ผลวิเคราะห์เจาะลึกคลิปแนะนำเรื่องสุขภาพจิตยอดฮิตบน TikTok พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของคลิปเหล่านั้น ให้ข้อมูลที่ชวนให้เข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จุดประกายความกังวลในหมู่นักสาธารณสุขและผู้กำหนดนโยบาย ต่ออิทธิพลที่นับวันยิ่งแผ่ขยายของโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เจ้านี้ ที่มีต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้คนทั่วโลก งานวิจัยชิ้นนี้ที่ประเมินคลิปแนะนำสุขภาพจิต 100 อันดับแรกบน TikTok สรุปว่า มีถึง 52 คลิปที่พบข้อมูลบิดเบือนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนใหญ่มักเสนอทางออกง่ายๆ แบบน่ากังขา ใช้ศัพท์จิตวิทยาแบบผิดๆ และอ้างข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์มารองรับ ในยุคที่ TikTok กลายเป็นแหล่งข้อมูลสุขภาพสำคัญสำหรับคนนับล้าน โดยเฉพาะวัยรุ่น สิ่งที่ค้นพบนี้สะท้อนปัญหาเร่งด่วนทั้งในระดับโลกและในไทย เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล ความเสี่ยงจากการวินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง และความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการกำกับดูแลและให้ความรู้ที่ได้ผลจริง

แล้วเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร? ด้วยยอดผู้ใช้งานในไทยกว่า 40 ล้านคน และจำนวนวัยรุ่นยุคดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว TikTok ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว สังคมไทยเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตที่น่าเป็นห่วง ทั้งความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นในกลุ่มคนอายุน้อย ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลสุขภาพจิตบนโลกดิจิทัลที่ทั้งเข้าถึงง่ายและเชื่อถือได้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่งานวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่า TikTok อาจเป็นเหมือนดาบสองคม ข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตที่ซับซ้อน ตั้งแต่โรคไบโพลาร์, PTSD (ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง), ไปจนถึงโรคซึมเศร้า และภาวะที่ระบบประสาทแตกต่างจากคนทั่วไป (neurodivergence) อาจทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ช้าลงหรือถึงขั้นไม่ไปพบแพทย์ สร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง และตอกย้ำการตีตราทางสังคม ปัญหานี้ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ในไทย ที่ซึ่งการตีตราเรื่องสุขภาพจิตยังคงฝังรากลึก และการเข้าถึงบริการด้านจิตเวชยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล (แหล่งข้อมูล)

เมื่อเจาะลึกรายงานวิจัยล่าสุดจาก Guardian และ Engadget พบว่ามีข้อมูลผิดๆ 4 รูปแบบหลักที่พบบ่อยในคลิป #mentalhealthtips (เคล็ดลับสุขภาพจิต) บน TikTok

ประการแรก คลิปจำนวนไม่น้อย “ตีความอารมณ์ปกติว่าเป็นอาการป่วย” ตามที่นักวิชาการผู้ตรวจสอบระบุ คือมองว่าความเครียด ความเหนื่อยล้า หรือความกังวลที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในชีวิตประจำวัน เป็นสัญญาณของความผิดปกติทางจิตที่รุนแรง เช่น ความรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเพื่อนเปลี่ยนแผน หรือการไม่มีสมาธิทำงาน กลับถูกนำเสนอแบบผิวเผินว่าเป็นหลักฐานของโรคบุคลิกภาพก้ำกึ่ง (borderline personality disorder) หรือภาวะซึมเศร้า (แหล่งข้อมูล) การวินิจฉัยโรคจากอินเทอร์เน็ตแบบนี้ เสี่ยงทำให้ความผิดปกติที่แท้จริงถูกมองข้าม และยังส่งเสริมการตีตราตัวเองอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นักวิชาการด้านการศึกษาในไทยสังเกตเห็นได้ชัดในกลุ่มวัยรุ่นไทยบนโซเชียลมีเดีย

ประการที่สอง คือ “การใช้ศัพท์จิตวิทยาแบบผิดๆ” ซึ่งสร้างความสับสน คลิปมักจะเอาการวินิจฉัยโรคที่ต่างกันมารวมกัน หรือตีความบิดเบือนไป เช่น เรียกอารมณ์แปรปรวนธรรมดาๆ ว่าเป็น “โรคไบโพลาร์” หรือมองความขัดแย้งทั่วไประหว่างบุคคลว่าเป็น “การถูกทำร้าย” ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านชี้ว่า แนวโน้มนี้ยิ่งตอกย้ำการตีตรา สร้างความเข้าใจผิด และอาจทำลายความสัมพันธ์ได้ เมื่อคนทั่วไปนำศัพท์ทางการแพทย์ไปใช้ผิดๆ โดยปราศจากคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ข้อผิดพลาดประการที่สามที่พบบ่อยที่สุด คือ การส่งเสริม “วิธีรักษาที่ไม่มีหลักฐานรองรับและคำอ้างที่เป็นเท็จ” งานวิจัยพบว่ามีคลิปมากมายที่อ้างถึงการรักษาแบบปาฏิหาริย์ เช่น การเยียวยาบาดแผลทางใจในหนึ่งชั่วโมงด้วยแบบฝึกหัดการเขียนบางอย่าง การรักษาโรคซึมเศร้าด้วยการกินส้ม หรือการซื้ออาหารเสริมยอดฮิตอย่างแมกนีเซียมไกลซิเนต หรือสารสกัดจากกะเพรา งานวิจัยระบุว่า คำแนะนำเหล่านี้ไม่เพียงแต่ขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือรองรับ แต่ยังอาจเป็นอันตรายโดยตรง หากทำให้ผู้ชมลังเลที่จะขอความช่วยเหลือทางการแพทย์หรือจิตวิทยาที่ถูกต้อง ในไทยที่การรักษาทางเลือกเป็นที่นิยมอยู่แล้ว การแพร่กระจายของคำกล่าวอ้างแบบนี้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยหันเหออกจากการดูแลรักษาที่ได้ผลจริง (แหล่งข้อมูล)

ประเด็นสำคัญสุดท้าย คือ การอ้างอิง “หลักฐานจากประสบการณ์ส่วนตัว” เป็นหลัก คลิปที่ทรงอิทธิพลจำนวนมากมักอ้างอิงจากเรื่องเล่าส่วนตัวเท่านั้น ซึ่งแม้จะฟังดูเข้าถึงง่าย แต่ก็อาจเป็นอันตรายจากการเหมารวมเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาเป็นความจริงสากล ตัวอย่างเช่น บางครั้งมีการแนะนำให้เข้ารับการรักษาทางจิตเวชแบบผู้ป่วยใน โดยอ้างจากเรื่องเล่าของผู้ใช้เพียงคนเดียว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการทำเช่นนี้อาจทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ประโยชน์ และความเสี่ยงของการรักษาในโรงพยาบาล

ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาต่างออกมาส่งเสียงเตือน ที่ปรึกษาด้านประสาทจิตเวชศาสตร์จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร ผู้ตรวจสอบเนื้อหาเกี่ยวกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าบน TikTok ให้ความเห็นว่า การใช้ศัพท์จิตวิทยามากเกินไป “อาจนำไปสู่ความสับสนเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของอาการป่วยทางจิตได้” นักจิตวิทยาที่ได้รับการรับรองจากสมาคมจิตวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (British Psychological Society) ตั้งข้อสังเกตว่า “TikTok กำลังเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ โดยชี้แนะว่ามีเคล็ดลับและความจริงสากลที่เป็นความลับ ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกแย่ลง เหมือนตัวเองล้มเหลว เมื่อเคล็ดลับเหล่านี้ไม่ได้ช่วยรักษาอาการป่วยจริง” จิตแพทย์อีกท่านหนึ่งเน้นย้ำถึงอันตรายของการทำให้การเจ็บป่วยทางจิตที่แท้จริงกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย จากการวินิจฉัยตนเองทางออนไลน์ โดยเตือนว่าสิ่งนี้สามารถด้อยค่าประสบการณ์จริงของผู้ที่เผชิญกับอาการรุนแรงได้ (แหล่งข้อมูล)

สำหรับประเทศไทย ที่แพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังเข้ามาแทนที่สื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์แบบดั้งเดิมอย่างรวดเร็ว สถานการณ์นี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง นักจิตวิทยาและนักการศึกษาด้านการแพทย์ในไทยเริ่มสังเกตเห็นแล้วว่า เยาวชนไทยหันมาใช้ TikTok เป็นแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตกันมากขึ้น แนวโน้มนี้ยิ่งถูกกระตุ้นด้วยรูปแบบคลิปสั้นกระชับของแพลตฟอร์ม เรื่องเล่าที่เร้าอารมณ์ และพื้นที่แสดงความคิดเห็นของชุมชนผู้ใช้ สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะที่เอื้อต่อการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทั้งของข้อมูลที่เป็นประโยชน์และคำแนะนำที่ชวนให้เข้าใจผิดหรือเป็นอันตราย

งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2025 ให้ภาพรวมของปัญหานี้ในระดับโลกที่กว้างขึ้น (บทความ PMC) จากการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์กว่า 26 ชิ้น และผู้เข้าร่วมกว่า 11,000 คน ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน โปแลนด์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ผลการทบทวนพบว่า การใช้ TikTok ในลักษณะที่เป็นปัญหา พบได้ราว 8-25% ในกลุ่มเยาวชนที่สำรวจ โดยมีอัตราสูงกว่ามากในกลุ่มผู้หญิงและผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่า ที่น่ากังวลคือ แม้เพียงการใช้งานแพลตฟอร์มในช่วงสั้นๆ (เพียง 20 นาที) ก็พบว่าเพิ่มระดับคะแนนภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลถึง 12% และ 15% ตามลำดับ ผลกระทบนี้เห็นได้ชัดเป็นพิเศษในกลุ่มผู้ที่มีความเปราะบางทางจิตใจอยู่เดิม เช่น ผู้ที่มีภาวะเหงา หรือมีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ

งานทบทวนยังพบว่า อัลกอริทึมหน้า “สำหรับคุณ” (For You Page) ของ TikTok ที่คอยป้อนเนื้อหาสั้นๆ น่าสนใจแบบเฉพาะบุคคลนั้น ส่งเสริมการใช้งานแบบย้ำคิดย้ำทำหรือจนเกิดการเสพติด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพฤติกรรมการเสพติดอื่นๆ ผู้ใช้งานหลายรายรายงานว่า “รับรู้เวลาผิดเพี้ยนไป” และรู้สึกว่าหยุดใช้งานได้ยาก ปรากฏการณ์นี้เป็นที่คุ้นตาของผู้ปกครองที่เห็นวัยรุ่นไทยจมดิ่งอยู่กับคอนเทนต์ไวรัลไม่รู้จบ งานวิจัยเชื่อมโยงการใช้งานแบบเสพติดนี้เข้ากับผลเสียหลายด้าน รวมถึงผลการเรียนที่ตกต่ำ ปัญหาการนอนหลับ และอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือแม้แต่ความกังวลเรื่องภาพลักษณ์ร่างกายที่สูงขึ้น

ในบริบทของไทย ผลการค้นพบเหล่านี้ยิ่งน่าสนใจ เมื่อเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการและนักรณรงค์ด้านสาธารณสุขต่างออกมาเตือนว่า การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปกำลังกัดกร่อนทั้งสุขภาพใจและความสำเร็จทางการเรียนของเยาวชน แม้ว่าในช่วงการระบาดใหญ่ การเข้าถึงโลกดิจิทัลจะช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกันและเป็นสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจที่สำคัญ แต่ผลที่ตามมาคือความต้องการบริการสุขภาพจิตที่พุ่งสูงขึ้น และความท้าทายใหม่ๆ สำหรับครอบครัว ครู และหน่วยงานด้านสุขภาพ (แหล่งข้อมูล)

แล้ว TikTok มีข้อดีบ้างหรือไม่? งานศึกษาทั้งในและต่างประเทศบางชิ้นชี้ว่า ชุมชนที่หลากหลายและกว้างใหญ่ของ TikTok ก็ให้การสนับสนุนที่จับต้องได้ โดยเฉพาะกับผู้ใช้ที่เผชิญการตีตรา ความโดดเดี่ยว หรือมีอุปสรรคในการเข้าถึงการดูแลแบบตัวต่อตัว ประสบการณ์ส่วนตัว กลยุทธ์การรับมือที่นำมาแบ่งปันกัน และการยอมรับจากเพื่อนๆ สามารถสร้างความสบายใจ ช่วยลดการตีตราอาการป่วยทางจิต และบางครั้งก็กระตุ้นให้ผู้ใช้ไปขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ งานศึกษาเชิงคุณภาพชิ้นหนึ่งพบว่า เยาวชนไทยกลุ่มชายขอบ “รู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง” เมื่อได้เห็นคนอื่นแบ่งปันปัญหาคล้ายๆ กัน แต่ในงานศึกษาชิ้นเดียวกันก็เตือนว่า ผลดีเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้มีความสามารถในการแยกแยะข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีแหล่งสนับสนุนทางสุขภาพจิตอื่นๆ เป็นทางเลือกด้วย

ด้าน TikTok เอง ก็ได้ตอบโต้ผลการตรวจสอบของ Guardian โดยระบุว่า แพลตฟอร์มได้ลบข้อมูลที่ผิดพลาดและเป็นอันตรายเกือบ 98% ก่อนที่ผู้ใช้จะรายงานเสียอีก และยังร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ของสหราชอาณาจักร เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทางแพลตฟอร์มอ้างว่า ได้นำทางผู้ใช้ที่ค้นหาคำอย่าง “ภาวะซึมเศร้า” หรือ “ความวิตกกังวล” ไปยังแหล่งข้อมูลของรัฐบาลที่เชื่อถือได้ อย่างไรก็ดี นักวิจารณ์โต้แย้งว่า ปริมาณและความเร็วในการผลิตเนื้อหาบนแพลตฟอร์มนั้นแซงหน้ามาตรการเหล่านี้ไปไกล และระบบแนะนำเนื้อหาด้วยอัลกอริทึมก็อาจยิ่งไปขยายการมองเห็นของคอนเทนต์ล่อคลิกและข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิด แทนที่จะลดการรับรู้ ข้อโต้แย้งนี้สอดคล้องกับประเด็นถกเถียงในระดับโลก เกี่ยวกับความรับผิดชอบของบริษัทโซเชียลมีเดียภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ เช่น กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) ของสหราชอาณาจักร (แหล่งข้อมูล)

ผลกระทบต่อประเทศไทยนั้นมีหลายมิติ ประการแรก มีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสุขภาพดิจิทัล โดยต้องผนวกเข้ากับทั้งหลักสูตรการศึกษาและการสื่อสารด้านสาธารณสุข เช่นเดียวกับที่คนไทยในอดีตเรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองจากอันตรายเรื่องอาหารหรือสิ่งแวดล้อม เยาวชนยุคนี้ก็ต้องได้รับการสอนให้ประเมินเนื้อหาสุขภาพออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ ตรวจสอบแหล่งที่มา ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และไม่หลงเชื่อคำตอบง่ายๆ ที่น่าดึงดูดใจ การลงทุนของภาครัฐในโครงการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล จะทำให้ประเทศไทยก้าวทันประเทศอื่นๆ เช่น จีน และรัฐนิวยอร์ก ที่ได้เริ่มมาตรการจำกัดเวลาหน้าจอและการรณรงค์ให้ความรู้เพื่อจัดการกับการใช้โซเชียลมีเดียที่เป็นปัญหาแล้ว (แหล่งข้อมูล)

ประการที่สอง งานวิจัยตอกย้ำบทบาทสำคัญของผู้ปกครอง ครู และผู้นำชุมชน ในการติดตามและให้คำแนะนำเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชน การพูดคุยกันในครอบครัวอย่างเปิดอกและไม่ตัดสินเกี่ยวกับสุขภาพจิตและชีวิตดิจิทัล ซึ่งจะช่วยทลายวัฒนธรรม “รักษาหน้า” และความเงียบงัน เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดต่างเน้นย้ำว่า การสนับสนุนทางสังคมยังคงเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดต่อปัญหาสุขภาพจิต

ประการที่สาม ผู้กำหนดนโยบายและบริษัทเทคโนโลยีในไทยต้องลงมือทำอย่างจริงจัง มีแรงกดดันเพิ่มขึ้นให้แพลตฟอร์มต่างๆ ออกมาตรการเชิงรุกและโปร่งใสเพื่อต่อต้านอันตรายจากเนื้อหา ความร่วมมือที่เข้มข้นขึ้นระหว่างหน่วยงานดิจิทัลของไทย บริษัทโซเชียลมีเดียระดับโลก และกระทรวงสาธารณสุข อาจนำไปสู่การสร้างเนื้อหาการศึกษาที่ปรับให้เข้ากับบริบทไทยเป็นภาษาไทย มีเครื่องมือรายงานโพสต์อันตรายที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น และการเชื่อมโยงไปยังบริการสุขภาพจิตในท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ดีขึ้น เช่น สายด่วน 1323 ของกรมสุขภาพจิต หรือหน่วยให้คำปรึกษาของโรงพยาบาลในต่างจังหวัด (แหล่งข้อมูล)

เมื่อมองในมุมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การต่อสู้ของไทยกับการตีตราปัญหาสุขภาพจิตและข้อมูลลวงบนโลกดิจิทัลไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่ที่เดียว ความเป็นเมือง ความเครียดจากการเรียน และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่สูง ทำให้เยาวชนไทยมีทั้งความเข้มแข็งและเปราะบางในเวลาเดียวกัน ความกังวลทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับคลื่นอินเทอร์เน็ตยุคก่อนๆ แม้แต่ก่อนจะมี TikTok ทางการก็เคยปวดหัวกับการแพร่ระบาดของข่าวลือเรื่องเด็กติดเกม การบูลลี่ในโลกไซเบอร์ และการอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพแบบผิดๆ บนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Line แต่สิ่งที่ใหม่คือความเร็ว พลังทางอารมณ์ และการขยายผลด้วยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มอย่าง TikTok รวมถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการเปรียบเทียบทางสังคมในกลุ่มวัยรุ่นไทย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการศึกษาและการทำงานที่แข่งขันสูง (แหล่งข้อมูล)

เมื่อมองไปข้างหน้า ผลกระทบระยะยาวของข้อมูลสุขภาพจิตผิดๆ จาก TikTok ยังคงไม่ชัดเจน นักวิจัยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีการศึกษาระยะยาวเพิ่มเติม โดยเฉพาะในบริบทของเอเชีย เพื่อแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างเหตุและผล: TikTok ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตแย่ลง หรือเป็นเพียงผู้ที่เปราะบางอยู่แล้วที่แห่กันไปรวมตัวในชุมชนของมัน? หลักฐานใหม่ๆ ชี้ว่าน่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบสองทาง คือ ผู้ใช้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้วมักจะถูกดึงดูดเข้าหาแพลตฟอร์ม แต่การได้รับข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดหรือเป็นอันตรายมากเกินไป ก็อาจทำให้ปัญหาของพวกเขารุนแรงขึ้น กลายเป็น “วงจรอุบาทว์” ที่ต้องอาศัยการแทรกแซงอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรม (แหล่งข้อมูล)

สำหรับผู้อ่านชาวไทย สารสำคัญในเรื่องนี้ชัดเจนและเร่งด่วน ทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและการคิดเชิงวิพากษ์ต้องกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้ชีวิตของคนไทยทุกคน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ก่อนจะทำตามคำแนะนำด้านสุขภาพจิตจากคนแปลกหน้า หรืออินฟลูเอนเซอร์บน TikTok ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาต หรือสายด่วนสุขภาพจิตระดับชาติเสียก่อน ใช้การตั้งค่าใน TikTok เพื่อจำกัดการรับข้อมูล พักการใช้สื่อดิจิทัล (digital detox) เป็นระยะ และพูดคุยอย่างเปิดอกกับเพื่อนหรือคนในครอบครัวเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นทางออนไลน์ ผู้ปกครองและครูสามารถช่วยได้ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมกิจกรรมนอกโลกออนไลน์ และคอยติดตามเทรนด์ดิจิทัลในหมู่เยาวชน

เหนือสิ่งอื่นใด ผู้กำหนดนโยบาย ภาคประชาสังคม และบริษัทเทคโนโลยี จำเป็นต้องร่วมมือกัน: เสริมสร้างโครงการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล เพิ่มศักยภาพผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั่วประเทศ และกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนโปร่งใสสำหรับข้อมูลสุขภาพจิตบนแพลตฟอร์มโซเชียล การดำเนินการเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าอนาคตดิจิทัลของไทยจะไม่เพียงแค่เชื่อมโยงถึงกัน แต่ยังต้องเป็นสังคมที่ผู้คนมีสุขภาพดี ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และปลอดภัยสำหรับทุกคน

แหล่งข้อมูล: