รายงานใหม่สุดสะเทือนจากสถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการแพทย์แห่งชาติของสหรัฐฯ เผยภาพชัดเจนว่าสถานการณ์สุขภาพสตรีในอเมริกากำลังย่ำแย่ ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ต่องบประมาณวิจัยทางการแพทย์และความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย แม้สหรัฐฯ จะมั่งคั่งและก้าวหน้าทางการแพทย์ แต่ผู้หญิงอเมริกันกลับมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นกว่าผู้หญิงในประเทศร่ำรวยอื่นๆ แถมยังเผชิญภาวะทุพพลภาพช่วงปลายชีวิตสูงกว่า ทั้งยังมีอัตราการเสียชีวิตของมารดาและความรุนแรงในระดับน่าตกใจ สวนทางกับงบวิจัยด้านสุขภาพสตรีที่ยังคงขาดแคลนอย่างหนัก (PRB.org)

สำหรับคนไทย ผลวิจัยนี้นับเป็นทั้งอุทาหรณ์และกระจกเงาให้เราหันมาทบทวน หากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกยังเผชิญปัญหาความเท่าเทียมทางสุขภาพสตรีและการจัดลำดับความสำคัญงานวิจัย แล้วประเทศไทยจะเรียนรู้และป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยความผิดพลาดได้อย่างไร

รายงานล่าสุดฉายภาพรวมน่าห่วง ปี 2021 ผู้หญิงอเมริกันมีอายุคาดเฉลี่ยเพียง 79.3 ปี น้อยกว่าผู้หญิงคอสตาริกาถึง 4 ปี และตามหลังผู้หญิงญี่ปุ่นถึง 8 ปี ในกลุ่ม 38 ประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) สหรัฐฯ รั้งอันดับ 33 อย่างน่าผิดหวัง นักวิจัยชี้ว่าสาเหตุมาจากปัจจัยซับซ้อนหลายด้าน ทั้งอัตราการสูบบุหรี่ โรคอ้วน การใช้สารเสพติด และการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้น ซึ่งล้วนโยงใยกับปัญหาสังคมฝังรากลึกอย่างการกีดกันทางเพศและการเหยียดเชื้อชาติ อันเป็นตัวการสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ชี้ว่า “ช่องว่างอายุคาดเฉลี่ยระหว่างผู้หญิงอเมริกันกับผู้หญิงในประเทศร่ำรวยอื่นๆ ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ” ตอกย้ำสัญญาณอันตรายว่าความก้าวหน้ากำลังหยุดชะงักหรือถดถอย ผู้หญิงอเมริกันไม่เพียงอายุสั้นลง แต่ยังใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างทรุดโทรมมากขึ้น ต้องเผชิญโรคเรื้อรังที่บั่นทอนสุขภาวะในอัตราที่สูงกว่าผู้ชาย

นักผู้สูงวัยวิทยา มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่า “ผู้หญิงอาจอายุยืนกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีสุขภาพดีกว่าผู้ชาย” จากการทบทวนข้อมูลตลอดสี่ทศวรรษของนักวิจัยท่านนี้พบว่า แม้ผู้หญิงจะมีชีวิตยืนยาวขึ้นจริง แต่ปีที่เพิ่มมานั้นกลับเต็มไปด้วยภาวะทุพพลภาพที่มากขึ้น (PRB.org)

เมื่อเจาะลึกเบื้องหลังตัวเลขที่น่าตกใจ รายงานชี้ชัดไปที่อัตราการเสียชีวิตของมารดาในสหรัฐฯ ที่สูงลิ่วจนติดอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายสำหรับผู้หญิงผิวสี (ที่ไม่ใช่เชื้อสายสเปน) ซึ่งเสี่ยงเสียชีวิตระหว่างและหลังคลอดสูงกว่าผู้หญิงผิวขาวถึง 3.5 เท่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดโบลเดอร์และมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำนี้หยั่งรากจากการเหยียดเชื้อชาติเชิงโครงสร้างในทุกมิติ ทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุข

ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ยิ่งน่าตกใจ เมื่อพบว่า 84% ของการเสียชีวิตของมารดาในช่วงปี 2017-2019 นั้นสามารถป้องกันได้! ตัวเลขนี้สะท้อนจุดอ่อนสำคัญของระบบสุขภาพ และความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่เป็นภัยคุกคามต่อผู้หญิงผิวสีโดยเฉพาะ ปัญหานี้พบเห็นได้ในสังคมพหุวัฒนธรรมหลายแห่ง รวมถึงไทย ที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมและชาติพันธุ์ส่งผลต่อสุขภาพสตรีเช่นกัน

รายงานยังเผยให้เห็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อหญิงสาววัยทำงาน โดยอัตราการฆ่าตัวตายและการถูกฆาตกรรมในกลุ่มผู้หญิงอเมริกันอายุ 25-34 ปี สูงขึ้นเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงชนพื้นเมืองอเมริกัน ชนพื้นเมืองอะแลสกา และหญิงผิวสี ซึ่งมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย ตัวอย่างเช่น อัตราการถูกฆาตกรรมในหญิงสาวผิวสีพุ่งสูงเกือบ 60% ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ตัวเลขน่าสะพรึงเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล แต่ชี้ถึงปัญหาสังคมวงกว้าง เช่น ความเปราะบางจากการขาดเครือข่ายทางสังคม การเผชิญความรุนแรง และการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ยากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยใหม่ทบทวนโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน ยังพบความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายจำกัดการทำแท้งกับสุขภาพที่ย่ำแย่ลง ทั้งความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่สูงขึ้น และปัญหาการเงินรุนแรงของผู้หญิงและครอบครัว คาดว่าคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในปี 2022 ที่คว่ำคดี Roe v. Wade จะยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงและความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพเหล่านี้ ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องเสี่ยงกับการดูแลอนามัยเจริญพันธุ์ที่ไม่ปลอดภัยและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ

คณะผู้เขียนรายงานเน้นย้ำว่า “‘เด็กหญิง ผู้หญิง ครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจ ล้วนต้องแบกรับต้นทุนจากช่องว่างความรู้ด้านสุขภาพสตรี’” และย้ำว่าการจะอุดช่องว่างนี้ได้ “‘ไม่ใช่แค่เพิ่มงบประมาณ… แต่ต้องอาศัยการลงมือทำอย่างจริงจัง การจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน และการกำกับดูแลเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย’”

หนึ่งในข้อมูลที่น่าตกใจที่สุดคือปัญหาการขาดแคลนงบประมาณเรื้อรังสำหรับการวิจัยสุขภาพสตรีโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) แม้สำนักงานวิจัยสุขภาพสตรี (ORWH) จะก่อตั้งมากว่า 30 ปี แต่งบ NIH ที่จัดสรรให้ด้านนี้น้อยกว่า 9% และสัดส่วนนี้ยังลดลงอีกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยส่วนใหญ่ของ NIH ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพสตรีในแผนยุทธศาสตร์ แถมคณะกรรมการพิจารณาทุนวิจัยก็มักขาดผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสตรีที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจที่รอบด้าน ผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการให้เหตุผลว่า ช่องโหว่เชิงสถาบันเหล่านี้สะท้อนและตอกย้ำอคติในอดีตของระบบการแพทย์ที่มักมองข้ามร่างกายและประสบการณ์ของผู้หญิง ซึ่งเป็นปัญหาที่พูดถึงกันมานานในแวดวงวิจัยการแพทย์ (The Lancet)

จากสถานการณ์นี้ คณะกรรมการสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติฯ จึงเรียกร้องให้ปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยเสนอให้ยกระดับ ORWH เป็นสถาบันวิจัยสุขภาพสตรีเต็มตัว มีขอบเขตงานวิจัยกว้างขึ้น และมีอำนาจกำกับดูแลมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ตั้งกองทุนวิจัยสหวิทยาการใหม่ และเพิ่มจำนวนผู้พิจารณาทุนวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสตรี

ผลกระทบต่อประเทศไทยนับว่าน่าคิด แม้ตัวเลขอัตราการเสียชีวิตของมารดาและอายุคาดเฉลี่ยอาจต่างกัน แต่โจทย์ท้าทายพื้นฐานหลายอย่างคล้ายกัน เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเพศในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมน้อยในการศึกษาทางคลินิก และระบบการแพทย์ที่มักมองข้ามความต้องการเฉพาะของผู้หญิง ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไทยเผชิญอยู่เช่นกัน ความพยายามของไทยในการลดอัตราการเสียชีวิตของมารดาและยกระดับสุขภาพผู้หญิงและเด็กหญิง โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์และพื้นที่ห่างไกล จำเป็นต้องใส่ใจบทเรียนจากกรณีนี้อย่างใกล้ชิด (World Bank)

ในอดีต ไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดอัตราการเสียชีวิตของมารดา จากกว่า 400 รายต่อการเกิดมีชีพแสนรายในช่วงทศวรรษ 1960 เหลือต่ำกว่า 50 รายในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลพวงจากโครงการสาธารณสุขระดับชาติ การวางแผนครอบครัว และบริการสุขภาพในชนบท แต่ก็ยังคงมีช่องว่าง โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ สตรีวัยรุ่น และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมซ้อนทับ คล้ายกับที่พบในสหรัฐฯ (UNFPA Thailand)

นี่คือโอกาสสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบาย นักวิจัย และนักรณรงค์ของไทยจะนำบทเรียนเปรียบเทียบนี้มาใช้จัดการกับช่องว่างงานวิจัยและความเหลื่อมล้ำบริการสุขภาพเชิงรุก ก่อนที่ปัญหาจะหยั่งรากลึก ประเด็นสำคัญที่ต้องปรับปรุงคือ ส่งเสริมงานวิจัยคลินิกที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ ทำให้มั่นใจว่าแผนยุทธศาสตร์สุขภาพให้ความสำคัญกับสุขภาพสตรีอย่างชัดเจน และขยายความร่วมมือสหวิทยาการและข้ามภาคส่วน โดยผนวกมุมมองของนักการศึกษา นักสังคมวิทยา นักมานุษยวิทยา และนักรณรงค์สิทธิสตรี เข้ากับมุมมองของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์การแพทย์

ในการก้าวไปข้างหน้า ประเทศไทยสามารถพิจารณาแนวทางปฏิบัติหลายประการที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลการวิจัยของสหรัฐฯ ดังนี้

  • เพิ่มงบวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสตรีโดยตรง พร้อมเป้าหมายชัดเจนและรายงานผลอย่างโปร่งใส
  • รับประกันว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสตรีร่วมเป็นกรรมการพิจารณาทุนและกำหนดนโยบาย
  • ให้ความสำคัญกับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพที่จำแนกตามเพศ ชาติพันธุ์ ภูมิศาสตร์ และสถานะเศรษฐกิจสังคม เพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุดยิ่งขึ้น
  • สนับสนุนงานวิจัยสหวิทยาการและงานวิจัยฐานชุมชน ที่ครอบคลุมปัจจัยสุขภาพจิต สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ การป้องกันความรุนแรง และการเสริมพลังทางเศรษฐกิจสังคม
  • ถอดบทเรียนจากปัญหาขาดแคลนงบประมาณและความผิดพลาดเชิงนโยบายในต่างแดน เช่น สหรัฐฯ เพื่อเป็นเกราะป้องกันความก้าวหน้าในประเทศ

สำหรับผู้หญิงไทย ครอบครัว และผู้กำหนดนโยบาย วิกฤตในอเมริกาคือเครื่องย้ำเตือนว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ได้การันตีความเท่าเทียมทางสุขภาพเสมอไป จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญ ลงทุน และตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ความก้าวหน้าด้านสุขภาพสตรีของไทยต้องถดถอยตามรอย เมื่อน้อมนำหลักพุทธธรรมเรื่องเมตตาและการไม่ประมาทในสังขาร สังคมไทยสามารถตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะดูแลสุขภาพสตรีทุกช่วงวัย ด้วยการลงมือทำจริงและนโยบายที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ลมปากหรือเจตนาดี

เหนือสิ่งอื่นใด ประสบการณ์ของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าการละเลยสุขภาพสตรีไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ แต่ส่งผลกระทบวงกว้างทั้งต่อครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้นำและสังคมไทยกำลังต่อยอดความสำเร็จด้านสุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงสุขภาพสตรี นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องทำให้แน่ใจว่าความพยายามเหล่านี้จะยั่งยืน ครอบคลุม และพร้อมรับมืออนาคต

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถศึกษางานวิจัยต้นฉบับและบทสรุปเชิงนโยบายได้ที่ PRB.org