ข่าวดีล่าสุดจากวงการวิทยาศาสตร์! พบว่าใยอาหารละลายน้ำจากข้าวโอ๊ต ซึ่งหาได้ไม่ยาก อาจมีส่วนช่วยให้ร่างกายขับสารเคมีอันตรายกลุ่ม PFAS หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สารพิษอมตะ” ออกไปได้ การค้นพบนี้นับเป็นแสงแห่งความหวังสำหรับคนไทยและผู้คนทั่วโลกที่กำลังวิตกกังวลถึงผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม งานวิจัยชิ้นนี้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Health ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อกรกับสารเคมีที่ขึ้นชื่อว่ากำจัดออกจากร่างกายได้ยากยิ่ง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก The Independent

สารกลุ่มเพอร์ฟลูออโรอัลคิลและโพลีฟลูออโรอัลคิล (Per- and polyfluoroalkyl substances – PFAS) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “สารพิษอมตะ” ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานสุดๆ เป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก จากข้อมูลของ วิกิพีเดีย ระบุว่าสารเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัวเคลือบสารกันติด, ผ้าชนิดกันเปื้อน, โฟมดับเพลิง, บรรจุภัณฑ์อาหาร, เสื้อผ้ากันน้ำ, หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอาง สาเหตุที่สารกลุ่มนี้เป็นที่นิยมในแวดวงอุตสาหกรรมก็เพราะคุณสมบัติเด่นด้านการทนความร้อน น้ำมัน และน้ำ แต่ความทนทานนี้เองที่กลายเป็นดาบสองคม ทำให้ PFAS เป็นภัยร้าย เพราะมันสามารถตกค้างในสิ่งแวดล้อมและร่างกายคนเราได้นานหลายปี โดยจะเข้าไปสะสมในเลือด ตับ และเนื้อเยื่อต่างๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างหนักหนาสาหัส มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการได้รับ PFAS กับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด, ปัญหาด้านการเจริญพันธุ์, พัฒนาการของเด็กที่ช้ากว่าปกติ, โรคต่อมไทรอยด์, และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง รายงานล่าสุดยังประเมินด้วยว่า แหล่งน้ำดื่ม สิ่งทอ และของใช้ในบ้านหลายอย่างในไทยมีการปนเปื้อนสาร PFAS (รายงานสถานการณ์โดย IPEN) สร้างความห่วงใยต่อปัญหาสาธารณสุขอย่างเร่งด่วน

งานวิจัยล่าสุดจากแคนาดาที่เพิ่งเผยแพร่ออกมานี้ จึงนับเป็นความหวังในการแก้ปัญหานี้โดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมายังขาดวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณ PFAS ในร่างกายมนุษย์ บทความใน The Independent รายงานว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาในกลุ่มอาสาสมัครชายวัยผู้ใหญ่ 72 คน ซึ่งตรวจพบสาร PFAS ในเลือด อาสาสมัครถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยวิธีการสุ่ม กลุ่มแรกได้รับไฟเบอร์เบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตปริมาณ 1 กรัม ก่อนอาหารทุกมื้อ เป็นเวลานาน 4 สัปดาห์ ขณะที่อีกกลุ่มได้รับยาหลอก (placebo) ซึ่งทำจากข้าวเจ้า มีการเก็บตัวอย่างเลือดทั้งก่อนเริ่มและหลังสิ้นสุดการทดลองเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาร PFAS ทั้งหมด 17 ชนิด

ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ได้รับไฟเบอร์เบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ต มีปริมาณสาร PFAS สองชนิดที่จัดว่าอันตรายที่สุดลดลงอย่างเห็นได้ชัดเกือบ 10% นั่นคือ กรดเพอร์ฟลูออโรออกทาโนอิก (PFOA) และกรดเพอร์ฟลูออโรออกเทนซัลโฟนิก (PFOS) ทั้ง PFOA และ PFOS นี้สามารถพบได้ในอาหารและแหล่งน้ำทั่วโลก และเป็นที่ทราบกันดีว่าสามารถสะสมในร่างกายมนุษย์ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและปัญหาสุขภาพอื่นๆ แม้ตัวเลขการลดลงอาจดูไม่สูงนัก แต่ก็นับว่าน่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบันแทบจะไม่มีวิธีทางการแพทย์ใดๆ ที่ช่วยขับ PFAS ออกจากร่างกายได้เลย ทีมวิจัยชี้ว่า การศึกษาเบื้องต้นนี้ได้ชี้ช่องทางที่เป็นไปได้จริงและไม่ซับซ้อนในการช่วยลด PFAS ในร่างกายคนเรา อย่างน้อยก็สำหรับสารบางตัว อย่างไรก็ดี ยังคงต้องมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นและใช้เวลานานกว่านี้ เพื่อยืนยันถึงประสิทธิภาพและผลลัพธ์ทางการแพทย์ของอาหารเสริมไฟเบอร์ข้าวโอ๊ตในฐานะยุทธศาสตร์การล้างพิษ

กลไกสำคัญที่ทำให้ไฟเบอร์ข้าวโอ๊ตช่วยล้างพิษได้นั้นอยู่ที่สาร ‘เบต้ากลูแคน’ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เมื่อละลายน้ำแล้วจะกลายเป็นเจล เจลตัวนี้เองที่จะเข้าไปจับกับสาร PFAS ในระบบทางเดินอาหาร และช่วยพาเหล่าสารเคมีออกไปจากร่างกายก่อนที่มันจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด เบต้ากลูแคนเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำที่ไม่ได้มีแค่ในข้าวโอ๊ต แต่ยังพบได้ในข้าวบาร์เลย์และข้าวไรย์ด้วย แถมยังเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วว่ามีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล (ข้อมูลจาก PMC) การค้นพบประโยชน์ใหม่ในการกำจัดสารพิษครั้งนี้ อาจทำให้ผู้บริโภคในไทยหันมาใส่ใจและเห็นคุณค่าของอาหารพื้นบ้านรวมถึงอาหารเสริมที่มีไฟเบอร์สูงกันมากขึ้น

คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มตื่นตัวกับข่าวคราวการปนเปื้อนของ PFAS ในสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในของเล่นเด็ก, ผ้าอ้อม, เสื้อผ้า หรือแม้แต่น้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ข้อมูลจาก ZeroWater Thailand) ถึงแม้งานวิจัยเมื่อปี พ.ศ. 2563 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science of the Total Environment จะระบุว่าระดับ PFAS ในน้ำดื่มส่วนใหญ่ของไทยยังไม่เกินเกณฑ์ความปลอดภัยที่สหรัฐอเมริกากำหนด (อ่านเพิ่มเติมที่ ScienceDirect) แต่ด้วยข้อมูลความเสี่ยงต่อสุขภาพจาก PFAS ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นเหตุผลที่หนักแน่นพอให้ทั้งผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายและประชาชนทั่วไปควรหันมาใช้มาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านสาธารณสุขและนักวิทยาศาสตร์การอาหารในไทยหลายท่าน ซึ่งให้ข้อมูลในนามต้นสังกัด ได้ให้ความเห็นว่าเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตนั้นโดยทั่วไปถือว่าปลอดภัยสำหรับคนไทย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตก็มีวางจำหน่ายในประเทศจากหลากหลายยี่ห้อ (ตัวอย่างเช่น Siberian Wellness Thailand) และมีนักกำหนดอาหารบางรายแนะนำอาหารเสริมไฟเบอร์ให้กับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจและระบบทางเดินอาหารเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงแนะนำให้ใช้ด้วยความรอบคอบ นักโภชนาการในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า “แม้ไฟเบอร์เบต้ากลูแคนอาจเป็นตัวช่วยที่ดี แต่ก็ไม่อาจมาแทนที่มาตรการควบคุมเพื่อลดการสัมผัส PFAS จากต้นตอได้ ผู้บริโภคไม่ควรฝากความหวังไว้กับอาหารเสริมเพียงอย่างเดียวว่าจะสามารถป้องกันสารเคมีปนเปื้อนได้ทุกชนิด”

สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญในภาพรวมคือการบูรณาการระหว่างกลยุทธ์การป้องกันตนเองของแต่ละบุคคล เช่น การหันมาบริโภคไฟเบอร์ให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการกำกับดูแลในระดับที่กว้างกว่าเดิม แม้ว่าในระดับโลกจะมีความพยายามควบคุมและยกเลิกการใช้ PFAS ชนิดที่อันตรายที่สุด แต่ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ก็บ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ยังคงขยายตัวในภูมิภาคที่กฎระเบียบยังไม่เข้มงวดนัก รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ที่ผ่านมา ทางการไทยได้เริ่มตอบสนองด้วยโครงการออกใบรับรองสำหรับผลิตภัณฑ์ปลอด PFAS เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ประกอบอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคหันมาใส่ใจมาตรฐานความปลอดภัย (ข้อมูลจาก BusinessWire) แต่กระนั้น ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการก็ยังคงพบ PFAS ในผลิตภัณฑ์ทั่วไปหลายชนิดที่วางขายในประเทศ (รายงานสถานการณ์โดย IPEN)

ในอดีตนั้น ใยอาหารถือเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมการกินของคนไทยมาโดยตลอด อาหารจานหลักหลายอย่างก็มีทั้งข้าว ผัก และธัญพืชเป็นส่วนประกอบ ทว่าเมื่ออาหารแปรรูปและอาหารสไตล์ตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนที่วิถีการกินแบบดั้งเดิมบางส่วน ปริมาณการบริโภคใยอาหารของคนไทยก็ลดน้อยถอยลง ซึ่งอาจทำให้คนไทยมีความเสี่ยงที่จะดูดซึมสารเคมีเข้าร่างกายได้มากขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องย้ำเตือนถึงภูมิปัญญาอันล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมอาหารไทย เช่น การทานน้ำพริกคู่กับผักพื้นบ้านนานาชนิดและข้าวเหนียวนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่มีกากใยสูง

สำหรับก้าวต่อไป ทั้งนักวิจัยและผู้มีส่วนกำหนดนโยบายต่างเห็นพ้องว่าควรมีการศึกษาทางคลินิกที่ลงลึกยิ่งขึ้นในกลุ่มประชากรที่หลากหลายกว่าเดิม เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับ PFAS ส่วนใหญ่ที่ผ่านมามักมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตัวอย่างในประเทศแถบตะวันตก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทดสอบว่าแนวทางการบริโภคเพื่อสุขภาพนี้จะได้ผลดีเพียงใดกับกลุ่มเสี่ยงในประเทศไทย อาทิ กลุ่มคนทำงานในภาคอุตสาหกรรม, ผู้ที่อาศัยในเขตเมืองใกล้แหล่งน้ำ, และครอบครัวที่ใช้น้ำประปาซึ่งอาจมีการปนเปื้อน หากโครงการนำร่องที่นำอาหารเสริมเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตหรืออาหารเสริมที่มีคุณค่ามาปรับใช้ประสบความสำเร็จ ก็อาจเป็นอีกแรงหนุนสำคัญในการรณรงค์ระดับชาติเพื่อกำจัด PFAS ออกจากห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับผู้อ่านชาวไทยในเวลานี้ สิ่งที่พอจะทำได้และเป็นประโยชน์มีอยู่สองทางหลักๆ ทางแรกคือ คอยติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความเสี่ยงของ PFAS พยายามสังเกตว่าผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่อาจมีสารนี้ปนเปื้อน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น เด็กเล็กและสตรีมีครรภ์ ทางที่สองคือ ลองพิจารณาเพิ่มการทานใยอาหารชนิดละลายน้ำจากแหล่งธรรมชาติให้มากขึ้น เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ และผักพื้นบ้านของไทย ส่วนใครที่สนใจอยากลองอาหารเสริม ก็ควรปรึกษานักโภชนาการผู้มีความรู้เพื่อความมั่นใจทั้งในด้านความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่จะได้

และเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น ผู้บริโภคชาวไทยก็สามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการเรียกร้องให้ชุมชนและผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายในพื้นที่ของตนเอง ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับ PFAS ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้มีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อย่างเป็นอิสระ เพราะความสำเร็จในการจัดการปัญหานี้ต้องอาศัยทั้งการดูแลสุขภาพของแต่ละคน ควบคู่ไปกับการลงมือทำร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสุขภาพจาก PFAS และแนวทางการบริโภคไฟเบอร์ได้จากรายงานของ IPEN และบททบทวนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ฉบับล่าสุด