มีงานวิเคราะห์ชิ้นสำคัญที่ออกมาใหม่ล่าสุด ชี้ให้เห็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจคลาดเคลื่อน นั่นคือ การตีตราปัญหาทางสุขภาพจิตนั้นไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว แต่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งหากเราไม่เข้าใจความแตกต่างตรงนี้ อาจทำให้ความพยายามที่จะลดการตีตราทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ยิ่งในสถานการณ์ที่สุขภาพจิตกลายเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นตัวของประเทศหลังวิกฤตโควิด-19 งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีบทเรียนเร่งด่วนที่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และประชาชนทั่วไปต้องใส่ใจ
ต้องยอมรับว่าการตีตรายังคงเป็นกำแพงใหญ่ที่ขวางกั้นการดูแลสุขภาพจิตอย่างทั่วถึงและได้ผล ข้อมูลเชิงลึกจากรายงานล่าสุดของ สแตทนิวส์ (STAT News) ชี้ให้เห็นว่า “การตีตราทางสุขภาพจิต” ไม่ได้เป็นปัญหาแบบเหมารวม แต่เป็นการตอบสนองของสังคมใน 2 ลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกันทว่าแตกต่าง และแต่ละแบบก็ส่งผลกระทบไม่เหมือนกัน บทความชิ้นนี้ดึงข้อมูลจากนานาชาติและประสบการณ์จริงมาสะท้อนให้เห็นว่า หลายสังคมรวมถึงสังคมไทย มักจะมองการตีตราทั้งสองแบบนี้เป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือ การตีตราผู้ที่มีภาวะทางจิต (psychosis) เช่น กลุ่มอาการจิตเภท (schizophrenia) และการตีตราผู้ที่มีภาวะทางอารมณ์ที่พบได้บ่อย เช่น โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล
ในความเป็นจริง ความแตกต่างนี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะมันช่วยอธิบายว่าทำไมการรณรงค์เรื่องสุขภาพจิตหลายครั้งที่ผ่านมาถึงไม่ค่อยได้ผลอย่างที่ตั้งใจ การมองปัญหาทางจิตทุกประเภทเป็นเรื่องเดียวกัน อาจทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อน ไม่ตรงจุด ส่งผลให้ผู้ที่เผชิญปัญหารู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ถูกเข้าใจ และอาจทำให้การรับมือกับวิกฤตสุขภาพจิตที่นับวันจะรุนแรงขึ้นนั้นล่าช้าออกไป ปัญหาทางจิตถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกสูญเสียปีสุขภาวะจากการเจ็บป่วย สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ก็ชี้ชัดว่า ทั้งจำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยปัญหาสุขภาพจิตและอัตราการฆ่าตัวตาย ต่างก็พุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19
หัวใจสำคัญของบทความนี้มาจากประสบการณ์ตรงของแพทย์ท่านหนึ่ง ที่เล่าถึงช่วงเวลาที่ตนเป็นแพทย์คนเดียวในเมืองชนบทห่างไกล แพทย์ท่านนี้ต้องเก็บงำเรื่องที่ตนเองป่วยเป็นโรคซึมเศร้าไว้เป็นความลับสุดยอด เพราะกลัวว่าคนในชุมชนจะไม่ยอมรับ ถึงขั้นต้องเดินทางไปรักษาตัวไกลบ้านเพื่อไม่ให้มีใครจำได้ แม้จะเป็นเรื่องราวจากต่างแดน แต่ก็สะท้อนภาพคล้ายกับประสบการณ์ในพื้นที่ชนบทของไทย ที่ซึ่งเครือข่ายสังคมที่แน่นแฟ้นอาจเป็นได้ทั้งเกราะกำบังและต้นเหตุของการปกปิดความลับเพราะกลัวการถูกตีตรา แพทย์ท่านนั้นกล่าวไว้ว่า “การซึมซับทัศนคติเชิงลบต่ออาการป่วยทางจิตที่มีอยู่ในสังคม ทำให้ผมเลือกที่จะปฏิบัติต่อตัวเองในแบบนั้น” ปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่า ‘การตีตราตนเอง’ (self-stigma) ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปทั้งในระดับโลกและในสังคมไทย ที่ความอับอายและการกลัวเสียหน้ามักเป็นกำแพงขวางกั้นไม่ให้หลายคนกล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
ประเด็นสำคัญคือ งานวิจัยได้แบ่งการตีตราออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
-
การตีตราที่เชื่อมโยงกับผู้มีภาวะทางจิต (Psychosis-Linked Stigma): ภาวะความผิดปกติทางจิต เช่น กลุ่มอาการโรคจิตเภท มักจะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาจากความกลัวและความไม่ไว้วางใจ คนทั่วไปมักตั้งคำถามว่าผู้ที่มีภาวะเหล่านี้จะก่อความรุนแรงหรือมีพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้หรือไม่ การนำเสนอข่าวความรุนแรงผ่านสื่อบางครั้งก็ยิ่งตอกย้ำความเข้าใจผิดเหล่านี้ ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นแตกต่างออกไป จากงานวิจัยที่ผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นของผู้มีภาวะทางจิตที่จะแสดงพฤติกรรมรุนแรง และในทางสถิติแล้ว พวกเขามีแนวโน้มที่จะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมากกว่าเป็นผู้ก่อเหตุเสียเอง ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกับที่อื่นๆ การตีตราลักษณะนี้อาจนำไปสู่การกีดกันทางสังคม การถูกส่งตัวเข้ารับการดูแลในสถาบันอย่างไม่เหมาะสม และเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการดูแลในระดับชุมชน แม้จะมีความพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตเมื่อปี 2562 ก็ยังพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรยังคงเชื่อว่าผู้ป่วยโรคจิตเภท “ไม่น่าไว้วางใจ”
-
การตีตราเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล (Stigma Around Depression and Anxiety): ส่วนภาวะทางจิตที่พบได้บ่อยกว่า เช่น โรคซึมเศร้า กลับกระตุ้นการตอบสนองที่แตกต่างออกไป แต่ก็สร้างความเสียหายได้ไม่น้อยไปกว่ากัน ในกรณีนี้ คนทั่วไปมักจะสับสนระหว่างปฏิกิริยาทางอารมณ์ตามปกติเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิต กับอาการป่วยทางคลินิกจริงๆ ผลก็คือ ผู้ที่มีอาการเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกมองด้วยความหวาดกลัว แต่กลับถูกตัดสินว่าอ่อนแอหรือขาดความเข้มแข็งทางจิตใจ บทความในสแตทนิวส์อ้างอิงข้อมูลจากสิงคโปร์ ซึ่งพบว่า 50.8% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าโรคซึมเศร้าเป็นสัญญาณของความอ่อนแอส่วนบุคคล ทัศนคติที่คล้ายคลึงกันนี้พบได้ทั่วไปในหลายประเทศแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย ความคิดเช่นนี้มักนำไปสู่คำแนะนำที่ไม่เป็นผลดี เช่น การบอกให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า “ทำใจให้เข้มแข็ง” หรือ “พยายามให้มากกว่านี้” ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิกเฉยต่อความเป็นจริงของโรคที่ส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งสะท้อนความน่ากังวลของสถานการณ์นี้ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านหนึ่งจากภาควิชาสุขภาพจิต มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ซึ่งมีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการด้านบริการสุขภาพจิตในกว่า 25 ประเทศทั่วโลก เน้นย้ำว่า “การตีตราทั้งสองรูปแบบนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถจัดการปัญหาสุขภาพจิตในฐานะปัญหาสาธารณสุขและปัญหาสังคมที่สำคัญในระดับโลกได้” ตัวเลขสถิติที่มีอยู่ก็น่าตกใจไม่แพ้กัน โดยคาดการณ์ว่าประชากรโลกราวครึ่งหนึ่งจะเคยเผชิญกับโรคทางจิตอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงชีวิต และอาการป่วยทางจิตยังเป็นสาเหตุถึงหนึ่งในสามของภาวะทุพพลภาพทั้งหมดทั่วโลก ในปี 2566 มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงถึง 740,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าผู้เสียชีวิตจากเอชไอวีหรือมาลาเรียรวมกันเสียอีก
สำหรับสังคมไทย ปัญหานี้ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัจจัยทางวัฒนธรรม แม้ว่าหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือจะเน้นเรื่องความเมตตาและการไม่ตัดสินผู้อื่น แต่ในบางครั้งกลับมีการเชื่อมโยงคำอธิบายอาการเจ็บป่วยทางจิตเข้ากับเรื่องของกรรม ซึ่งอาจเป็นการตอกย้ำมุมมองที่ว่าผู้มีปัญหาสุขภาพจิตกำลังรับผลจากการกระทำในอดีต หรือมีบุญบารมีไม่เพียงพอ งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2565 โดยคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าผู้ใหญ่ไทยมักมองอาการป่วยทางจิตว่าเป็นสัญญาณของความล้มเหลวของครอบครัวหรือตัวบุคคลนั้นๆ ในขณะที่คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะมองในมุมของการแพทย์หรือจิตวิทยามากกว่า นี่คือช่องว่างระหว่างวัยที่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์และการรับมือกับการตีตราในสังคม
ดังนั้น การทำความเข้าใจแง่มุมที่ละเอียดอ่อนของการตีตราจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการออกแบบแนวทางการช่วยเหลือที่ได้ผลจริง งานวิจัยชี้แนะว่า การรณรงค์เพื่อลดการตีตราควรจะต้องปรับให้เหมาะสมกับประเภทของการตีตราที่ต้องการจะแก้ไขโดยเฉพาะ:
-
สำหรับผู้มีภาวะทางจิต (psychosis) การรณรงค์ควรเน้นไปที่การแก้ไขความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความรุนแรง และสื่อสารข้อเท็จจริงที่ว่าหากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม คนส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและสร้างคุณูปการต่อสังคมได้ ตัวอย่างเช่น โครงการนำร่องด้านการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข เริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นบวก แต่ในบางครั้งก็ยังคงเผชิญกับการต่อต้านในพื้นที่อันเนื่องมาจากความกลัว การมี “ทูตชุมชน” ซึ่งเป็นผู้ที่เคยมีประสบการณ์เจ็บป่วยและสามารถจัดการกับอาการของตนเองได้สำเร็จ จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้คนทั่วไปเกิดความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยมากขึ้น รวมถึงช่วยแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง
-
ส่วนในกรณีของโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล การสื่อสารไม่ควรเน้นไปที่ความน่ากลัว แต่ต้องมุ่งท้าทายความคิดที่ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องของความเข้มแข็งทางจิตใจ การนำเสนอเรื่องราวของบุคคลที่มีชื่อเสียง ทั้งในแวดวงสังคมและวงการบันเทิง ที่เคยมีประสบการณ์และสามารถฟื้นตัวจากโรคซึมเศร้าได้สำเร็จ สามารถช่วยทลายกำแพงทัศนคติแบบเดิมๆ ลงได้ ความสำเร็จของบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง ไมเคิล เฟลป์ส นักกีฬาว่ายน้ำเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก ที่ออกมาเปิดใจเล่าถึงประสบการณ์การต่อสู้กับโรคซึมเศร้าของตนเอง ชี้ให้เห็นว่าแนวทางนี้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ในหลากหลายวัฒนธรรม เมื่อปี 2566 นักแสดงหญิงไทยที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งก็ได้ออกมาเปิดเผยว่าตนเองต้องต่อสู้กับโรคซึมเศร้า ซึ่งได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากสังคมอย่างล้นหลาม นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าทัศนคติของผู้คนกำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ข้อเสนอแนะจากงานวิเคราะห์ล่าสุดที่อ้างอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ยังรวมถึงการพุ่งเป้าไปที่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นวัยที่กำลังก่อร่างสร้างความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพจิต, กลุ่มนายจ้าง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและกำหนดนโยบายในที่ทำงาน, และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้กำหนดกรอบกฎหมายและนโยบายระดับประเทศ ในประเทศไทย เราเริ่มเห็นการมีส่วนร่วมของเยาวชนเพิ่มมากขึ้นผ่านชมรมสุขภาพจิตในมหาวิทยาลัยและชุมชนออนไลน์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงานยังคงเป็นประเด็นที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร ผลสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2567 โดยหอการค้าไทย เผยว่ามีนายจ้างไม่ถึง 10% ที่จัดให้มีสวัสดิการหรือการฝึกอบรมด้านสุขภาพจิตแก่พนักงาน แม้จะมีความตื่นตัวในเรื่องความเครียดและภาวะหมดไฟในการทำงานเพิ่มมากขึ้นก็ตาม
บทความยังสนับสนุนแนวคิดเรื่อง “การเปิดรับทางสังคม” (social exposure) ให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการลดการตีตรา นั่นคือ การสร้างโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงกับผู้ที่มีประสบการณ์เจ็บป่วยทางจิต ไม่ว่าจะเป็นในชุมชน โรงเรียน หรือที่ทำงาน ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดอคติและความกลัวได้อย่างต่อเนื่อง ในประเทศไทย หลักการนี้นำไปสู่การริเริ่มโครงการต่างๆ เช่น โครงการเพื่อนช่วยเพื่อนในหอผู้ป่วยจิตเวช และการเปิดโอกาสให้ผู้มีประสบการณ์ตรงได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีด้านสุขภาพระดับประเทศ
สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ งานวิจัยนี้เน้นย้ำถึงอันตรายของการให้ความสำคัญกับการตีตราเพียงประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น การมองข้ามภาพจำเรื่อง “ความอ่อนแอ” ที่มักเชื่อมโยงกับโรคทางอารมณ์ที่พบได้บ่อย อาจทำให้การเลือกปฏิบัติฝังรากลึกยิ่งขึ้น และจำกัดการลงทุนในบริการที่จำเป็น ในทางกลับกัน การเพิกเฉยต่อความกลัวและความไม่ไว้วางใจที่เกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตที่รุนแรง ก็จะทำให้การปรับเปลี่ยนนโยบายและความคิดเห็นของสังคมไม่เกิดขึ้นในจุดที่สำคัญที่สุด สำหรับประเทศไทย ซึ่งงบประมาณด้านสุขภาพจิตยังคงมีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านสาธารณสุขโดยรวม และสื่อมวลชนก็มักจะนำเสนอภาพของผู้ป่วยทางจิตในเชิงลบ แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบสองด้านจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
แล้วประเทศไทยจะนำเรื่องนี้ไปปรับใช้อย่างไรได้บ้างในทางปฏิบัติ? ประการแรก การรณรงค์ด้านสาธารณสุข เช่น โครงการ “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว” (You Are Not Alone) ควรมีการแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างการตีตราที่เกิดจากความกลัว กับการตีตราที่เกิดจากการมองว่าเป็นความอ่อนแอ การสื่อสารต้องปรับให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย โดยอ้างอิงข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของสังคมไทยและนำหลักเมตตาธรรมในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ ประการที่สอง ผู้กำหนดนโยบายและนักการศึกษาสามารถพิจารณาบรรจุความรู้ด้านสุขภาพจิต รวมถึงบทเรียนเกี่ยวกับการตีตรา เข้าไปในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับสากลว่าสามารถช่วยลดอคติลงได้ ประการที่สาม ภาคธุรกิจไทยควรได้รับการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้นำแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสุขภาพจิตมาปรับใช้ในองค์กร เพื่อลดอุปสรรคสำหรับพนักงานที่กำลังเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า
เหนือสิ่งอื่นใด สมาชิกในครอบครัว ครูอาจารย์ และผู้นำชุมชน ล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง การพูดคุยกันอย่างเปิดอกและการให้กำลังใจด้วยความเห็นอกเห็นใจ สามารถช่วยลดการตีตราได้ทั้งสองประเภท และยังเป็นการปูทางให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือกล้าที่จะเอื้อมมือขอความช่วยเหลือได้เร็วขึ้น การยกย่องเชิดชูเรื่องราวความสำเร็จในการฟื้นตัว ทั้งในพื้นที่สาธารณะและในวงส่วนตัว จะช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าการฟื้นตัวนั้นเป็นไปได้ และสังคมไทยไม่ควรปล่อยให้ความกลัวหรือการกล่าวโทษมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพจิต
สำหรับผู้อ่านทุกท่าน สิ่งที่เราทุกคนสามารถเริ่มทำได้ทันทีคือ การพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น ลองใช้เวลาศึกษาความแตกต่างของอาการป่วยทางจิตแต่ละประเภท ทบทวนความเชื่อเดิมๆ ที่เราอาจมี และลองพิจารณาดูว่าปกติแล้วเราตอบสนองอย่างไรเมื่อมีใครสักคนมาแบ่งปันความทุกข์ใจกับเรา หากเราต้องการจะเอาชนะปัญหาการตีตราในสังคมไทยให้ได้ การเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มต้นจากทัศนคติและการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเราทุกคนในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ที่วัด หรือในทุกๆ ที่ที่เราอยู่
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ผู้อ่านสามารถขอคำปรึกษาได้ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านท่าน หรือเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรมสุขภาพจิต รวมถึงแหล่งข้อมูลออนไลน์อื่นๆ เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งพร้อมให้บริการคำปรึกษาที่เป็นความลับและช่วยประสานการส่งต่อเพื่อรับการดูแลต่อไป
แหล่งข้อมูล: สแตทนิวส์ (STAT News), กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, ข้อมูลสำคัญด้านสุขภาพจิต โดยองค์การอนามัยโลก (WHO), NCBI - ความรุนแรงและอาการป่วยทางจิต, หอการค้าไทย, งานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย