ปี 2567 การท่องเที่ยวระหว่างประเทศกลับมาคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จ่อทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวดังทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต้องเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่จากปัญหา “นักท่องเที่ยวล้นทะลัก” (overtourism) ข้อมูลล่าสุดจาก ดอยช์ เวลเลอ (DW) ชี้ว่า ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวออกเดินทางพักผ่อนถึงราว 1.5 พันล้านคน นับเป็นปีที่การท่องเที่ยวโลกบูมสุดขีดเป็นรองแค่ปี 2562 เท่านั้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่พุ่งพรวดนี้จุดชนวนให้เกิดคำถามใหญ่ถึงความยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เมื่อมีหลักฐานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่านักท่องเที่ยวที่มากเกินไปกำลังกัดกินสิ่งแวดล้อม กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น และสร้างภาระหนักอึ้งให้ระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น
องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ให้คำจำกัดความของ “นักท่องเที่ยวล้นทะลัก” (overtourism) ว่าคือสภาวะที่การท่องเที่ยวสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อคนในชุมชน หรือบั่นทอนประสบการณ์ดีๆ ของนักท่องเที่ยวเอง ซึ่งเป็นภาพที่เห็นได้ชัดในหลายเมืองดัง ทั้งมายอร์กา โรม หมู่เกาะคะแนรี ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหานี้กระทบจังๆ กับประเทศไทย ซึ่งมีเพชรเม็ดงามอย่างภูเก็ต กรุงเทพฯ และหมู่เกาะสิมิลัน ที่กำลังเผชิญทั้งโอกาสและผลพวงจากการเติบโตของการท่องเที่ยวโลก
ปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” ส่งผลกระทบรุนแรงต่อแหล่งท่องเที่ยวในหลายมิติ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมชี้ชัดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่แออัดยัดเยียดเกินไปเร่งให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ฝูงชนจำนวนมหาศาลมักตามมาด้วยปัญหาขยะล้นเมือง เสียงดังอึกทึก และการผลาญทรัพยากรอย่างน้ำและพลังงานจนน่าใจหาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเกาะมายอร์กาของสเปน ที่น้ำเสียจากโรงแรมทำลายแหล่งหญ้าทะเลใต้น้ำ ซึ่งเป็นปราการสำคัญในการรับมือวิกฤตโลกร้อน ขณะที่หมู่เกาะคะแนรีก็เผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้นจากการใช้น้ำปริมาณมหาศาลของนักท่องเที่ยว (DW) สถานการณ์แบบนี้ไม่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวบ้านเราอย่างสมุยและกระบี่ ที่รีสอร์ตต่างๆ มักจะดึงน้ำไปใช้จนเกินกว่าปริมาณน้ำสำรองในท้องถิ่น โดยเฉพาะช่วงเทศกาล
ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อสภาพภูมิอากาศก็เป็นอีกเรื่องที่น่าห่วงไม่แพ้กัน นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 65% คิดเป็นสัดส่วนราว 8-10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยตัวการหลักคือการเดินทางทางอากาศ แม้การเดินทางด้วยเครื่องบินจะมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด แต่กลับสร้างคาร์บอนฟุตพรินต์ถึง 3 ใน 4 ของภาคการท่องเที่ยวเลยทีเดียว ยิ่งเที่ยวบินระยะสั้นและการเดินทางช่วงสุดสัปดาห์ที่ฮิตกันมากในยุโรปและกำลังมาแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหาโลกร้อนจากการบินขึ้นลงที่ถี่ขึ้น สำหรับประเทศไทย การเติบโตของสายการบินโลว์คอสต์ที่เชื่อมกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และเมืองหลักอื่นๆ ก็สะท้อนเทรนด์การปล่อยก๊าซในระดับโลกนี้เช่นกัน และทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ เรื่องความยั่งยืนไม่ต่างกัน
นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว ภาวะ “ทัวริสต์ล้นเมือง” ยังเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไปอย่างสิ้นเชิง ราคาบ้านและค่าเช่าในแหล่งท่องเที่ยวดังพุ่งกระฉูด เพราะเจ้าของบ้านพากันเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์เป็นที่พักปล่อยเช่าระยะสั้น โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มอย่างแอร์บีเอ็นบี ทำให้คนท้องถิ่นเองกลับหาที่อยู่อาศัยในราคาที่พอสู้ไหวได้ยากเย็นขึ้นทุกที คนในพื้นที่หลายคนรู้สึกแปลกแยก (DW) เมื่อย่านเก่าแก่ที่เคยอยู่ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยว จนบางครั้งต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเสน่ห์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิม แรงกดดันเหล่านี้เห็นได้ชัดในอยุธยา เมืองมรดกโลกของเรา ที่ทุกวันนี้วัดวาอารามเก่าแก่ต้องเคียงข้างไปกับเกสต์เฮาส์ ร้านกาแฟเก๋ๆ และร้านขายของที่ระลึกที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนธุรกิจดั้งเดิมของชาวบ้านต้องค่อยๆ ทยอยปิดตัวหรือย้ายออกไป
ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ซ้ำเติมปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” ให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น ปรากฏการณ์ “เที่ยวตามรอยหนัง-ซีรีส์” (set-jetting) ที่แฟนๆ แห่ไปเยือนโลเคชันถ่ายทำภาพยนตร์หรือซีรีส์ดัง กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งพรวดแบบไม่ทันตั้งตัว อย่างหลังซีรีส์ “Game of Thrones” ไปถ่ายทำที่เมืองดูบรอฟนิก หรือ “The White Lotus” ทำให้ซิซิลีและเมาวีกลายเป็นที่รู้จัก สถานที่เหล่านี้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 20% เลยทีเดียว ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีเทรนด์คล้ายๆ กัน เมื่อสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไปปรากฏตัวในหนังฮอลลีวูดหรือซีรีส์เกาหลีสุดฮิต แหล่งท่องเที่ยวของไทยหลายแห่งที่เคยไปโลดแล่นในผลงานดังระดับโลกก็กลับมาเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งในภูมิภาคและจากทั่วโลกอีกครั้ง
เพื่อรับมือกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา เมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวดังทั่วโลกกำลังหันมาทดลองใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อจัดการและบรรเทาผลกระทบ หลายเมืองในยุโรปเริ่มจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน หรือเก็บภาษีแพงขึ้นกับนักท่องเที่ยวที่มาเช้าเย็นกลับและผู้โดยสารเรือสำราญ ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดฮิตก็ใช้มาตรการคุมเข้ม ทั้งจำกัดโควตาและใช้ระบบจองเวลาเข้าชม ตัวอย่างเช่น เวนิสเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมรายวันจากนักท่องเที่ยวแล้ว (DW) ส่วนหมู่เกาะแบลีแอริกก็จำกัดใบอนุญาตธุรกิจที่พักเพื่อคุมจำนวนนักท่องเที่ยว ด้านฝรั่งเศส กรุงปารีสก็จำกัดจำนวนวันที่คนท้องถิ่นจะปล่อยเช่าบ้านให้นักท่องเที่ยวได้ ประเทศไทยเองก็เริ่มเอาจริงเอาจังมากขึ้น โดยทางการสั่งปิดหมู่เกาะสิมิลันและหมู่เกาะสุรินทร์ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เป็นเวลาหลายเดือนในแต่ละปีเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้น และมีแผนจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมในฤดูท่องเที่ยวหน้าด้วย
ขณะเดียวกัน บางแห่งก็เลือกใช้มาตรการเชิงบวกจูงใจนักท่องเที่ยว แทนที่จะใช้แต่ข้อจำกัดอย่างเดียว เช่น เมืองโคเปนเฮเกนให้รางวัลนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยรถไฟ โดยมีจักรยานให้เช่าฟรีและส่วนลดค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ ระบบจองคิวออนไลน์ก็เริ่มฮิตมากขึ้น ช่วยให้จัดการกับคลื่นนักท่องเที่ยวในสถานที่เปราะบางอย่างอนุสรณ์สถานหรือพิพิธภัณฑ์ได้ดีขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) และนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ต่างเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” ต้องอาศัยวิธีแก้ปัญหาที่รอบด้าน ดังที่ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายการท่องเที่ยวของหน่วยงานพัฒนาระหว่างประเทศแห่งหนึ่งให้ทัศนะว่า “ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับปัญหาทัวริสต์ล้นเมือง กลยุทธ์ที่ใช้ต้องเหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และต้องสร้างสมดุลระหว่างเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม” กลุ่มภาคประชาสังคมในหมู่เกาะคะแนรีก็เห็นพ้องในประเด็นนี้ โดยย้ำว่าหากไม่มีการจัดการทรัพยากรและนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง (DW) ทั้งเสน่ห์ของภูมิภาคและโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็จะสั่นคลอน
สำหรับประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแนะว่า นอกจากการคุมจำนวนนักท่องเที่ยวแล้ว เราควรหันไปโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ๆ และฤดูท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วย การสร้างความหลากหลายของสินค้าท่องเที่ยวไทยจะช่วยลดแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตในช่วงไฮซีซันได้ ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เองก็เริ่มออกแคมเปญโปรโมตเมืองรองและประสบการณ์เที่ยวท้องถิ่นชนบท ซึ่งก็สอดรับกับแนวโน้มทั่วโลกที่ต้องการกระจายทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาระด้านสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยวให้ทั่วถึง
ในเชิงวัฒนธรรม คนไทยเราภูมิใจในความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ซึ่งสะท้อนผ่านแนวคิดเรื่อง “ความสนุก” หรือความสุขใจที่ได้ต้อนรับผู้มาเยือน แต่กระนั้น ปฏิกิริยาของคนท้องถิ่นต่อปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” ก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ผู้ประกอบการที่พยายามปรับตัว ไปจนถึงความกังวลว่าวัฒนธรรมจะถูกกลืนกินและอัตลักษณ์จะเลือนหาย สิ่งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในชุมชนเจ้าบ้านทั่วโลก และเป็นเครื่องย้ำเตือนผู้กำหนดนโยบายว่า การแก้ปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” อย่างยั่งยืนนั้น ต้องให้ความสำคัญกับทั้งความต้องการของคนในพื้นที่และแรงบันดาลใจของนักท่องเที่ยวในวันข้างหน้า
มองไปข้างหน้า ปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” คงยังเป็นประเด็นร้อนแรงต่อไป ตราบใดที่ชนชั้นกลางทั่วโลกยังขยายตัว และคนรุ่นใหม่ยังโหยหาการผจญภัยในต่างแดน นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างระบบติดตามนักท่องเที่ยวด้วย AI การตั้งราคาแบบยืดหยุ่นตามศักยภาพการรองรับ และมาตรฐานธุรกิจท่องเที่ยวสีเขียว กำลังเป็นที่สนใจศึกษาในระดับโลก นักวิชาการบางส่วนเสนอให้ไทยปรับโฉมการท่องเที่ยว จากเดิมที่เน้นปริมาณไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์คุณภาพ ความรู้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับคนในพื้นที่ เจ้าของธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย ทางออกในอนาคตคือการผสมผสานมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหว และการคุมเข้มที่พักให้เช่าระยะสั้น เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน และการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมอันงดงามของไทยในแบบที่เกื้อหนุนชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่สร้างภาระ
ในวันที่ประเทศไทยเตรียมเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกหลายล้านคนในไม่กี่ปีข้างหน้า การนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาปรับใช้ควบคู่ไปกับทางออกที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยจึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อปกป้องมรดกอันล้ำค่าของชาติ ทั้งธรรมชาติ ชุมชน และน้ำใจไมตรี การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเริ่มต้นจากการตัดสินใจที่รอบคอบ นักท่องเที่ยวเองก็สามารถช่วยกันอนุรักษ์ได้ด้วยการเที่ยวช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ลองท่องเที่ยวโดยชุมชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวไทยก็ควรหันไปสำรวจเมืองรอง เพื่อค้นพบเสน่ห์ที่ซ่อนเร้นของประเทศ และร่วมสร้างอนาคตการท่องเที่ยวที่สมดุลกว่าเดิม
สำหรับใครที่กำลังวางแผนเที่ยวหรือทำงานในแวดวงท่องเที่ยว การทำความเข้าใจผลกระทบของปัญหา “ทัวริสต์ล้นเมือง” และการสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญมาก วิธีง่ายๆ ตั้งแต่การลดการเดินทางทางอากาศเท่าที่ทำได้ ไปจนถึงการเลือกที่พักที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้มนต์เสน่ห์ของประเทศไทยและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงงดงามสำหรับคนรุ่นต่อไป
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความต้นฉบับจาก ดอยช์ เวลเลอ (DW) รวมถึงรายงานอย่างเป็นทางการขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ และงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้