โรคหัดกลับมาระบาดหนักทั่วโลกอีกครั้ง จนศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (ซีดีซี) ต้องออกโรงเตือนภัยสุขภาพครั้งใหญ่ กระตุ้นให้นักเดินทางทุกคนตรวจเช็กประวัติการรับวัคซีนป้องกันโรคหัดให้ชัวร์ก่อนบินลัดฟ้าไปต่างแดน คำแนะนำที่ออกมาเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ย้ำชัดถึง “ความเสี่ยงที่ยังคุกคาม” ซึ่งอาจทำให้ผู้คนติดเชื้อได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะในสนามบิน สถานีรถไฟ หรือระหว่างเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะอย่างเครื่องบินและรถไฟ รวมถึงตามแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตที่มีผู้คนพลุกพล่าน นับเป็นสัญญาณเตือนภัยที่นักเดินทางทุกคนต้องใส่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เดินทางเข้าออกจากประเทศไทย
คำเตือนล่าสุดจากซีดีซีมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ พบผู้ป่วยโรคหัดที่ยืนยันแล้วอย่างน้อย 1,088 รายในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ และเป็นสัญญาณเตือนว่าเชื้อไวรัสตัวร้ายนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ไม่ควรมองข้าม ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด พบว่าถึง 96% เป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือมีประวัติการรับวัคซีนไม่ชัดเจน และมีอย่างน้อย 62 ราย ที่สืบสาวต้นตอได้ว่าติดเชื้อมาจากการเดินทางระหว่างประเทศโดยตรง ข้อมูลนี้อ้างอิงจากโฆษกของซีดีซีที่ให้สัมภาษณ์กับ ซีบีเอสนิวส์ (CBS News) แม้ว่าจะมีผู้ป่วยเพียง 12% ที่ต้องนอนโรงพยาบาล แต่ความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อระหว่างการเดินทางยังคงสูงลิ่ว เนื่องจากโรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อกันง่ายมาก
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าโรคหัดเป็นแค่โรคเด็กๆ แต่ความจริงแล้วเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายได้ง่ายสุดๆ และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นปอดอักเสบ สมองอักเสบ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต เชื้อโรคนี้แพร่กระจายผ่านการไอ จาม โดยไวรัสสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานถึงสองชั่วโมงหลังจากผู้ติดเชื้อเดินออกจากบริเวณนั้นไปแล้ว ตามข้อมูลจาก เอโอแอล (AOL) คำเตือนนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อดูจากหลายกรณีที่เกิดขึ้นจริง เช่น เหตุการณ์ที่สนามบินนานาชาติเดนเวอร์ ที่มีผู้โดยสารหลายคนซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย กลับติดเชื้อในช่วงเวลาที่ใช้บริการสนามบินคาบเกี่ยวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในรัฐโคโลราโดต้องเร่งติดตามผู้ที่อาจสัมผัสเชื้อทั้งบนเที่ยวบินและภายในอาคารผู้โดยสารกันอย่างจ้าละหวั่น
สำหรับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นฮับการท่องเที่ยวระดับโลก และเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและปลายทางสำคัญของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก คำเตือนนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โรคหัดยังคงพบได้ในบางพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และโอกาสที่โรคจะถูกนำเข้ามาพร้อมกับคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างแดนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายหน่วยงานสาธารณสุขของไทย จากข้อมูลของ ยูเอสเอทูเดย์ (USA Today) กระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็เคยรายงานการระบาดเป็นช่วงๆ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน โดยเฉพาะในชุมชนที่อัตราการฉีดวัคซีนยังต่ำ หรือในกลุ่มที่พลาดการรับวัคซีนป้องกันโรคตามวัยเด็ก
ซีดีซีแนะนำว่า นักเดินทางทุกคนที่จะบินไปต่างประเทศ หรือแม้แต่ผู้ที่ต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจากประเทศที่มีการระบาดของโรค ควรเช็กให้มั่นใจว่าตนเองได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม (MMR) ครบสองเข็มแล้ว ส่วนใครที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้ เช่น ทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางประการ ก็ควรเลื่อนแผนการเดินทางออกไปก่อนถ้าทำได้ อ้างอิงข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลสุขภาพนักท่องเที่ยวซีดีซี (CDC Travel Health) นอกจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์ในบ้านเราก็ต้องตื่นตัว เฝ้าระวัง และสามารถวินิจฉัยอาการของโรคได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปจะมีไข้สูง ไอ ตาแดง และมีผื่นที่เป็นเอกลักษณ์ เริ่มจากศีรษะแล้วลามลงมาตามลำตัว
บรรดาผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า ข้อมูลเท็จและความลังเลใจในการฉีดวัคซีน กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อการควบคุมโรคหัดทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า หลังจากที่เคยคุมโรคได้ดีมาหลายปี อัตราการฉีดวัคซีนกลับดิ่งลง สาเหตุหลักมาจากการหยุดชะงักของระบบสาธารณสุขในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก ประกอบกับความไม่เชื่อมั่นในวัคซีนที่เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ไปทั่วโลก ตามข้อมูลจาก เอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรคหัดขององค์การอนามัยโลก (WHO Measles Fact Sheet) “การฉีดวัคซีนตามวัยให้เด็กๆ ยังคงต้องเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเดินทางระหว่างประเทศเริ่มกลับมาคึกคักเหมือนเดิม” เจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านหนึ่งจากกรมควบคุมโรคของไทยเน้นย้ำ “ผู้ป่วยแม้เพียงรายเดียวที่นำเชื้อมาจากต่างแดน ก็อาจจุดชนวนให้เกิดการระบาดใหญ่ในชุมชนที่ยังมีคนฉีดวัคซีนไม่ครอบคลุมได้”
ความเสี่ยงจะยิ่งสูงปรี๊ดในช่วงเทศกาลสำคัญๆ การรวมญาติ หรือกิจกรรมที่มีคนหมู่มากมารวมตัวกันและมีการเดินทางเพิ่มขึ้น วัฒนธรรมบางอย่างของไทย เช่น การเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศกันอย่างคึกคักในช่วงปิดเทอมหรือเทศกาลวันหยุดยาวทางศาสนา ก็อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคแพร่กระจายโดยไม่รู้ตัว หากนักเดินทางไม่ได้รับการป้องกันที่แน่นหนาพอ
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยมีอัตราการฉีดวัคซีนในเด็กระดับประเทศที่สูงมาก โดยเด็กกว่า 95% ได้รับวัคซีน MMR เข็มแรก อย่างไรก็ตาม ความครอบคลุมของวัคซีนที่ยังไม่สม่ำเสมอในบางพื้นที่ หรือในกลุ่มประชากรข้ามชาติ ประกอบกับการเดินทางข้ามพรมแดนที่ค่อนข้างสะดวก อาจสร้างช่องโหว่ในการป้องกันโรคได้ เหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการระบาดในค่ายเด็ก หรือในกลุ่มครอบครัวที่ใกล้ชิดกัน ต่างก็ชี้ให้เห็นว่าโรคหัดสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็วหากหลุดเข้าไปในกลุ่มคนที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน
สำหรับมาตรการในอนาคต เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของไทยกำลังยกระดับการเฝ้าระวังโรคอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะตามสนามบินนานาชาติหลักๆ อย่างสุวรรณภูมิและดอนเมือง รวมถึงด่านพรมแดนต่างๆ แนวทางสำหรับบุคลากรทางการแพทย์จะเน้นการตรวจจับโรคให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ การแยกผู้ป่วยที่เข้าข่ายต้องสงสัยทันที และการติดตามผู้สัมผัสโรคอย่างเข้มข้น นอกจากนี้ ยังมีการเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลอีกครั้งผ่านกรมควบคุมโรคและคลินิกสำหรับนักเดินทาง เพื่อกระตุ้นให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย ตรวจสอบสถานะการฉีดวัคซีนของตนเองก่อนเดินทาง และย้ำเตือนว่าอย่าได้มองข้ามโรคนี้ ซึ่งแม้จะป้องกันได้ แต่ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ
สำหรับนักเดินทางทุกท่าน มีขั้นตอนง่ายๆ แต่สำคัญยิ่งที่ควรทำตาม ก่อนจะเหินฟ้าไปต่างแดน ควรตรวจสอบเอกสารการรับวัคซีน หรืออาจขอตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดและโรคอื่นๆ ที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนแล้ว หากยังไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์ที่คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีแผนจะไปร่วมกิจกรรมที่มีคนเยอะๆ หรือเดินทางไปยังประเทศที่กำลังมีการระบาดของโรค หากบังเอิญไปสัมผัสกับผู้ป่วยโรคหัดและตัวเองยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที การฉีดวัคซีนหรืออิมมูโนโกลบูลินหลังจากสัมผัสโรค อาจช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงได้
คนไทยทุกคนควรตระหนักถึงผลกระทบของการนำโรคหัดเข้ามาแพร่ระบาดในชุมชน ไม่เพียงแต่ต่อสุขภาพของตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มเปราะบาง เช่น ทารก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งไม่สามารถรับวัคซีนได้ การให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีน การปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุข และการร่วมกันต่อต้านข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จะช่วยให้แต่ละคนสามารถปกป้องทั้งตนเองและสังคมส่วนรวมได้ และยังช่วยให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จาก ประกาศล่าสุดเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับนักเดินทางของซีดีซี ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย หรือปรึกษาคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางใกล้บ้าน การป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะก่อนจะถึงฤดูท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง จะช่วยให้นักเดินทางชาวไทยทุกคนมั่นใจได้ว่าความเสี่ยงจากโรคหัดจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทั้งเมื่ออยู่ในประเทศและเมื่อเดินทางไปต่างแดน