “เข้าร่วม” (participating)    

ในสภาพไม่ผูกพันต่อการเรียนระดับ “ไม่ใส่ใจ”  จิตใจของนักเรียนมี “๓ ไม่” ต่อการเรียน คือ  ไม่สนใจ  ไม่พยายาม และไม่มีแรงจูงใจ   ตัวอย่างคำพูดหรือความรู้สึกของนักเรียน ที่ไม่ผูกพันกับการเรียนในระดับ“ไม่ใส่ใจ”  ได้แก่ 

  • ฉันกำลังคิดเรื่องอื่น
  • ฉันกำลังมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง  สู่ท้องฟ้า
  • ฉันวาดรูปเล่น เพื่อฆ่าเวลา
  • ฉันนั่งมองนาฬิกา รอให้หมดคาบเรียน
  • เมื่อครูเดินมาใกล้ ฉันแกล้งทำเป็นง่วนอยู่กับงาน
  • ฉันแกล้งทำเป็นฟังและสนใจ
  • ฉันเลือกที่จะไม่ร่วมอภิปรายหรือทำงานของกลุ่ม
  • ฉันใช้ความพยายามนิดเดียวต่องาน
  • ฉันไม่อยากเรียนวิชานี้
  • ฉันเบื่อ 

เพื่อไม่ให้สภาพ “ไม่ใส่ใจ” หลบซ่อนอยู่ในห้องเรียน   ครูควรชวนนักเรียนอภิปรายหรือเสวนาแลกเปลี่ยนกันอย่างเปิดอก   ว่าตนเองเคยตกอยู่ในสภาพนี้บ้างหรือไม่  ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร  ทำพฤติกรรมอะไร  ปลดปล่อยตนเองออกมาอย่างไร   จะช่วยให้นักเรียนและครูรู้จัก รู้เท่าทัน สภาพ “ไม่ใส่ใจ” และร่วมกันป้องกันได้ดียิ่งขึ้น   

ทำความรู้จักสภาพ “เลี่ยง” (avoiding)  

นี่คือสภาพที่นักเรียนไม่ผูกพันกับการเรียนอย่างจงใจ หรืออย่างรู้ตัว   และไม่กังวลว่าครูจะสังเกตเห็น   ตัวอย่างของพฤติกรรม “เลี่ยง”  ได้แก่ 

  • หาทางผัดวันประกันพรุ่ง
  • หาทางออกจากห้องเรียน หรือเดินไปรอบๆ ห้อง
  • ไม่เตรียมวัสดุสิ่งของประกอบการเรียน
  • ทำกิจกรรมอื่นระหว่างเรียน
  • เล่นกับเพื่อน หรือเล่นของเล่น ระหว่างเรียน
  • คุยเรื่องอื่นกับเพื่อนระหว่างเรียน 

ครูกับนักเรียนเป็นหุ้นส่วนเตรียมป้องกันสภาพนี้ร่วมกัน   โดยตั้งวงเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมกันทำรายการของพฤติกรรม “เลี่ยง” การเรียน  รวมทั้งร่วมกันออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนอยากเรียน   และร่วมกันวางแผนป้องกันพฤติกรรมตามในรายการ   

ครูและนักเรียน (และพ่อแม่ผู้ปกครอง?) ควรร่วมกันหารือว่า จะขยายการดูแลระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนไปที่บ้านและในชุมชนได้อย่างไรบ้าง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการสิ่งเย้ายวนดึงดูดความสนใจออกไปจากบทเรียน   

ทำความรู้จักสภาพ “ป่วน” (disrupting) 

เป็นสภาพที่นักเรียนจงใจไม่เรียน และหาทางปิดกั้นการเรียนของนักเรียนคนอื่นๆ   ซึ่งอาจทำโดยเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน    ในสภาพเช่นนี้ นักเรียนที่แสดงพฤติกรรมไม่แคร์ว่าคนอื่นจะคิดต่อตนอย่างไร   หรืออาจถึงกับต้องการใช้พฤติกรรมนี้ทำให้ตนเองดูเด่น

เป็นสภาพในชั้นเรียนที่เสี่ยงต่อการที่ครูจะใช้อำนาจมากที่สุด  เพราะเป็นเรื่องด่วนที่จะต้องยุติพฤติกรรมนี้    เพื่อไม่ให้การเรียนรู้ของนักเรียนคนอื่นๆ ถูกกระทบด้วย   

ตัวอย่างพฤติกรรม ได้แก่

  • หาทางขัดขวางไม่ให้ครูสอน
  • หาทางขัดขวางไม่ให้เพื่อนเรียน หรือทำงาน
  • ปฏิเสธการเรียน หรือการทำงาน
  • โต้เถียงครู หรือเพื่อน
  • หาทางเบี่ยงเบนความสนใจของเพื่อน
  • หาทางทะเลาะกับเพื่อน

ในการตั้งวงทำความเข้าใจพฤติกรรมระดับนี้   ต้องเน้นยกพฤติกรรมขึ้นมาทำความเข้าใจ   อย่าเน้นที่ตัวบุคคล    คือต้องระมัดระวังว่า ไม่ต้องการตำหนิหรือทำให้เสียหน้า    เน้นการทำความเข้าใจอารมณ์  ความรู้สึก ความคิด  มุมมอง ของนักเรียนผู้นั้นขณะแสดงพฤติกรรมนั้น   รวมทั้งทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมนั้นทำร้ายตนเอง และเพื่อนนักเรียนในชั้น รวมทั้งนักเรียนชั้นอื่นๆ อย่างไรบ้าง   

ในวงทำความเข้าใจพฤติกรรมดังกล่าว    ต้องทำความเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด  มุมมอง ของผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย  ได้แก่เพื่อนนักเรียน  ครู  รวมทั้งผู้รู้เห็นเหตุการณ์    โดยเน้นท่าทีและจิตวิทยาเชิงบวก    ไม่เน้นการใช้อำนาจ  การตำหนิ หรือลงโทษ    เน้นว่านักเรียนที่แสดงพฤติกรรมก็เป็น “หุ้นส่วน” (partner) ของการเรียนรู้ปัจจัยที่นำสู่การไม่ผูกพันกับการเรียน    เพื่อหาทางจัดระบบที่เกื้อหนุนต่อการผูกพันกับการเรียน ผ่านการยกระดับแรงจูงใจ (inner motivation) ต่อการเรียน  และความเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ (agency) ของนักเรียน (ทุกคน) 

 

ทะลวงหัวใจของปัญหา

นี่คือการทำความเข้าใจการไม่ผูกพันกับการเรียน เพื่อให้เข้าใจสาเหตุระดับรากเหง้า (root cause)   สำหรับนำมาออกแบบระบบการเรียนรู้ที่หนุนความผูกพันกับการเรียน    โดยครูกับนักเรียนร่วมกันออกแบบ   

ในตอนก่อนๆ ได้ทำความเข้าใจสาเหตุที่มาจากพฤติกรรมของครู  ที่มีรากเหง้ามาจากความเชื่อว่า ครูต้องใช้อำนาจควบคุมชั้นเรียน  ที่เป็นสาเหตุให้แรงจูงใจภายในของนักเรียนต่อการเรียนถูกปิดกั้น    รวมทั้งความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการของนักเรียนก็ถูกบั่นทอนด้วย    นำสู่พฤติกรรมไม่ผูกพันกับการเรียน   

ต่อไปนี้เป็นปัจจัยอื่นๆ ที่ปิดกั้นความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียน

ยากเกิน

นี่คือสภาพที่นักเรียนมีความมั่นใจตนเอง (self-confidence) ต่ำในเรื่องที่กำลังเรียน    เมื่อประสานกับอีก ๒ ปัจจัย คือ (๑) นักเรียนไม่เข้าใจว่ากำลังเรียนอะไร เพื่ออะไร  และมีมุมมองหรือความรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากสำหรับตน ที่จะเรียนได้หรือทำได้   (๒) นักเรียนไม่คิดว่าครูจะช่วยหนุนให้ตนเรียนได้สำเร็จ   

จะเห็นว่า การไม่ผูกพันกับการเรียนของนักเรียนมีรากเหง้ามาจาก ๓ ทาง  (๑) ตัวนักเรียน  (๒) ท่าทีของครู  และ (๓) ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครู    

คำแนะนำต่อครูในการจัดการปัญหาความรู้สึกของนักเรียนว่าบทเรียนยากเกินไป ได้แก่ 

  • สื่อสารเป้าหมายของการเรียนรู้อย่างชัดเจน   กำหนดกิจกรรมที่นักเรียนทำชัดเจน   บอกเส้นทางสู่ความสำเร็จ  และหนุนให้นักเรียนกำหนดเจตนารมณ์ของการผูกพันต่อการเรียน
  • รู้จักนักเรียน  รู้ว่านักเรียนกำลังอยู่ตรงไหนในเส้นทางการเรียนรู้สู่ความสำเร็จ   เรียนรู้แบบแผนและลักษณะการเรียนของนักเรียน รวมทั้งเข้าใจแบบแผนการผูกพันและไม่ผูกพันต่อการเรียน    คาดการณ์อุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่นักเรียนเป็นรายคน   
  • แยกแยะกิจกรรมการเรียนรู้ นำมาแสดงการยอมรับความแตกต่างหลากหลาย   และแสดงบทบาทหนุนนักเรียนแต่ละคนตามความเมาะสมของเส้นทางและระดับการผูกพันต่อการเรียนของเขา    เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเขาสามารถบรรลุเป้าหมายของการเรียนได้   
  • แสดงความอดทนและมานะพยายามเป็นตัวอย่างแก่นักเรียน   และให้เวลานักเรียนเรียนตามอัตราความเร็วที่เหมาะต่อตนเอง   
  • เตรียมความพร้อมร่วมกับนักเรียน เพื่อกำหนดระดับความท้าทายที่เหมาะสม  รวมทั้งเส้นทางการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนเชื่อว่าตนบรรลุได้   
  • หนุนให้นักเรียนมีมุมมองเชิงบวกต่อความท้าทายและความยากลำบาก    มีท่าทีล้มแล้วลุก (resilience) ต่อความผิดพลาดและความล้มเหลว    รู้จักแสวงหาความช่วยเหลือเมื่อบทเรียนยากเกินกำลัง    ครูมีสติไม่เข้าไปช่วยคิดหรือทำแทน   แต่ช่วยให้ “นั่งร้าน” (scaffolding) ด้วยคำถามเชิงชี้นำ ให้นักเรียนคิดหาทางออกด้วยตนเอง   เรื่องนี้มีรายละเอียดในหนังสือ ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษษย์ (gotoknow.org/posts/721687) 

ง่ายเกิน

โจทย์ของการเรียนต้องมีความยากพอดีๆ จึงจะดึงดูดความสนใจต่อการเรียนของนักเรียน  ยากไปหรือง่ายไปไม่ดีทั้งสิ้น  หากง่ายเกินไปนักเรียนจะรู้สึกว่าเรียนไปตนก็ไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น    เอาเวลาไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่นดีกว่า   

แค่ไหนเรียกว่ายากพอดี คือโจทย์ของครู   หลักการคือ โจทย์ของการเรียนต้องเป็นการหนุนให้นักเรียนนำเอาความรู้เดิมที่ตนมีอยู่แล้ว เอาไปจับเอาความรู้ใหม่เข้ามาเพิ่มพูนให้แก่ตนเอง   ตามหลักการในหนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไร (https://www.scbfoundation.com/stocks/15/file/1381235643fnpja15.pdf)  ครูต้องรู้ว่านักเรียนมีความรู้เดิมเพียงพอต่อการทำความเข้าใจและสร้างความรู้ใหม่ใส่ตน   โดยที่นักเรียนรู้สึกว่าการสร้างความรู้ใหม่ใส่ตนผ่านการทำกิจกรรมนั้นมีคุณค่าต่อตนเอง และมีความท้าทายให้ใช้ความพยายาม   หากโจทย์ที่ครูให้ เป็นการใช้ความรู้เดิมเกือบทั้งหมด แทบไม่มีการสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาตอบโจทย์นั้นเลย นักเรียนย่อมรู้สึกว่าง่ายเกิน  

ความรู้สึกว่าง่ายเกิน นอกจากขึ้นกับโจทย์หรือกิจกรรมแล้ว   ยังขึ้นกับกระบวนการหรือวิธีการตอบโจทย์นั้น    หากเป็นวิธีการที่นักเรียนคุ้นเคย นักเรียนย่อมรู้สึกว่าง่าย   

ตัวอย่างวิธีจัดการเพื่อป้องกันความรู้สึก “ง่ายเกิน” ของนักเรียน

  • ใช้การทดสอบก่อนเรียน (preassessment) เพื่อหาสิ่งที่นักเรียนรู้และทำได้แล้ว    กับสิ่งที่ยังไม่รู้และทำไม่ได้   เอามาเป็นข้อมูลประกอบการตั้งโจทย์ที่มีความท้าทายและดึงดูดความสนใจของนักเรียน   
  • ในการออกแบบ “กิจกรรมการเรียนรู้” (learning activities) ครูต้องเปิดช่องให้ปรับระดับความท้าทายของบทเรียนให้ยากขึ้น (หรือยากน้อยลง) ได้   รวมทั้งเตรียมช่องทางตั้งคำถามที่กระตุ้นความคิด และความผูกพันกับการเรียนในระดับที่สูงขึ้น
  • ขอให้นักเรียนช่วยแนะนำวิธีปรับบทเรียนที่ ง่ายเกินไป ให้มีความท้าทายเพิ่มขึ้น  กระตุ้นให้นักเรียนสนใจและเข้าผูกพันกับการเรียน   
  • ทำความเข้าใจพฤติกรรมของครู ที่เป็นตัวการทำให้กิจกรรมที่มีความท้าทายพอดีสำหรับนักเรียน  กลายเป็นกิจกรรมที่ “ง่ายเกิน”   ครูปิดกั้นโอกาสที่นักเรียนจะได้คิดเองหรือเปล่า    ครูปิดโอกาสที่นักเรียนจะเผชิญความยากลำบากด้วยตัวเอง จนค้นพบวิธีการสู่ความสำเร็จด้วยตนเอง หรือเปล่า   ครูเปลี่ยนวิธีการเรียนจากแนวทางที่นักเรียนต้องคิดเอง ไปเป็นให้นักเรียนทำตามคู่มือหรือเปล่า   
  • ขอให้นักเรียนให้คำแนะนำป้อนกลับ เกี่ยวกับความชอบของตนต่อการได้รับงานที่ท้าทาย และการที่ตนได้รับความท้าทาย    ในบทเรียนที่ผ่านมา ช่วงใดบ้างที่ต้องคิดอย่างจริงจัง   นักเรียนให้ระดับความท้าทายของบทเรียนนี้ในระดับใด  (๑ - ๕) 
  • ติดตามระดับความท้าทายในระหว่างคาบเรียน โดยให้นักเรียนประเมิน   ครูต้องหมั่นประเมินจนเป็นนิสัย เพื่อรู้ว่านักเรียนคนใดชอบให้มีความท้าทายเพิ่มขึ้น  คนไหนมีทักษะรับการท้าทายเพิ่มขึ้น    ผมขอเพิ่มเติมว่า การประเมินอย่างสม่ำเสมอนี้ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่สะท้อนว่าครูมีความเอาใจใส่ความรู้สึกของนักเรียน  ช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างนักเรียนกับครู   มีประโยชน์ต่อการยกระดับความผูกพันต่อการเรียนของนักเรียนในภาพรวม         

ความรู้และทักษะที่นักเรียนมีอยู่แล้วเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งสำหรับกำหนดระดับความท้าทายของบทเรียน    ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ความมั่นใจต่อการเรียน   ความพร้อมในการเผชิญความท้าทายและฟันฝ่ายามเผชิญความยากลำบาก   ทักษะในการแสวงหาความช่วยเหลือ   และแรงจูงใจต่อการเรียน (ได้แก่ ความสนใจ  ความสงสัยใคร่รู้ การคุณค่าต่อบทเรียนนั้น หรือมองว่าบทเรียนนั้นมีความหมายสำหรับตน) 

ความรู้สึกว่าบทเรียนยากหรือง่ายแตกต่างกันในนักเรียนต่างคน    ครูต้องรู้จักนักเรียนเป็นรายคน   นำมาออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม  และปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนที่เหมาะสม ต่อการสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนอยากผูกพันกับการเรียน    

หากนักเรียนมั่นใจว่าครูจะคอยอยู่เคียงข้าง คอยให้คำแนะนำ (มั่นใจว่าจะได้รับ high support)   นักเรียนจะกล้ากำหนดระดับความท้าทายของบทเรียนที่ยากขึ้น (กล้ากำหนด high expectation)        

น่าเบื่อ

คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะวัยรุ่น เป็นคนขี้เบื่อ   บทเรียนตามตำรามีแนวโน้มที่จะน่าเบื่อ  ยาขนานเอกที่จะกระตุ้นสมองนักเรียนให้ลุกโพลงด้วยพลังงานเพื่อการเรียนรู้คือ “สถานการณ์ในโลกที่เป็นจริง”   โจทย์ทดลองประยุกต์ใช้ความรู้หรือสมรรถนะในสถานการณ์จริง ขจัดความน่าเบื่อได้หมดสิ้น ชวนให้นักเรียนเข้าทุ่มเทความผูกพันกับการเรียนในทันใด 

โปรดระมัดระวังว่า การแก้ปัญหาชั้นเรียนน่าเบื่อไม่ใช่แก้โดยครูสร้างความสนุกสนานนอกเรื่องเรียนให้แก่นักเรียน   แต่เป็นเรื่องความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนระหว่างครูกับนักเรียน    เพื่อร่วมกันมองหาวิธีการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มีชีวิตชีวา    โดยร่วมกันตอบคำถามต่อไปนี้

  • กิจกรรมการเรียนรู้เชื่อมโยงกับความสนใจ หรือเชื่อมโยงกับสิ่งที่นักเรียนให้คุณค่า หรือไม่    มีความหมายต่อชีวิตนอกห้องเรียนของนักเรียนหรือไม่
  • กิจกรรมนั้น จำกัดระดับของความผูกพันอยู่แค่ระดับ “เข้าร่วม” หรือไม่   
  • กิจกรรมนั้นหนุนให้มีการคิดอย่างจริงจัง  เกิดความสงสัยใคร่รู้   เกิดความคิดสร้างสรรค์  หรือไม่
  • กิจกรรมนั้นเอื้ออำนาจแก่นักเรียน ให้มีส่วนตัดสินใจ ว่าจะเรียนอะไร เรียนอย่างไร  หรือไม่
  • ในระหว่างเรียน นักเรียนมีโอกาสมีปฏิสัมพันธ์กัน และช่วยเหลือกัน หรือไม่   

ความน่าเบื่อมาจากหลายสาเหตุ  ได้แก่ (๑) วิธีเรียนน่าเบื่อ เช่น ตาดู หูฟัง ตอบคำถาม ทำตามที่ครูบอก    ซึ่งเป็นวิธีเรียนเชิงรับ (passive)  (๒) สาระน่าเบื่อ เช่นเรียนซ้ำ นักเรียนรู้อยู่แล้วจากวิชาอื่น  (๓) นักเรียนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีคุณค่าหรือความหมายต่อตนเอง   (๔) นักเรียนมองว่ายากเกินไป เรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง  (๕) นักเรียนมองว่าง่ายเกินไป ไม่ต้องคิด ไม่ท้าทาย 

หลักการสำคัญในเรื่องการจัดการความเบื่อหน่ายต่อการเรียนคือ ป้องกันทำง่ายกว่า ลงแรงน้อยกว่าการแก้ไขอย่างมากมาย     

หลักการป้องกันความเบื่อหน่ายต่อการเรียนได้แก่ 

  • อย่าให้มีกิจกรรม หรือสภาพการเรียนรู้ ที่จำกัดความผูกพันต่อการเรียนไว้ที่ระดับ “เข้าร่วม”  ไม่สามารถยกระดับสู่ความผูกพันที่สูงขึ้น
  • หากลยุทธที่ชักนำความคิดของนักเรียนเข้าสู่ระดับที่ลึกยิ่งขึ้น   โดยครูสร้าง “นั่งร้าน” (scaffolding) ด้วยคำถามกระตุ้นความอยากรู้ ทั้งตอนเริ่มชั้นเรียน  ระหว่างเรียน และตอนจบชั้นเรียน    “นักเรียนอยากรู้ไหมว่าทำไม ... เราจะมาทำความเข้าใจกันในคาบเรียนนี้”   “ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ...  แต่ยังมีโจทย์ .... รออยู่อีก   นักเรียนอยากทำโจทย์นี้ไหม”   ในบัตรจบคาบเรียน ให้นักเรียน บอก ๓ ข้อสั้นๆ ข้อละประโยคเดียว หรืออย่างมาก ๒ - ๓ ประโยค (๑) ฉันรู้แล้วว่า ...  (๒) ฉันสงสัยว่า ...  (๓) ฉันอยากบอกว่า ...
  • ทำความเข้าใจระดับความอดทน (tolerance) ต่อความท้าทาย ของนักเรียนแต่ละคน   และหาทางช่วยเหลือให้นักเรียนที่มีความอดทนต่ำ ยกระดับความอดทนของตนให้สูงขึ้น   และมองเห็นคุณค่าของความงอกงามนั้น
  • หาทางเชื่อมโยงสิ่งที่นักเรียนกำลังเรียน เข้ากับคุณค่าต่อชีวิตของนักเรียน ทั้งชีวิตในโรงเรียนและชีวิตนอกห้องเรียน   เรื่องนี้มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต (gotoknow.org/posts/720346)  
  • หลีกเลี่ยงวิธีการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบที่เคยชิน คือสอนทฤษฎีก่อน แล้วจึงเข้าสู่ภาคปฏิบัติ  เปลี่ยนเป็นชวนนักเรียนร่วมกันตั้งเป้าของการเรียนคาบนั้น  ต่อด้วยการตั้งโจทย์หรือคำถาม    แล้วให้หาทางร่วมกันตอบโจทย์   ชี้ให้เห็นว่า มีวิธีตอบโจทย์หลายวิธี  และระหว่างการทำงานตอบโจทย์นั้นก็อาจต้องเผชิญปัญหาหรือความไม่แน่นอนที่จะต้องเผชิญและเอาชนะ   ความน่าเบื่อจะหายไปทันที
  • หาทางให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน  และเรียนจากกันและกัน   นี่คือมิติสำคัญในการผูกพันกับการเรียนระดับ “ลงทุน” และ “ขับเคลื่อน” 

หลักการง่ายๆ ของการขจัดความน่าเบื่อของการเรียน คือ “การเรียนรู้เชิงรุก” (active learning)              

สนใจไปทำไม

คนเราทุกคนคุ้นเคยกับการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างไม่สนใจ อย่างน้อยก็บางช่วงเวลาของกิจกรรมนั้น   ที่ไม่สนใจก็เพราะไม่เห็นคุณค่า   นักเรียนที่ไม่สนใจเรียนก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน  วิธีแก้คือชวนนักเรียนทำความเข้าใจว่ากิจกรรมหรือบทเรียนนั้นมีคุณค่าต่อตัวนักเรียนอย่างไร    โดยใช้วิธีการแนว “ให้นักเรียนมีความเป็นตัวของตัวเอง  ครูให้การสนับสนุน” (autonomy – support path)  หรือแนวครูกับนักเรียนเป็นหุ้นส่วนกัน นั่นเอง   

หลักการจัดการความไม่สนใจมีดังนี้

  • ทำความเข้าใจมุมมองของนักเรียนที่ไม่สนใจบทเรียน   หาทางเชื่อมโยงเข้าสู่ประเด็นที่นักเรียนสนใจ  สิ่งที่นักเรียนให้คุณค่า  และเป้าหมายของตัวนักเรียนเอง    รวมทั้งขอคำแนะนำจากนักเรียนในเรื่องการวางแผนบทเรียน
  • เมื่อถึงบทเรียนที่คาดว่านักเรียนจะมีความสนใจน้อย  ให้เริ่มจากการทำความเข้าใจคุณค่าของบทเรียนนั้นต่อตัวนักเรียน    รวมทั้งเชื่อมโยงว่า หลังบทเรียนนี้จะมีบทเรียนที่น่าสนใจสุดๆ ตามมา   แต่ต้องมีพื้นความรู้เรื่องนี้อยู่ก่อน จึงจะเรียนสนุก   
  • ครูแสดงท่าทีรับรู้ความรู้สึกลบ และการสนองตอบเชิงลบของนักเรียน   และชวนนักเรียนให้ช่วยกันหาทางป้องกันและแก้ไข    โดยนักเรียนให้คำแนะนำป้อนกลับอย่างจริงจัง ในเรื่องปัญหาและวิธีดำเนินการแก้ไข  โดยทำความตกลงร่วมกันว่า นักเรียนกับครูเป็นหุ้นส่วนกัน   เมื่อค้นพบแนวทางแก้ปัญหา นักเรียนต้องเป็นหุ้นส่วนของการแก้ไขด้วย (part of the solution)   
  • ครูต้องแสดงท่าทียืดหยุ่น และปรับตัวตามข้อเสนอแนะของนักเรียน   ไม่ถือว่าครูเสียหน้า         

ตัวเบี่ยงเบนความสนใจ

ตัวเบี่ยงเบนความสนใจอาจเป็นปัจจัยภายนอก เช่น ทะเลาะกับเพื่อน  ห้องเรียนร้อนเกินไป  มีเสียงดังรบกวน   หรืออาจเป็นตัวเบี่ยงเบนภายในของนักเรียนเอง เช่น ความกังวล  โกรธ  เศร้า  ไม่สบายใจ   นักเรียนอาจเอาชนะตัวเบี่ยงเบนเหล่านี้ด้วยตนเองได้ยาก ต้องการคนช่วยเหลือ   

วิธีช่วยนักเรียนให้เอาชนะตัวเบี่ยงเบนมีดังต่อไปนี้ 

  • ทำความเข้าใจกับนักเรียนอย่างชัดเจนเรื่องพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของนักเรียน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่แสดงพฤติกรรมที่รบกวนการเรียนของเพื่อนๆ    หากเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ครูจัดการทันที โดยชวนนักเรียนสะท้อนคิดเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น และการเปลี่ยนพฤติกรรม
  • ทำความเข้าใจนักเรียนเป็นรายคนในเรื่องปัญหาตัวเบี่ยงเบนความสนใจต่อการเรียน   สัญญาณของการไม่ผูกพันกับการเรียน  และเข้าไปเป็นหุ้นส่วนกับนักเรียนคนนั้นหรือกลุ่มนั้น  ทำความเข้าใจวิธีเอาชนะตัวเบี่ยงเบน
  • ในกรณีที่มีปัญหาร้ายแรง  เช่น นักเรียนมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง   หรือมีปัญหาทางจิต   ครูต้องแสวงหาความช่วยเหลือทั้งต่อนักเรียน และต่อครู   

นักเรียนอาจมีหลายตัวเบี่ยงเบนหรืออุปสรรคในเวลาเดียวกัน  ทำให้จัดการได้ยากขึ้นไปอีก    หลักการคือหาตัวการให้พบ   เขาแนะนำ T Chart ซึ่งมีลักษณะดังข้างล่าง   สำหรับใช้จัดกลุ่มตัวเบี่ยงเบน จากการระดมสมองร่วมกันกับนักเรียน   สำหรับนำมาใช้ออกแบบป้องกันและเอาชนะตัวเบี่ยงเบนเหล่านี้   

สิ่งที่ทำให้ฉันผูกพันกับการเรียนได้ยาก สิ่งที่ทำให้ฉันไม่อยากผูกพันกับการเรียน

กลุ่มที่ ๑

  1. ……………
  2. ……………
  3. ……………

กลุ่มที่ ๒

  1. ……………
  2. …………....
  3. ……………
  4. ……………

กลุ่มที่ ๓

  1. ……………
  2. ……………

กลุ่มที่ ๑

  1. ……………….
  2. ……………….

กลุ่มที่ ๒

  1. ……………….
  2. ……………….

กลุ่มที่ ๓ 

  1. ……………….

กลุ่มที่ ๔

  1. ……………….
  2. ……………….
  3. ……………….

 

 

 

ขยายภาคีความผูกพัน

การจัดการปัญหาความไม่ผูกพันกับการเรียนจะเป็นเรื่องปวดหัวที่สุดสำหรับครู หากใช้กระบวนทัศน์ที่ผิด คือรบกับปัญหา    ในขณะที่กระบวนทัศน์ที่ถูกต้องคือ เป็นหุ้นส่วนกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่เรียกว่า “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” (stakeholders) ที่มีนักเรียนเองเป็นตัวเอก    แต่ยังมีตัวละครอีกจำนวนมาก ดังจะกล่าวในบทที่ ๗                   

วิจารณ์ พานิช

๒๑ เม.ย. ๖๘  ปรับปรุง ๑๒ พ.ค. ๖๘