ผลสำรวจล่าสุดจากบริษัทจัดการกองทุน แวนการ์ด (Vanguard) เปิดเผยตัวเลขเงินออมที่ไม่ต้องสูงอย่างที่คิด ก็ช่วยให้เราสบายใจเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้แล้ว นั่นคือ การมีเงินเก็บในบัญชีออมทรัพย์อย่างน้อย 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 74,000 บาท) มีผลให้ความเครียดเรื่องเงินลดลงอย่างชัดเจน งานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 โดยสำรวจจากนักลงทุนกว่า 12,400 คน ชี้ให้เห็นว่า แม้การเก็บเงินก้อนโตอาจดูเป็นเรื่องไกลเกินฝันสำหรับใครหลายคน แต่เงินออมสำรองยามฉุกเฉินเพียงน้อยนิดก็มีประโยชน์มหาศาลทั้งต่อใจและชีวิตความเป็นอยู่ (YourTango)
สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก รวมถึงคนไทย ปัญหาปากท้องและเรื่องเงินๆ ทองๆ มักเป็นตัวการสำคัญที่สร้างความเครียดในชีวิตประจำวัน ทั้งจากค่าครองชีพที่พุ่งพรวด เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน และผลพวงจากสถานการณ์โรคระบาด ล้วนซ้ำเติมความกังวลเรื่องการเงินทั้งในไทยและต่างแดน ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ก็ชี้ชัดว่า หนี้ครัวเรือนไทยยังคงสูงปรี๊ดเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2567 กว่า 90% ของครัวเรือนไทยมีภาระหนี้สินไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (Bangkok Post) ในสภาวะบีบคั้นเช่นนี้ การเข้าใจว่าเงินออมเพียงน้อยนิดจะช่วยประคองสุขภาพใจได้อย่างไรจึงสำคัญยิ่งนัก
ผลสำรวจของแวนการ์ดระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีเงินเก็บในบัญชีอย่างน้อย 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 74,000 บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) รายงานว่ามีระดับความสุขทางการเงินสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีเงินออมสำรองยามฉุกเฉินถึง 21% ข้อมูลยังชี้อีกว่า ในกลุ่มคนที่มีเงินออมก้อนนี้ มีเพียง 15% เท่านั้นที่บอกว่าความเครียดเรื่องเงินเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มคนที่ไม่มีเงินสำรองเลย ตัวเลขนี้กลับพุ่งสูงถึง 51% สะท้อนให้เห็นว่า เงินสำรองแม้เพียงน้อยนิดก็เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ความกังวลลุกลามจนเกินควบคุม และช่วยให้ชีวิตเดินหน้าต่อไปได้เมื่อเจอรายจ่ายไม่คาดฝัน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความสุขทางการเงินไม่ได้หมายความแค่การมีเงินพอจ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ยังรวมถึงการไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด งานวิจัยระบุว่า คนที่มีเงินออมในระดับนี้ “จะใช้เวลาคิดและจัดการเรื่องเงินน้อยลง มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเครียดเรื่องเงินน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป” (YourTango)
งานวิจัยยังพบด้วยว่า หากใครสามารถเก็บออมได้มากกว่า 2,000 ดอลลาร์ ก็จะยิ่งได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น คนที่เก็บเงินสำรองค่าใช้จ่ายได้เทียบเท่า 3 ถึง 6 เดือน นอกเหนือจากยอดดังกล่าว จะมีความสุขทางการเงินเพิ่มขึ้นอีก 13% ช่วยให้รับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิตได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เปาโล คอสตา นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและหนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัย กล่าวว่า “การมีเงินออมบ้างย่อมดีกว่าไม่มีเลย” พร้อมทั้งสนับสนุนให้เริ่มต้นออมแม้เพียงสัปดาห์ละ 10 ดอลลาร์ (ประมาณ 370 บาท) โดยเน้นย้ำถึงคุณค่าของการสร้างนิสัยที่ดีในระยะยาว
สำหรับสังคมไทย ที่ซึ่งค่ารักษาพยาบาลแบบไม่ทันตั้งตัว เหตุฉุกเฉินในครอบครัว หรือการตกงานกะทันหัน สามารถสร้างผลกระทบหนักหน่วงต่อครัวเรือนที่ไม่ได้เตรียมตัว ผลวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนของการมีเงินออมสำรองยามฉุกเฉิน ข้อมูลจากแบงก์ชาติเผยว่า แม้ 82% ของคนไทยจะเห็นความสำคัญของการออม แต่ในปี 2567 มีเพียง 28% เท่านั้นที่มีเงินออมพอใช้จ่ายนานกว่าสามเดือนหากขาดรายได้ (Bangkok Post) สถานการณ์นี้ทำให้คนไทยหลายล้านชีวิตเสี่ยงต่อการติดกับดักหนี้สินหากเจอเรื่องไม่คาดฝัน
นักวางแผนการเงินในไทยก็เห็นตรงกันถึงความสำคัญของการเริ่มทีละน้อยแต่ทำสม่ำเสมอ เจ้าหน้าที่จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยอธิบายว่า “การออมแบบอัตโนมัติคือหัวใจสำคัญ การตั้งระบบให้หักเงินเดือนส่วนหนึ่งเข้าบัญชีออมทรัพย์แยกต่างหากโดยอัตโนมัติ จะช่วยลดความอยากใช้จ่าย และทำให้เงินออมงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องคอยกังวล” เคล็ดลับอื่นๆ รวมถึงการติดตามรายจ่ายเพื่อมองหาช่องทางออมเพิ่ม การยกเลิกบริการหรือค่าสมาชิกที่ไม่จำเป็น การร่วมกิจกรรมท้าทายการออมแบบดิจิทัล เช่น “กระปุกออมสิน 10 บาท” ที่เป็นที่นิยม และการใช้เทคโนโลยีอย่างแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือเพื่อดูความคืบหน้าการออมของตัวเอง
แม้คนไทยบางกลุ่มอาจรู้สึกว่าเงินออมสำรองฉุกเฉินจำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเป้าหมายที่ไกลเกินไขว่คว้าในระยะสั้น โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยหรือในต่างจังหวัด แต่นักการศึกษาด้านการเงินแนะนำว่า ตัวเลขเป๊ะๆ นั้นสำคัญน้อยกว่าการลงมือออมอย่างสม่ำเสมอ และการปรับทัศนคติจากที่เคยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเป็นการวางแผนล่วงหน้า
ในอดีต สังคมไทยเน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในครอบครัวและชุมชน เปรียบเสมือนตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่ช่วยทดแทนการมีเงินออมในระบบที่ยังน้อย ทว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ครอบครัวที่เล็กลง และความท้าทายของชีวิตเมือง ทำให้เงินออมส่วนตัวยิ่งทวีความสำคัญ นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีต กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนอย่าง “กองทุนไชโย” และการเล่นแชร์ เคยช่วยให้คนไทยจำนวนมากผ่านพ้นวิกฤตการเงินมาได้ แต่กลไกนอกระบบเหล่านี้กลับพบน้อยลงในหมู่คนทำงานในเมืองปัจจุบัน
เมื่อมองไปข้างหน้า สิ่งที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนคือ ในยามที่ความผันผวนทางการเงินกลายเป็นเรื่องปกติทั้งในระดับโลกและในไทย การมีเงินออมสำรองยามฉุกเฉินแม้เพียงน้อยนิดก็สำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความเครียดในภาพรวมและดูแลสุขภาพใจ สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นี่คือการตอกย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมโครงการให้ความรู้ทางการเงิน และสนับสนุนให้นายจ้างเอื้อให้มีแผนการออมในที่ทำงาน ส่วนสถาบันการเงิน การเพิ่มช่องทางเข้าถึงบัญชีออมทรัพย์ที่ใช้ง่าย ค่าธรรมเนียมถูก และเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ ก็จะช่วยสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่มรายได้
สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จากเรื่องนี้น่าจะพอทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตั้งเป้าเงินออมก้อนโต แต่คือการเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ ที่สม่ำเสมอ เช่น เริ่มเก็บออมสัปดาห์ละร้อยสองร้อยบาท นำเงินโบนัสหรือรายได้พิเศษมาโปะเพิ่ม และตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยบางอย่างออกไป เมื่อเวลาผ่านไป ความสม่ำเสมอนี่แหละที่จะนำมาซึ่งความสบายใจ สุขภาพที่ดีขึ้น และความมั่นคงพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ในอนาคต
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างเงินออมสำรองยามฉุกเฉิน สามารถศึกษาได้จากสถาบันการเงินต่างๆ เข้าร่วมเวิร์กช็อปวางแผนการเงินที่จัดโดยชุมชน (ส่วนใหญ่มักไม่มีค่าใช้จ่าย) หรือจะเริ่มชาเลนจ์เก็บเงินส่วนตัว เช่น “ชาเลนจ์เก็บเงิน 500 บาท” กับเพื่อนหรือคนในครอบครัวก็ได้ แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ แต่ก็ถือว่าคุณกำลังเดินอยู่บนเส้นทางสู่ความมั่นคงทางการเงินและความสบายใจ ไม่ว่าจุดเริ่มต้นของคุณจะเป็นอย่างไรก็ตาม