งานวิจัยล่าสุดด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมกำลังจุดประกายเทรนด์ใหม่ ว่ากิจวัตรเรียบง่ายเพียง 30 วินาที คือการตรวจสอบยอดเงินในบัญชีธนาคารทุกเช้า อาจพลิกโฉมความสัมพันธ์ของผู้คนกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผู้เชี่ยวชาญมองว่านิสัยเล็กๆ นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ตื่นตัว แต่ยังเป็นเกราะป้องกันภัยการเงิน ลดความเครียด แถมยังกระตุ้นให้อยากออมเงินมากขึ้น นับเป็นมิติใหม่ของการบริหารเงินส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมธนาคารดิจิทัล (Journee Mondiale)
ในยุคที่สมาร์ทโฟนแทบจะเป็นอวัยวะที่ 33 ของคนไทย และแอปฯ ธนาคารก็มีกันทั่วไป คำแนะนำโบราณที่ให้เช็กยอดเงินเป็นรายเดือนคงต้องพับเก็บไปได้เลย แนวทางใหม่ที่เรียกว่า “สติทางการเงิน” (financial mindfulness) หรือการรู้เท่าทันสถานะการเงินของตัวเองอยู่เสมอ ได้นำหลักจิตวิทยามาปรับใช้ เพื่อช่วยให้คนตัดสินใจเรื่องเงินได้ดีขึ้น ผ่านการรับรู้ข้อมูลที่รวดเร็วทันใจ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชี้ ผลศึกษาล่าสุดในสหรัฐฯ ที่รายงานอ้างถึงเผยว่า 45% ของชาวอเมริกันเช็กยอดเงินอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ พฤติกรรมง่ายๆ แค่นี้ หากทำทุกวัน กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าอนาคตการเงินส่วนบุคคลไปเลยทีเดียว
สำหรับคนไทย เทรนด์นี้ยิ่งน่าสนใจ ไม่ใช่แค่เพราะฮิตกันทั่วโลก แต่เพราะบ้านเราเข้าถึงสมาร์ทโฟนกันอย่างทั่วถึง แถมยังปรับตัวใช้แอปฯ ธนาคารดิจิทัลอย่างพร้อมเพย์, SCB EASY, K PLUS และอื่นๆ กันอย่างรวดเร็ว ทำให้ไทยเป็นพื้นที่ที่เหมาะเจาะสุดๆ สำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ (Bangkok Post) ในขณะที่การใช้แบงก์กิ้งบนมือกำลังกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันมากขึ้น งานวิจัยใหม่ๆ ก็ชี้ช่องทางปฏิบัติที่ช่วยให้คนไทยลดความเสี่ยงและคว้าประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชั้นนำจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงนี้ อธิบายว่าการเช็กยอดเงินทุกวันเป็นการสร้าง “สติทางการเงิน” โดยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผู้ใช้งานจะตระหนักถึงรูปแบบการใช้จ่ายที่อาจไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน จนกระทั่งสายเกินแก้” เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีลอยๆ เพราะมีหลักฐานจากผู้ใช้ธนาคารดิจิทัลหลายพันคน ชี้ให้เห็นประโยชน์หลัก 3 ข้อของการเช็กยอดเงินทุกวันแค่ 30 วินาที:
ข้อแรก การเช็กยอดเงินทุกวันช่วยให้จับไต๋มิจฉาชีพได้อยู่หมัด การเจอรายการแปลกๆ ที่เราไม่ได้ทำตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยจำกัดความเสียหายไว้ที่ประมาณ 1,800 ถึง 18,000 บาท (ราว 50-500 ดอลลาร์สหรัฐ) ดีกว่าจะปล่อยให้รายการน่าสงสัยค้างคาเป็นสัปดาห์ๆ จนอาจหมดตัวได้ การใส่ใจเรื่องเงินของตัวเองทุกวันก็เหมือนมีเครื่องติดตามการออกกำลังกายติดตัว คือการเช็กเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาขี้ผงบานปลายกลายเป็นวิกฤตใหญ่ (FDIC)
ข้อสอง ผิดคาดที่ว่าการเช็กยอดเงินบ่อยๆ จะยิ่งทำให้เครียด งานวิจัยกลับชี้ว่าความโปร่งใสสร้างความมั่นใจ ไม่ใช่ความกลัว ผู้ใช้หลายคนบอกว่าความเครียดเรื่องเงินลดลง นอนหลับสบายขึ้น เพราะรู้สถานะการเงินของตัวเองแบบอัปเดตทุกวัน ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับเวลาที่คนไทยเราตามเช็กค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลหรือตอนมีโปรโมชัน แล้วรู้สึกโล่งใจเมื่อรู้ลิมิตและทางเลือกของตัวเอง (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
ข้อสาม คนที่เช็กบัญชีตัวเองทุกวันมีแนวโน้มจะออมเงินได้มากขึ้น และบ่อยขึ้นด้วย ในการศึกษาพฤติกรรมดิจิทัลครั้งใหญ่ พบว่าคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีออมทรัพย์มากกว่าคนที่เช็กเงินเป็นรายเดือนถึง 340% การเห็นเงินเหลือเก็บเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน ทำให้ตัดสินใจโอนเงินสัก 3,000 บาท ไปเข้าบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงได้ง่ายขึ้น แทนที่จะปล่อยทิ้งไว้จนสิ้นเดือน
การเติบโตพรวดพราดของเทคโนโลยีโมบายแบงก์กิ้งได้ทลายกำแพงเก่าๆ ที่ขัดขวางการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงินไปเกือบหมดสิ้น การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ อัปเดตยอดเงินปุ๊บปั๊บ และการเตือนเมื่อเงินใกล้หมดบัญชี หมายความว่าแค่เหลือบมองจอมือถือแวบเดียว ก็แทนการนั่งจ้องสเปรดชีตเป็นชั่วโมงๆ หรือรอใบแจ้งยอดทางไปรษณีย์ได้แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการเงินจากธนาคารชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ว่า “ปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวไทยคาดหวังฟีดแบ็กทันทีจากแอปฯ ธนาคารของตัวเอง ฟีเจอร์อย่างการแจ้งเตือนทันที และการโอนเงินออมอัตโนมัติ กำลังทำให้การบริหารเงินเชิงรุกกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว” อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนด้วยว่าความสะดวกสบายทางเทคโนโลยีก็มาพร้อมกับความเสี่ยงใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องความเป็นส่วนตัวที่น่ากังวลมากขึ้น เพราะแอปฯ ต่างๆ เก็บข้อมูลการเงินมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งบางครั้งอาจถูกแชร์ไปยังบุคคลที่สามด้วย (ธนาคารแห่งประเทศไทย)
เพื่อนำแนวคิด “สติทางการเงิน” ไปใช้จริง นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมแนะนำเทคนิค “สร้างนิสัยใหม่ซ้อนทับนิสัยเดิม” (habit stacking) คือผูกการเช็กยอดเงินเข้ากับกิจวัตรเดิมๆ เช่น ตอนจิบกาแฟยามเช้า หรือตอนแปรงฟัน การตั้งค่าแจ้งเตือนอัจฉริยะ (เช่น เมื่อเงินต่ำกว่า 7,000 บาท) ช่วยป้องกันค่าปรับเบิกเกินบัญชีและการจ่ายบิลพลาด ส่วน “กลยุทธ์สองบัญชี” คือเก็บแค่ค่าใช้จ่ายรายวันไว้ในบัญชีใช้จ่ายประจำ และโยกที่เหลือไปบัญชีดอกเบี้ยสูง จะช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและเงินออมแบบสบายๆ ไม่ต้องคิดเยอะ
บริบทของไทยยิ่งทำให้ผลวิจัยเหล่านี้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก ทั้งค่านิยมเรื่องการรู้จักประมาณตนในการใช้จ่าย การให้ความสำคัญกับการทำงบประมาณครอบครัว และการตระหนักถึงคุณค่าของการออม ทำให้คนไทยมีแต้มต่อในการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากนิสัยเล็กๆ เหล่านี้ วิธีดั้งเดิมอย่างการจดบันทึกรายรับรายจ่ายลงสมุด หรือการแบ่งเงินใส่ซองสำหรับเป้าหมายต่างๆ ก็มีคู่เทียบในยุคดิจิทัลเป็นแอปฯ มือถือ ตัวอย่างเช่น ธนาคารดิจิทัลของไทยเริ่มมีฟีเจอร์สร้าง “ซองเงินเสมือน” สำหรับค่ารถตุ๊กตุ๊ก ค่าใช้จ่ายตลาด หรือเป้าหมายเก็บเงินเที่ยวสงกรานต์ เป็นต้น
เหตุการณ์ในอดีตก็มีส่วนหล่อหลอมทัศนคติคนไทยเรื่องการจัดการเงินเช่นกัน วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 (ค.ศ. 1997) ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อคนรุ่นก่อน ทำให้เกิดวัฒนธรรมความรอบคอบระมัดระวัง และการให้ความสำคัญกับเงินสำรองยามฉุกเฉิน คนไทยรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า และสะดวกกับการทำธุรกรรมปุ๊บปั๊บผ่านคิวอาร์โค้ดหรือ E-wallet อาจไม่ผูกติดกับเงินสดเท่า แต่ก็ยังเสี่ยงใช้จ่ายเกินตัวหากขาดสติทางการเงิน
เมื่อมองไปข้างหน้า วิวัฒนาการการเงินส่วนบุคคลในไทยมีแนวโน้มจะยิ่งติดสปีด ทั้งกระเป๋าเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มลงทุนใหม่ๆ และนวัตกรรมธนาคารแบบเปิด (open banking) ล้วนแต่จะยิ่งเพิ่มความโปร่งใสและการควบคุมที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ามิติทางจิตวิทยา คือการปลูกฝังสติทางการเงินผ่านนิสัยเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญ นักวิจัยด้านการเงินจากสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในไทย กล่าวว่า “สำหรับคนไทยทั่วไป การเช็กยอดเงินแค่ 30 วินาทีต่อวัน อาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างการคุมอยู่กับความวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อค่าครองชีพพุ่งสูง และมิจฉาชีพก็ซับซ้อนขึ้นทุกวัน”
เพื่อให้ผลวิจัยนี้ใช้ได้จริง ขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปฯ ธนาคารบนมือถือ ตั้งการแจ้งเตือนรายวันให้เชื่อมโยงกับนิสัยเดิมๆ และตั้งค่าการแจ้งเตือนให้จับตายอดเงินต่ำหรือรายการน่าสงสัย ที่สำคัญคือ ก่อนจะเปิดรับความสะดวกสบายทางดิจิทัลใหม่ๆ ผู้ใช้ควรตรวจสอบการตั้งค่าความปลอดภัยและข้อตกลงความเป็นส่วนตัว เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของตัวเองด้วย สำหรับคุณพ่อคุณแม่ การสอนลูกหลานให้เช็กยอดเงินใน E-wallet หรือเงินค่าขนม ก็ช่วยปลูกฝังนิสัยความรับผิดชอบทางการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ ได้
ความสบายใจทางการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเงินมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การตื่นรู้และกิจวัตรประจำวันด้วย การผสมผสานภูมิปัญญาการเงินแบบไทยๆ เข้ากับความล้ำสมัยของดิจิทัล ทำให้เกิดพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ที่พฤติกรรม 30 วินาทีนี้จะหยั่งราก และช่วยให้ผู้คนนับล้านเติบโตอย่างมั่นคงได้
แหล่งข้อมูล: