งานวิเคราะห์วิจัยทางการแพทย์ชิ้นล่าสุดได้เผยให้เห็นแง่มุมที่น่าสนใจในการต่อสู้กับ ‘ตราบาปทางใจ’ โดยชี้ว่าการตีตราที่กระทบผู้มีปัญหาสุขภาพจิตนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และมักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนไปมาก ทั้งสองแบบนี้ต้องการแนวทางรับมือที่ไม่เหมือนกัน ผลการศึกษานี้ซึ่งตีพิมพ์ในสัปดาห์นี้บนเว็บไซต์ STAT News ยังเรียกร้องให้เกิดกลยุทธ์รณรงค์และนโยบายที่มองรอบด้านมากขึ้น เพื่อให้โลกสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านสุขภาพจิตได้อย่างตรงจุดและด้วยใจที่เข้าใจ
สำหรับสังคมไทย ที่แต่เดิมเรื่องสุขภาพจิตมักถูกปิดเงียบและเต็มไปด้วยความเข้าใจผิดนานัปการ ข้อค้นพบใหม่นี้อาจถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับผู้ให้บริการสุขภาพ นักการศึกษา ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบาย ที่กำลังพยายามสร้างสังคมที่เปิดกว้างและพร้อมโอบอุ้มผู้คนอย่างแท้จริง
ในภาพรวมระดับโลก ตราบาปทางใจเปรียบเสมือนกำแพงยักษ์ที่ขวางกั้นผู้คนไม่ให้เข้าถึงการรักษา นำไปสู่ผลกระทบเลวร้าย ตั้งแต่อาการป่วยที่ไม่ถูกเยียวยา ไปจนถึงการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวทั้งในชีวิตส่วนตัวและในแวดวงอาชีพการงาน สำหรับในบ้านเรา ปัญหาสุขภาพจิตมักถูกมองเป็น “เรื่องภายในครอบครัว” ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเจอแต่ความเงียบงันหรือการผลักไส แทนที่จะได้รับกำลังใจและการดูแลที่ถูกทาง งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้จึงช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า เหตุใดการรณรงค์เพื่อลดตราบาปจึงต้องจำแนกและจัดการกับความเชื่อที่แม้จะต่างกัน แต่ก็สร้างความเสียหายได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ระหว่างกลุ่มโรคจิตเวชรุนแรง เช่น โรคจิตเภท (schizophrenia) กับกลุ่มปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยกว่าอย่างภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวล
บทวิเคราะห์นี้จุดประกายจากประสบการณ์ของแพทย์ผู้หนึ่ง ซึ่งเคยต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าสมัยที่ทำงานในพื้นที่ชนบท เรื่องราวของแพทย์ท่านนี้สะท้อนให้เห็นว่าการตีตราจากภายในใจตัวเอง (internalized stigma) หรือความกลัวที่จะถูกมองว่าอ่อนแอหรือไม่ดีพอ สามารถทำให้แม้แต่คนที่มีความรู้ความเข้าใจยังต้องหลีกหนีการขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ผู้เขียนบทวิเคราะห์นี้ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์บลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ย้ำว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด “เรายังไม่เคยเจอวัฒนธรรมไหนในโลกเลย ที่ไม่ตีตราผู้มีปัญหาสุขภาพจิตอย่างหนักหนาสาหัส” นักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านนี้ระบุ ประเด็นนี้สอดรับกับสถานการณ์ในบ้านเรา จากผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ที่พบว่าคนไทยถึงร้อยละ 80 ที่มีปัญหาสุขภาพจิตไม่เคยเข้ารับการรักษาเลย เพราะอับอายหรือกลัวจะถูกสังคมมองในแง่ลบ
งานวิจัยได้แบ่งการตีตราออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ แบบแรก พุ่งเป้าไปที่ผู้ป่วยกลุ่มโรคจิตเวชรุนแรง (psychotic disorders) เช่น โรคจิตเภท ที่มักมีอาการประสาทหลอนและความคิดหลงผิด การตีตราแบบนี้หยั่งรากลึกจากความกลัวและความไม่ไว้ใจ ผู้ป่วยมักถูกมองผิดๆ ว่าเป็นคนที่คาดเดาไม่ได้หรือเป็นอันตราย ทั้งที่ความจริงแล้ว ข้อมูลสถิติชี้ว่าความกลัวนี้ไม่มีมูล งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าผู้มีอาการทางจิตเวชกลุ่มนี้มีแนวโน้มก่อความรุนแรงน้อยกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ และบ่อยครั้งพวกเขากลับตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเสียเอง แต่ถึงกระนั้น ในสหรัฐฯ ประชาชนกว่าร้อยละ 60 ก็ยังมองว่าผู้ป่วยโรคจิตเภทเป็นภัย ซึ่งเป็นมุมมองที่อาจไม่ต่างจากสังคมไทยเท่าใดนัก ที่สื่อบางสำนักยังคงเสนอข่าวโดยโยงอาการทางจิตเข้ากับคดีอาชญากรรม (อ้างอิงจาก บางกอกโพสต์) การกระทำเช่นนี้ยิ่งซ้ำเติมความกลัวและทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกผลักไสให้แปลกแยกยิ่งขึ้น
ส่วนการตีตราแบบที่สอง แม้ไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่ก็รุนแรงไม่แพ้กัน แถมยังส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างกว่ามาก การตีตราแบบนี้มุ่งไปที่ปัญหาสุขภาพจิตที่เจอกันบ่อยๆ อย่างภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวล คนที่เผชิญภาวะเหล่านี้มักไม่ถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวง แต่กลับถูกตัดสินว่าอ่อนแอหรือใจไม่สู้ งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ปัญหาหนึ่งมาจากการใช้คำว่า “ซึมเศร้า” ที่อาจสื่อถึงความรู้สึกเศร้าเสียใจชั่วครั้งชั่วคราว (เช่น หลังสูญเสียคนรัก) ปนเปไปกับ “โรคซึมเศร้า” ในความหมายทางการแพทย์ ทำให้หลายคนเข้าใจไปว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเป็นแค่คนใจเสาะ ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจในสิงคโปร์พบว่า ประชาชนกว่าครึ่งหนึ่งมองว่าภาวะซึมเศร้าคือเครื่องหมายของความอ่อนแอส่วนตัว ทัศนคติแบบนี้ไม่ได้ต่างจากบ้านเราเท่าไรนัก รายงานปี 2566 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า คนไทยร้อยละ 38 ที่ทำแบบสำรวจเชื่อว่าภาวะซึมเศร้ามาจาก “ใจไม่สู้” ไม่ใช่อาการป่วยที่ต้องเยียวยา
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงต้นตอว่าทำไมการตีตราเหล่านี้ยังคงฝังรากแน่น นักวิจัยชี้ว่า ในกรณีของกลุ่มโรคจิตเวชรุนแรง ถึงแม้จะพบไม่บ่อยนัก (ราวร้อยละ 3 ของประชากร และหลายคนก็ดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ) แถมอาการส่วนใหญ่ก็ “มองไม่เห็น” ในชีวิตประจำวัน แต่ความไม่คุ้นชินนี่เองที่กลับยิ่งโหมกระพือความกลัวและความรู้สึกแปลกแยกให้หนักข้อขึ้นไปอีก ตรงกันข้าม ปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ อย่างภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวลกลับพบได้ทั่วไป องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าประชากรโลกเกือบครึ่งเคยเผชิญปัญหาสุขภาพจิตในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต และภาวะซึมเศร้ากับโรควิตกกังวลก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะบั่นทอนความสามารถในการใช้ชีวิต (disability) แต่ก็น่าแปลกที่ภาวะเหล่านี้กลับถูกมองเป็นแค่จุดอ่อนทางนิสัยใจคอ ทำให้การรณรงค์เพื่อขอแรงสนับสนุนและทรัพยากรต่างๆ ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ สำหรับประเทศไทย การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตยังคงกระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่ ข้อมูลปี 2566 ชี้ว่าทั่วประเทศมีจิตแพทย์เพียง 882 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนจิตแพทย์ 1 คน ต่อประชากรถึง 80,000 คน (ข้อมูลจาก ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย)
งานวิจัยชิ้นนี้ยังได้เสนอแนวทางแก้ไขที่จับต้องได้จริง โดยชี้ว่าการรณรงค์ลดตราบาปจำเป็นต้องเข้าใจถึงที่มาของอคติที่ต่างกัน สำหรับกลุ่มโรคจิตเวชรุนแรง ต้องมุ่งแก้ไขความเชื่อผิดๆ เรื่องความรุนแรงและการคาดเดาไม่ได้ โดยอาศัยการให้ความรู้บนฐานของวิทยาศาสตร์ และการนำเสนอภาพที่ถูกต้องผ่านสื่อต่างๆ ส่วนกรณีของภาวะที่พบบ่อยอย่างซึมเศร้า การรณรงค์ควรมุ่งเน้นย้ำว่าอาการเหล่านี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องส่วนตัว และเป็นภาวะที่รักษาให้ดีขึ้นได้จริง นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่ให้คนในสังคมได้เจอหน้าพูดคุยกับผู้ที่ยังคงใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขแม้จะมีปัญหาสุขภาพจิต ก็เป็นอีกวิธีที่ทรงพลังในการพังทลายกำแพงอคติของตราบาปทั้งสองแบบ
คนดังที่ออกมาเปิดใจเล่าประสบการณ์การรับมือปัญหาสุขภาพจิตของตัวเอง ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการลบความเชื่อผิดๆ เหล่านี้เช่นกัน พวกเขาทำให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตเกิดได้กับทุกคน ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร หรือถูกมองว่าเก่งกาจและประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ตาม บทความนี้ยกตัวอย่าง ไมเคิล เฟลป์ส ยอดนักว่ายน้ำเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก ที่ออกมาพูดถึงภาวะซึมเศร้าของตัวเองแบบหมดเปลือก จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย ในบ้านเราเอง การที่นักแสดงหรือศิลปินบางคนออกมาเปิดเผยเรื่องของตัวเอง ก็ช่วยจุดกระแสให้เกิดการพูดคุยในสังคมได้มาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีกำแพงอีกเยอะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลจากเมืองหลวงและตัวเมืองใหญ่
บริบทสังคมไทยนั้นมีความซับซ้อนเฉพาะตัว แม้หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาจะเน้นเรื่องเมตตาและการไม่ตัดสินใคร แต่ความเชื่อดั้งเดิมบางอย่างกลับยิ่งซ้ำเติมการตีตรา เช่น การมองว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่อง “เวรกรรมเก่า” ความเชื่อเหล่านี้อาจทำให้หลายคนไม่กล้าไปหาผู้เชี่ยวชาญ หรือทำให้ครอบครัวเลือกที่จะหันไปพึ่งพาวิธีรักษาแบบพื้นบ้านหรือพิธีกรรมทางศาสนา มากกว่าการรักษาตามหลักแพทย์แผนปัจจุบัน อย่างไรก็ดี อิทธิพลของโซเชียลมีเดียและวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่แผ่กว้างขึ้น ก็ได้เปิดพื้นที่และมุมมองใหม่ๆ ในการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิต โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่กล้าเปิดใจและพูดถึงปัญหาเหล่านี้กันอย่างเปิดอกมากขึ้น (ตามข้อมูลจาก ยูนิเซฟ ประเทศไทย)
เมื่อมองไปในวันข้างหน้า รายงานวิจัยฉบับนี้ย้ำว่า ประเทศไทยต้องขยายวงและปรับจูนการรณรงค์ลดตราบาปทางใจให้เข้าเป้ากว่าเดิม สำหรับกลุ่มโรคจิตเวชรุนแรง อาจต้องร่วมมือกับผู้นำชุมชน พระสงฆ์ และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อแก้ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยและการคาดเดาไม่ได้ของผู้ป่วย ส่วนภาวะซึมเศร้าและโรควิตกกังวลนั้น โครงการส่งเสริมสุขภาวะในที่ทำงานและสถานศึกษา สามารถช่วยปรับมุมมองของผู้คนให้เข้าใจว่าภาวะเหล่านี้คือปัญหาสุขภาพที่รักษาหายได้ ไม่ใช่ความอ่อนแอส่วนตัว การหนุนเสริมเชิงนโยบายก็สำคัญอย่างยิ่งยวด โดยต้องผนวกเรื่องสุขภาพจิตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และจัดสรรงบประมาณสาธารณสุขให้สมน้ำสมเนื้อกับผลกระทบทางสังคมที่ปัญหานี้สร้างไว้ บทความชี้ว่า ในปี 2566 ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายถึง 740,000 คน ซึ่งมากกว่ายอดผู้เสียชีวิตจากเอชไอวีและมาลาเรียรวมกันเสียอีก ตัวเลขนี้น่าตกใจอย่างมากและกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายติดอันดับต้นๆ ของอาเซียน (จากข้อมูลของ องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)
สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกคน สิ่งสำคัญที่นำไปปรับใช้ได้เลยมีสองข้อ ข้อแรก ลองหันมาทบทวนและตั้งคำถามกับความเชื่อเก่าๆ ของตัวเองเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต ว่ามันอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง หรือเป็นแค่อคติที่ถูกฝังหัวมา และควรหาข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่ไว้ใจได้ เช่น กรมสุขภาพจิต หรือองค์กรสากลอย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟ (UNICEF) ข้อสอง มาร่วมกันสร้างบรรยากาศของการเปิดใจและความเห็นใจกันในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน คอยเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ย้ำเตือนตัวเองเสมอว่าการฟื้นตัวเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และโปรดจำไว้ว่าความเงียบมีแต่จะยิ่งทำให้ตราบาปกัดกินสังคมรุนแรงขึ้น ในยามที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่หนักหน่วงขึ้นทุกวัน ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำให้เราตระหนักว่า ความเข้าอกเข้าใจ การเรียนรู้ และการลงมือทำ คือหัวใจสำคัญที่เราต้องยึดมั่น ทั้งในชีวิตของเราเองและในภาพรวมของสังคม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: STAT News, กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย, บางกอกโพสต์, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, องค์การอนามัยโลก (WHO), ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, ยูนิเซฟ ประเทศไทย, องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย