สถานการณ์ท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อมาเลเซียผงาดขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งด้านการท่องเที่ยว แซงหน้าประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ข้อมูลนี้อ้างอิงจากสถิติทางการประจำปี 2567 ที่หลายหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเพิ่งเผยแพร่เมื่อวานนี้ (e.vnexpress.net) โดยปีนี้ มาเลเซียต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วถึง 9.57 ล้านคน เฉือนชนะไทยที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 9.55 ล้านคนไปอย่างฉิวเฉียด ตัวเลขล่าสุดนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคอย่างชัดเจน และจุดประกายคำถามสำคัญถึงอนาคตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย
ข่าวนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อยต่อคนไทยและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับทั่วโลกทั้งเรื่องวัฒนธรรมอันรุ่มรวย อาหารการกินเลิศรส การต้อนรับอันอบอุ่น และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ ก่อนวิกฤตโควิด-19 ภาคการท่องเที่ยวเคยทำรายได้ให้ประเทศมากกว่า 15% ของ GDP และสร้างงานหลายล้านตำแหน่ง เปรียบเสมือนเสาหลักค้ำจุนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด (World Bank) การเสียแชมป์ผู้นำท่องเที่ยวอาเซียนครั้งนี้ จึงจุดประเด็นสำคัญทั้งเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน กลยุทธ์ฟื้นตัวหลังโควิด-19 และทิศทางความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป
บรรดาผู้ประกอบการและกูรูในวงการท่องเที่ยวไทยต่างจับตากลยุทธ์ของมาเลเซียอย่างใกล้ชิด นโยบายล่าสุดของมาเลเซีย โดยเฉพาะการขยายเวลาฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีนถึง 5 ปี (ต่ออายุได้ถึงปี 2579) และการยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวอินเดียจนถึงอย่างน้อยปี 2569 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวพุ่งพรวด ข้อมูลนี้มาจากกระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย (e.vnexpress.net) ตรงกันข้าม ประเทศไทยกลับเจอปัญหาความไม่แน่นอนของนโยบายวีซ่าตัวเอง ทั้งเรื่อง Visa on Arrival ที่ปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง และปัญหาน่ากังวลเรื่องธุรกิจสีเทาที่เพิ่มมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการท่องเที่ยวจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ให้ทัศนะว่า “การที่มาเลเซียเดินหน้าผ่อนคลายกฎระเบียบวีซ่า โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวขาออกที่โตเร็วที่สุดในโลก สะท้อนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อแนวโน้มการเดินทาง” พร้อมเสริมว่า “แนวทางปัจจุบันของไทยยังดูขาดความคล่องตัว ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวในภูมิภาคให้ได้รวดเร็วทัดเทียมกัน”
สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักท่องเที่ยวจีนและอินเดียถือเป็นกลุ่มสำคัญอย่างยิ่ง ก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ นักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่มาไทย แต่ผลพวงจากการระบาดและข่าวคราวความกังวลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทำให้การกลับมาของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้า ขณะเดียวกัน แคมเปญโปรโมทการท่องเที่ยวของมาเลเซีย ความสะดวกด้านภาษา ชื่อเสียงด้านท่องเที่ยวฮาลาล และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว ก็ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วเอเชียและตะวันออกกลางได้เป็นอย่างดี (Tourism Authority of Malaysia) ส่วนเวียดนามและสิงคโปร์รั้งอันดับรองลงมา ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 6 ล้านคน และ 4.31 ล้านคนตามลำดับ สะท้อนการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นในภูมิภาค
ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยไม่ได้อยู่แค่เรื่องตัวเลข รัฐบาลไทยได้วางยุทธศาสตร์ฟื้นตัวหลังโควิด-19 อย่างเต็มที่ ทั้งโครงการ “Visit Thailand Year 2025” และแคมเปญดึงดูดนักท่องเที่ยวระยะไกลกำลังซื้อสูงให้กลับมา แต่การเสียตำแหน่งผู้นำในภูมิภาคครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำแรงกดดันให้ไทยต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยเพิ่งให้สัมภาษณ์เน้นย้ำว่า “เราต้องแก้ปัญหาคอขวด ทั้งโครงสร้างพื้นฐานสนามบิน ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว หรือขั้นตอนวีซ่าที่ง่ายขึ้น หากต้องการทวงบัลลังก์ผู้นำกลับคืน”
ในเชิงวัฒนธรรม จุดแข็งของไทยอย่างเครือข่ายบริการและการต้อนรับที่แข็งแกร่ง แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติหลากหลาย และมรดกทางพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึก ยังคงเป็นแต้มต่อสำคัญ แต่รูปแบบการท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งการเติบโตของกลุ่มดิจิทัลโนแมด การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทำให้ไทยต้องพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรักษาเสน่ห์ดึงดูดใจ ในอดีต กระแสท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เช่น การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่บูมขึ้นช่วงโรคระบาด ก็เคยทำให้ไทยปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการท่องเที่ยวมาแล้ว ตั้งแต่การพัฒนาหาดทรายชายทะเลทางเลือกใหม่ๆ ไปจนถึงรีสอร์ตเพื่อสุขภาพ
ข้อมูลคาดการณ์จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA) ชี้ว่า การเดินทางระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิกจะฟื้นตัวเต็มรูปแบบกลับสู่ระดับก่อนโควิดได้ภายในปี 2568 หรือ 2569 (PATA Annual Report 2024) แม้ทั้งมาเลเซียและไทยมีแนวโน้มเติบโต แต่การแข่งขันที่แท้จริงอยู่ที่ว่าใครจะปรับตัวรับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปได้เร็วกว่า ทั้งความสะดวกสบายทางดิจิทัล บริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล และประสบการณ์ที่คุ้มค่าคุ้มราคา
ในปีต่อๆ ไป ความสำเร็จส่วนใหญ่ของไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับปรุงกฎระเบียบวีซ่าสำหรับตลาดหลักให้ง่ายขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อประสบการณ์เดินทางที่ไร้รอยต่อ และการแก้ปัญหาระยะยาวเรื่องนักท่องเที่ยวล้นเมือง (overtourism) และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมนี้เริ่มเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และภาครัฐ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรมที่ได้มาตรฐานสากล
สำหรับนักเดินทางชาวไทย ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้กำหนดนโยบาย บทเรียนครั้งนี้ชัดเจน: ถึงเวลาต้องลงมือทำจริงจัง ข้อเสนอแนะสำคัญเพื่อขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยไปข้างหน้า ประกอบด้วย:
- เร่งปรับปรุงขั้นตอนวีซ่าให้ง่ายขึ้นสำหรับตลาดเป้าหมาย (โดยเฉพาะจีนและอินเดีย)
- เสริมสร้างการเชื่อมโยงเส้นทางบินในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถของสนามบิน
- ลงทุนในเครื่องมือดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการวางแผนเดินทาง ดูแลความปลอดภัย และสนับสนุนด้านภาษา
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ท่องเที่ยวโดยชุมชน และท่องเที่ยวที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม
- มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพและกระจายตลาดให้หลากหลาย ลดการพึ่งพิงตลาดหลักไม่กี่แห่ง
ขณะที่มาเลเซียกำลังฉลองความสำเร็จในฐานะผู้นำท่องเที่ยวภูมิภาค ไทยก็กำลังเผชิญโอกาสครั้งสำคัญในการปรับปรุง พัฒนานวัตกรรม และทวงคืนตำแหน่ง “สยามเมืองยิ้ม” ในใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมา ความเข้มแข็ง ความสามารถในการปรับตัว และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ยังคงเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่สุด ขอเพียงไทยพร้อมลุกขึ้นเผชิญหน้าและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ ในภูมิภาค