เป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจไม่น้อย เมื่อพ่อแม่ต้องพบความจริงว่าลูกตัวเองไม่ได้เป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่กลับกลายเป็นว่าลูกเรานี่แหละคือคนที่ไปรังแกคนอื่น บทความชิ้นล่าสุดจาก The Times ที่พาดหัวว่า “ประเด็นต้องห้ามสุดท้ายของการเลี้ยงลูก: การยอมรับว่าลูกของคุณคือคนที่รังแกคนอื่น” (The last parenting taboo: admitting your child is the bully) ได้ส่องสปอตไลท์ไปยังแง่มุมการเลี้ยงลูกที่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยอยากพูดถึงนัก เนื้อหาในบทความเจาะลึกทั้งประสบการณ์ตรงของผู้คน งานวิจัยต่างๆ รวมถึงข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าด้านการต่อต้านการบูลลี่ เพื่อกระตุ้นให้ครอบครัวและบุคลากรทางการศึกษาหันมาเผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา พร้อมด้วยแนวทางแก้ไขที่จับต้องได้และนำไปใช้ได้จริง (The Times)

การยอมรับความจริงว่าลูกตัวเองไม่ได้เป็น ‘เหยื่อ’ แต่กลับเป็น ‘ผู้กระทำ’ นั้น เป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่ในทุกวัฒนธรรมอยู่แล้ว ยิ่งในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูลและเรื่อง “หน้าตา” เป็นอย่างมาก ปัญหานี้ก็ยิ่งมีความซับซ้อนในมิติของสังคมไทยโดยเฉพาะ การต้องยอมรับว่าลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกเหมือนล้มเหลวในการเลี้ยงดู หรือถูกสังคมตัดสินว่าครอบครัวอบรมมาไม่ดี ส่งผลให้การเปิดอกคุยกันเรื่องการบูลลี่กลายเป็นประเด็นที่เปราะบาง แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด

บทความชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของหลายครอบครัวที่ต้องเผชิญกับความจริงอันน่าตกใจว่าลูกตัวเองมีพฤติกรรมบูลลี่คนอื่น พร้อมตีแผ่เส้นทางอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา ตั้งแต่การปฏิเสธ ความละอายใจ ไปจนถึงการยอมรับและพร้อมรับผิดชอบในท้ายที่สุด ตัวอย่างหนึ่งคือเรื่องราวของพ่อแม่คู่หนึ่งที่ได้รับแจ้งจากทั้งทางโรงเรียนและกลุ่มกิจกรรมนอกหลักสูตรว่าลูกสาวของพวกเขามีปัญหาพฤติกรรม ทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงกระบวนการอันซับซ้อนและสับสนอลหม่าน เมื่อต้องรับมือกับรายงานที่น่ากังวลเช่นนี้ จากความไม่เชื่อในตอนแรกของผู้เป็นพ่อแม่ (“มันยากที่จะไม่คิดว่านี่คือการดูแคลนวิธีการเลี้ยงดูของเรา”) ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความกังวลใจเมื่อมีหลักฐานต่างๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น พฤติกรรมของเด็กหญิงมีตั้งแต่การกีดกันเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารกลางวันที่โรงเรียน ไปจนถึงการล้อเลียนและแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อเพื่อนๆ และพี่น้องที่บ้านอย่างไม่ปิดบัง เด็กหญิงคนนี้ซึ่งใครๆ ก็มองว่ามีแววเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ กลับปฏิเสธที่จะพูดถึงพฤติกรรมของตัวเอง ยิ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับพ่อแม่มากขึ้นไปอีก

พ่อแม่ทั้งคู่ต่างเปิดใจถึงความรู้สึกของตนเองอย่างหมดเปลือก ฝ่ายพ่อ ซึ่งเคยมีประสบการณ์เลวร้ายจากการถูกรังแกมาก่อน ยอมรับว่ารู้สึกทั้งโกรธและเสียใจกับการกระทำของลูกสาว เขายังยอมรับว่าไม่พอใจกับการรับมือของโรงเรียน โดยมองว่าความพยายามที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เช่น การกระตุ้นให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของเหยื่อนั้น เป็น “วิธีการที่ประนีประนอมเกินไป” ในขณะที่ฝ่ายแม่ รู้สึกอับอายกับการที่ลูกสาวต้องขอโทษต่อหน้าสาธารณชน และกังวลว่าอาจมีปมปัญหาที่ซ่อนลึกและยังไม่ถูกเปิดเผยอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนี้ แม้ว่าเธอจะตัดประเด็นโซเชียลมีเดียออกไป เพราะมีการควบคุมดูแลการใช้งานจากผู้ปกครองอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันของพ่อแม่คู่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวทางอารมณ์ที่กรณีการบูลลี่มักจะเผยให้เห็นภายในครอบครัว

เรื่องทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น ผลสำรวจชิ้นหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2567 โดยโครงการยุติการทารุณกรรมเด็ก (Stop Child Abuse Campaign) ก็ชี้ว่า พ่อแม่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่งที่จะพูดคุยเรื่องที่ลูกตัวเองเป็นฝ่ายกระทำการบูลลี่ โดยมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมและชื่อเสียงของโรงเรียน รากฐานวัฒนธรรมแบบกลุ่มนิยมของไทย ที่ให้ความสำคัญกับความปรองดองในกลุ่มมากกว่าความขัดแย้งส่วนตัว อาจเป็นอีกปัจจัยที่ขัดขวางการสำรวจตนเองและการจัดการปัญหาอย่างตรงไปตรงมา (สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) ทว่าผลลัพธ์ของการปฏิเสธความจริงนั้นรุนแรง ดังเช่นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในบทความของ The Times ที่เล่าว่า การแก้ต่างให้พฤติกรรมบูลลี่ของลูกสาวว่าเป็นเพียง “ความมั่นใจในตัวเอง” มานานหลายปี สุดท้ายก็นำไปสู่การที่ลูกถูกสังคมโดดเดี่ยว ซึ่งนับเป็นอุทาหรณ์เตือนใจพ่อแม่ทุกคนได้เป็นอย่างดี

งานวิจัยที่ถูกหยิบยกมาในบทความตอกย้ำว่า การบูลลี่มักไม่ได้เกิดขึ้นจากคนเพียงคนเดียว องค์กรพันธมิตรต่อต้านการบูลลี่ (Anti-Bullying Alliance หรือ ABA) รายงานว่า ในแต่ละปี เด็ก 1 ใน 4 คนต้องเผชิญกับการบูลลี่ และเกือบทั้งหมดเป็นการกระทำในลักษณะกลุ่ม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงแค่ตัว ‘หัวโจก’ และ ‘เหยื่อ’ เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘ผู้รู้เห็นแต่ไม่ช่วยเหลือ’ (passive bystanders) คือกลุ่มคนที่อาจจะหัวเราะผสมโรง นิ่งเฉย หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพลังพอที่จะต่อต้านพฤติกรรมกลุ่มที่ไม่เหมาะสมนั้นได้ สถานการณ์ในห้องเรียนไทยปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน ข้อมูลจากรายงานปี 2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า มากถึงร้อยละ 40 ของเหตุการณ์การบูลลี่ในโรงเรียน เกี่ยวข้องกับนักเรียนอย่างน้อย 3 ฝ่าย คือ ผู้กระทำ เหยื่อ และผู้รู้เห็นอย่างน้อยหนึ่งคน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการรับมือกับปัญหานี้อย่างรอบด้าน Kidscape องค์กรการกุศลระดับนานาชาติที่ทำงานด้านการป้องกันการบูลลี่ สนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครอง โรงเรียน และเด็กที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ผู้อำนวยการร่วมขององค์กรดังกล่าวตั้งข้อสังเกตว่า “การที่พ่อแม่มารู้ว่าลูกตัวเองเป็นฝ่ายกระทำนั้น มักเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก และส่วนใหญ่มักจะได้รับแจ้งจากโรงเรียนหรือองค์กรภายนอก” พร้อมทั้งกระตุ้นให้ครอบครัวช่วยให้เด็กตระหนักถึงการกระทำผิดของตนเองและเรียนรู้ที่จะเลือกทางที่ดีกว่า “พฤติกรรมการบูลลี่อาจเชื่อมโยงกับบาดแผลทางใจ กล่าวคือ เด็กคนนั้นอาจเคยถูกบูลลี่มาก่อน หรือเคยพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่บ้านหรือในโลกออนไลน์” ผู้อำนวยการร่วมขององค์กรกล่าวเสริม

เช่นเดียวกัน องค์กร ABA ก็เรียกร้องให้มีการฝึกอบรมด้านการต่อต้านการบูลลี่เป็นภาคบังคับสำหรับครูทุกคน ซึ่งเป็นนโยบายที่ยังไม่ได้ถูกนำมาปรับใช้ทั้งในสหราชอาณาจักรและประเทศไทย ผู้อำนวยการของ ABA เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ และการทำความเข้าใจว่าการบูลลี่คือ ‘พฤติกรรม’ ไม่ใช่ ‘ตราประทับ’ ที่จะติดตัวเด็กไปตลอด ผู้อำนวยการของ ABA ชี้ว่า แม้แต่เด็กปฐมวัยก็อาจแสดงพฤติกรรมการบูลลี่ได้ หากการกระทำนั้นมีเจตนาทำร้ายผู้อื่น และการชี้แนะอย่างทันท่วงทีจะช่วยป้องกันไม่ให้พฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นนิสัยที่ฝังรากลึก ในขณะที่ปัญหาการบูลลี่ทางเพศและทางออนไลน์กำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก แม้ในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้อำนวยการของ ABA แนะนำให้มีการพูดคุยอย่างเปิดอกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ดีและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน รวมถึงการสร้างบรรยากาศในครอบครัวที่เด็กรู้สึกปลอดภัยพอที่จะปรึกษาปัญหาต่างๆ ได้

ข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างประเทศก็ให้ภาพรวมที่น่าสนใจ งานศึกษาขนาดใหญ่อย่างโครงการพฤติกรรมสุขภาพในเด็กวัยเรียน (Health Behaviour in School-aged Children - HBSC) ซึ่งสำรวจเด็กใน 40 ประเทศ พบข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า เด็กผู้ชายมักจะเป็นทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำจากการบูลลี่บ่อยกว่าเด็กผู้หญิง โดยช่องว่างระหว่างเพศนี้จะแคบลงในช่วงวัยรุ่นตอนต้น ก่อนจะถ่างกว้างขึ้นอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 15 ปี แนวโน้มงานวิจัยในไทยก็สะท้อนภาพที่ไม่ต่างกันนัก แต่มีข้อสังเกตเพิ่มเติมคืออัตราการบูลลี่แบบแอบแฝงและทางอ้อมในกลุ่มเด็กผู้หญิงที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการกีดกันทางสังคมหรือการปล่อยข่าวลือ ผลการวิจัยเหล่านี้สอดคล้องกับผลสำรวจทั่วประเทศปี 2566 ของวารสารจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย (TJPAP)

การเพิกเฉยหรือมองข้ามปัญหาการบูลลี่ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อ ‘เหยื่อ’ เท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อตัว ‘ผู้กระทำ’ เองด้วย มีเรื่องราวสะเทือนใจเรื่องหนึ่งใน The Times จากพ่อแม่คู่หนึ่ง ซึ่งเพิ่งมาค้นพบหลายปีหลังจากลูกสาวเรียนจบไปแล้วว่า พฤติกรรมการบูลลี่ของลูกสาวในอดีต ได้ทำให้เธอสูญเสียมิตรภาพดีๆ ที่ควรจะยั่งยืนไป “แต่เพราะเราไม่ได้ห้ามปรามพฤติกรรมนั้น ลูกจึงไม่ได้เรียนรู้วิธีการเข้าสังคม… เห็นได้ชัดว่าลูกทำให้คนอื่นอีกหลายคนต้องเจ็บปวด และสุดท้ายตัวลูกเองก็โดดเดี่ยวและไม่มีความสุข” นักจิตวิทยาเด็กได้เน้นย้ำถึงผลกระทบระยะยาวนี้ว่า เมื่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไม่ได้รับการแก้ไข เด็กจะพลาดโอกาสในการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทักษะทางสังคม และความเข้มแข็งทางจิตใจ ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

สำหรับโรงเรียนและครอบครัวในสังคมไทย บทเรียนจากบทความนี้ถือว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับรายงานปัญหาการบูลลี่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มนักเรียนด้วยกันเอง และแม้กระทั่งระหว่างครูกับนักเรียน ในปี 2567 กระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มโครงการนำร่องการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยนำรูปแบบมาจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ซึ่งครอบคลุมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง การไกล่เกลี่ยโดยเพื่อนนักเรียน และการให้คำปรึกษาติดตามผล ซึ่งเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในโรงเรียนนำร่องบางแห่งในกรุงเทพฯ (Bangkok Post) ถึงกระนั้นก็ตาม สถาบันการศึกษาหลายแห่งยังคงใช้มาตรการทางวินัยที่เน้นการลงโทษเป็นหลัก แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูสภาพจิตใจหรือการช่วยให้เด็กกลับคืนสู่สังคมได้อย่างเหมาะสม

บริบททางวัฒนธรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างสูง ในสังคมไทยที่เน้นเรื่องการรักษาหน้าตา การเคารพผู้อาวุโส และการทำตามความคาดหวังของกลุ่ม พ่อแม่อาจรู้สึกไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าหรือแม้กระทั่งยอมรับว่าลูกตนเองมีพฤติกรรมก้าวร้าว ทว่าผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่า ความเงียบและการปฏิเสธปัญหา อาจทำให้วงจรการตกเป็นเหยื่อดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด และบางครั้งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น โซเชียลมีเดียยิ่งทำให้ปัญหานี้ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ถึงแม้การสอดส่องดูแลจากผู้ปกครองจะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง แต่การแพร่หลายของแอปพลิเคชันแชตส่วนตัวและแพลตฟอร์มที่ไม่เปิดเผยตัวตน ก็ทำให้การติดตามพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ของวัยรุ่นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งขึ้น

เมื่อมองไปข้างหน้า มีแนวโน้มและมาตรการแก้ไขที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่:

  • กำหนดให้การฝึกอบรมเรื่องการต่อต้านการบูลลี่เป็นภาคบังคับสำหรับครูทุกคน โดยครอบคลุมถึงความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและแนวทางการดูแลนักเรียนโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ (Trauma-Informed Care)
  • ส่งเสริมให้มีการพูดคุยอย่างเปิดอกระหว่างผู้ปกครอง โรงเรียน และนักเรียน เกี่ยวกับบทบาทต่างๆ ในวงจรการบูลลี่ ทั้งฝ่ายผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ และผู้รู้เห็น
  • ขยายบริการให้คำปรึกษาและการสนับสนุนทางด้านจิตใจในโรงเรียน ให้ครอบคลุมไม่เพียงแต่เหยื่อ แต่รวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  • บูรณาการการสอนเรื่องความเห็นอกเห็นใจ การแก้ไขความขัดแย้ง และการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Learning - SEL) เข้ากับหลักสูตรแกนกลางของไทย ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาตอนต้น (องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย)
  • จัดกิจกรรมกลุ่มเชิงบวกที่มีโครงสร้างชัดเจน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม การเป็นผู้นำ และการเคารพซึ่งกันและกันในหมู่นักเรียน

แล้วพ่อแม่ นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย จะสามารถทำอะไรได้บ้างในสถานการณ์ปัจจุบัน? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้พูดคุยกับเด็กๆ อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับชีวิตในโรงเรียน เรื่องเพื่อนฝูง และปัญหาต่างๆ ที่พวกเขาอาจกำลังเผชิญ โดยเน้นการรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน หรือพยายามแก้ไขปัญหาให้ทันที ที่สำคัญคือต้องร่วมมือกับโรงเรียน หากมีเรื่องร้องเรียนใดๆ เกิดขึ้น ให้หลีกเลี่ยงการตั้งท่าป้องกันตัวเอง แต่ควรทำงานเชิงรุกร่วมกับครู อาจารย์ที่ปรึกษา และองค์กรในชุมชน รวมถึงขอคำแนะนำจากแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการต่อต้านการบูลลี่ทั้งในระดับท้องถิ่นหรือทางออนไลน์ เช่น โครงการยุติการทารุณกรรมเด็ก และโครงการต่างๆ ขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การหมั่นสังเกตสัญญาณความทุกข์ใจ ความก้าวร้าว หรือพฤติกรรมการกีดกันผู้อื่นที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก ทั้งที่บ้านและในโลกออนไลน์ แทนที่จะกล่าวโทษ ให้มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสในการเติบโตและเรียนรู้ ดังที่ผู้อำนวยการของ ABA ได้เน้นย้ำไว้ว่า “การบูลลี่เป็นพฤติกรรม ไม่ใช่ตัวตน” การเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นใหม่ และการสนับสนุนความต้องการทางสังคมและอารมณ์ของเด็ก สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอย และยังช่วยฟื้นฟูความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของเด็กได้อีกด้วย

การพูดคุยในระดับชาติเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ลูกหลานของใครก็ตามล้วนมีโอกาสแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ในบางครั้ง การทลายกำแพงความเชื่อที่ว่าเป็น “เรื่องต้องห้าม” เกี่ยวกับการเป็นพ่อแม่ของเด็กที่ไปบูลลี่คนอื่นเท่านั้น ที่จะช่วยให้สังคมไทยสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อสุขภาวะที่ดีของเด็กทุกคนได้อย่างแท้จริง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ปกครองและครูสามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการขององค์กรพันธมิตรต่อต้านการบูลลี่ (anti-bullyingalliance.org.uk) องค์กรการกุศล Kidscape (kidscape.org.uk) และองค์กรที่น่าเชื่อถือในประเทศไทยซึ่งทำงานด้านสวัสดิภาพเด็กและการป้องกันความรุนแรง เช่น (unicef.org/thailand) ความตื่นตัว การเปิดใจรับฟัง และการเข้าจัดการปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการตัดวงจรการบูลลี่ เพื่อเด็กทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในบทบาทของผู้ถูกกระทำ ผู้รู้เห็น หรือแม้กระทั่งเป็นผู้กระทำในบางครั้งก็ตาม