พักหลังมานี้ มีงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องการชักจูงคนเข้าลัทธิได้กระจ่างขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อผิดๆ อีกต่อไป แต่เป็นการเปิดโปงกลวิธีทางจิตวิทยาสุดลึกล้ำที่บรรดากลุ่มลัทธิใช้ล่อลวงคนธรรมดาให้ติดกับ ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจงานวิจัยเหล่านี้มาจากซีรีส์ทีวีเรื่องใหม่ “Sirens” ที่ตีแผ่ชีวิตในลัทธิหรูแบบเสียดสี งานวิจัยล่าสุดชี้ชัดว่าการตกเป็นเหยื่อลัทธิไม่ได้เกิดจากความหูเบาเป็นหลัก แต่มาจากกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งในไทยและทั่วโลกต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง (The Conversation)

คนไทยหลายคนพอได้ยินคำว่า “ลัทธิ” อาจจะนึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ดูแปลกๆ หรือน่าขำ เหมือนในหนังในละครหรือข่าวฉาวจากต่างประเทศ แต่จริงๆ แล้ว กลุ่มที่เข้าข่ายลัทธิ ทั้งแบบอิงศาสนาและไม่เกี่ยวกับศาสนา ก็มีบทบาทในเอเชียมานานหลายสิบปีแล้ว และบางทีก็สร้างผลกระทบที่ร้ายแรง การทำความเข้าใจกลวิธีที่กลุ่มเหล่านี้ใช้ล่อลวงผู้คน ไม่ใช่แค่ช่วยให้เราเห็นใจเหยื่อในต่างแดน แต่ยังสำคัญต่อการป้องกันสังคมไทยจากเทคนิคการครอบงำที่คล้ายๆ กันด้วย

ในซีรีส์ “Sirens” เราจะเจอกับผู้นำหญิงเจ้าเสน่ห์บนเกาะห่างไกล ที่เหล่าสาวกแสดงความภักดีแบบสุดลิ่มทิ่มประตู มีตั้งแต่เรื่องดูไร้สาระอย่างการทำพิธีพรมน้ำหอมให้ชุดชั้นในของเธอ ไปจนถึงเรื่องสุดโต่งที่น่าตกใจ ซีรีส์นี้จิกกัดความภักดีที่ดูพิลึกพิลั่น จนคนนอกอาจจะคิดว่า “ฉันไม่มีทางโดนหลอกแบบนี้แน่” แต่นักจิตวิทยาออกมาเตือนว่าอย่าเพิ่งมั่นใจไป เพราะงานวิจัยชี้ตรงกันว่าลัทธิไม่ได้แค่ขังคนทางกาย แต่ยังใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาเพื่อควบคุมความคิดจิตใจด้วย (แหล่งข้อมูล)

ในชีวิตจริง กระบวนการมักจะเริ่มแบบเนียนๆ ด้วย “การตัดขาด” (isolation) สมาชิกใหม่จะค่อยๆ ถูกแยก และอาจถึงขั้นถูกกดดันให้ตีตัวออกห่างจากเพื่อนฝูงและครอบครัว ซึ่งเห็นได้ชัดจากความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานของพี่น้องในซีรีส์ “Sirens” โดยทั่วไปแล้ว การตัดขาดแบบนี้จะทำให้สมาชิกใหม่ต้องพึ่งพาลัทธิมากขึ้น ในไทยเองก็มีรายงานถึงกลยุทธ์คล้ายๆ กันนี้จากกลุ่มที่ยุให้สมาชิกตัดขาดจากคนนอกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย บางครั้งถึงกับทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสำคัญมาก (รายงานข่าวจาก Bangkok Post)

พอถูกตัดขาดแล้ว สมาชิกใหม่จะถูก “ประเคนความรัก” (love-bombed) คือการได้รับคำชมและความสนใจแบบถาโถม สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ตัวตนหรือไม่สำคัญ การได้รับการยอมรับแบบนี้มันช่างหอมหวาน พวกเขาจะถูกเป่าหูว่า “มีแต่พวกเราเท่านั้นที่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของคุณ” ซึ่งจะค่อยๆ เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์เดิมๆ ด้วยการยอมรับแบบไม่มีเงื่อนไขจากกลุ่มใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมจิตใจชั้นนำท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “การแสดงความรักแบบล้นเหลือนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแผนที่วางมาอย่างดีเพื่อเปลี่ยนความภักดีเดิมของพวกเขา” (The Conversation)

แต่ “ช่วงฮันนีมูน” นี้อยู่ได้ไม่นาน ความกลัวก็จะเข้ามาแทนที่ความรัก สมาชิกใหม่จะถูกล้างสมองให้เชื่อว่าหนทางเดียวที่จะพบความหมายของชีวิตและความปลอดภัยคือการอยู่ในกลุ่ม ผู้นำมักจะวางตัวเป็นผู้มาโปรด เรียกร้องความภักดีและการเชื่อฟังอย่างไม่มีข้อแม้ การตั้งคำถามใดๆ จะถูกบิดเบือนว่าเป็นความล้มเหลวส่วนตัว ซึ่งเป็นกลวิธีที่ไม่ได้มีแค่ในหนัง แต่เกิดขึ้นจริงในลัทธิต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่เรื่องฉาวของโจนส์ทาวน์ ไปจนถึงกลุ่มในไทยยุคนี้ที่ถูกกล่าวหาว่าสูบเงินจากสมาชิก (BBC)

มีฉากหนึ่งใน “Sirens” ที่เห็นแล้วขนลุกซู่ และสะท้อนหัวใจของการครอบงำนี้ได้ชัดเจนมาก คือฉากที่สมาชิกคนหนึ่งซึ่งเพิ่งถูกตัดขาดและกำลังเปราะบางทางอารมณ์ ยอมรับหมากฝรั่งที่ผู้นำเคี้ยวแล้วอย่างอึดอัดใจ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการยอมศิโรราบ สิ่งที่ดูน่าอับอายขายหน้า กลับถูกตีความใหม่ว่าเป็นความเมตตา เป็นการปลดปล่อยจากความกังวลที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งขึ้น กลเกมทางจิตใจคล้ายๆ กันนี้ก็มีผู้รอดชีวิตชาวไทยจากกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์มาเล่าให้ฟัง พวกเขาเล่าถึงการถูกกดขี่มานานหลายปีภายใต้หน้ากากของ “ความห่วงใย” และ “การคุ้มครอง” (The Conversation)

ผลที่ตามมานั้นหนักหนาสาหัสและยาวนาน การต้องเจอกับการครอบงำแบบนี้เป็นเวลานานทำให้เกิดแผลใจที่ฝังลึก เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล โรคเครียดหลังเจอเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และตัดสินใจเองไม่ค่อยได้ ทักษะการเรียนการทำงานก็หยุดชะงัก แถมยังไม่ถูกสอนให้พึ่งพาตัวเอง ทำให้ผู้รอดชีวิตต้องพึ่งคนอื่นและอยู่อย่างโดดเดี่ยว ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวและความผูกพันในครอบครัวมาก ผลกระทบทางใจเหล่านี้จึงกัดกร่อนรากฐานสำคัญของชุมชนเลยทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าภัยอันตรายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เกิดเฉพาะในโลกตะวันตก เจ้าหน้าที่รัฐและนักวิชาการด้านจิตวิทยาของไทยหลายท่านก็ชี้ว่า บ้านเราเองก็มีประวัติเรื่องลัทธิความเชื่อและลัทธิการเงินที่ผู้นำมีบารมีสูง และใช้กลยุทธ์คล้ายๆ กันนี้ในการดึงดูดสาวก หรือแม้แต่ระดมเงินมหาศาลจากชาวบ้าน เมื่อปี 2563 ก็มีข่าวฉาวเรื่องกลุ่มคล้ายลัทธิในภาคอีสาน ทำให้ต้องกลับมาตื่นตัวเฝ้าระวังกันอีกครั้ง โดยทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ถึงกับออกมาเตือนว่า “เราต้องสอนให้คนคิดวิเคราะห์เป็น และมีเครือข่ายช่วยเหลือเพื่อปกป้องกลุ่มเสี่ยง” (Bangkok Post)

เมื่อเห็นกลโกงอันแยบยลที่ถูกตีแผ่ทั้งจากเรื่องแต่งและงานวิจัย นักการศึกษาและคนทำงานด้านสุขภาพจิตในไทยเลยหนุนให้มีการรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะการสอนให้เยาวชนและผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยงรู้จักสัญญาณอันตราย เช่น การถูกกดดันให้ตัดขาดจากคนรอบข้าง การยกยอปอปั้นเกินจริง หรือการเรียกร้องความภักดีแบบไม่มีเงื่อนไข น่าจะช่วยลดพลังการล่อลวงของกลุ่มเหล่านี้ได้ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยดังในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งอธิบายว่า “การป้องกันคนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อลัทธิ จริงๆ แล้วคือการเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ ความเข้มแข็งของชุมชน และความผูกพันในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วในวัฒนธรรมไทย แต่บางทีก็อาจถูกมองข้ามไปในยามที่เราไม่มั่นคง” (แหล่งข้อมูล)

ในวันข้างหน้า เราอาจเห็นกลุ่มที่ใช้กลยุทธ์ครอบงำแบบนี้ผุดขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเปิดทางให้ “ลัทธิออนไลน์” เข้าถึงคนได้กว้างขึ้น รวมถึงกลุ่มเปราะบางในสังคมไทยด้วย โซเชียลมีเดียและแอปแชตเข้ารหัสลับกลายเป็นช่องทางใหม่ๆ ในการตัดขาดคนออกจากโลกภายนอกและ “ประเคนความรัก” โดยไม่ต้องเจอหน้ากัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่นักจิตวิทยากำลังจับตามองด้วยความเป็นห่วง (Harvard School of Public Health) ปัญหาเรื่องการรับมือกับข้อมูลลวงและ “ข่าวปลอม” ที่ไทยกำลังเจออยู่ ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่าความคิดคนเราถูกปั่นได้ง่ายแค่ไหน ทำให้การให้ความรู้เรื่องจิตวิทยายิ่งสำคัญขึ้นไปอีก

สำหรับครอบครัว ชุมชน และคนกำหนดนโยบายในไทย บทเรียนเรื่องนี้ชัดเจนมาก การคอยจับตาสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่มักมองไม่เห็นของการครอบงำทางจิตใจเป็นเรื่องสำคัญสุดๆ สิ่งที่ทำได้เลยคือ ส่งเสริมให้คนในครอบครัวคุยกันแบบเปิดอก สนับสนุนให้กล้าสงสัยกลุ่มที่ทำตัวลึกลับหรือเรียกร้องให้เชื่อฟังอย่างไม่มีข้อแม้ และจัดหาแหล่งพึ่งพิงด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้รอดชีวิต ในโรงเรียน การสอดแทรกเรื่องจิตวิทยาสังคมและการครอบงำเข้าไปในวิชาสุขศึกษาและจริยธรรม ก็ช่วยสร้างเกราะคุ้มกันให้เยาวชนก่อนจะตกเป็นเหยื่อได้

ถ้าสงสัยว่าใครในชุมชนกำลังโดนล่อลวงเข้ากลุ่มที่ใช้กลครอบงำ ขอให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือ ครูที่ไว้ใจได้ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถให้คำแนะนำหรือช่วยประสานงานบริการให้คำปรึกษาได้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาชี้ว่าใครๆ ก็ตกเป็นเหยื่อได้ แต่ถ้าเราร่วมมือกัน ชุมชนจะสามารถสร้างเกราะป้องกันการถูกหลอก และช่วยประคับประคองให้คนที่ได้รับผลกระทบฟื้นตัวได้

หากอยากเรียนรู้เพิ่มเติม ลองศึกษาข้อมูลจากแหล่งของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และเข้าร่วมกิจกรรมอบรมเกี่ยวกับการสร้างพลังใจ ซึ่งถือเป็นการลงทุนเล็กน้อยเพื่อสร้างเกราะป้องกัน “เสียงลวง” ที่กำลังคุกคามสังคมไทยอยู่ตอนนี้

แหล่งข้อมูล: