ผลการวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาชี้ว่า การใช้กัญชาในกลุ่มผู้สูงอายุได้ทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อให้เกิดทั้งความหวังและข้อห่วงใยในแวดวงสาธารณสุข รายงานและการศึกษาหลายฉบับในปี พ.ศ. 2568 ระบุว่า ผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป มีอัตราการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นเกือบ 46% ในช่วงปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2566 โดยปัจจุบันพบว่าผู้สูงอายุราว 1 ใน 7 คน ยอมรับว่าได้ใช้กัญชาในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ จากเดิมที่พบเพียง 1 ใน 100 คนเมื่อสองทศวรรษก่อน ไม่เพียงสะท้อนถึงทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อกัญชาในแต่ละช่วงวัย แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ทางสาธารณสุขสำหรับสังคมสูงวัย รวมถึงประเทศไทยด้วย (Axios, FOX News, WGAU Radio)
แนวโน้มดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยด้วยเหตุผลหลายประการ ประเทศไทยเองก็มีการเปิดเสรีกัญชาทางการแพทย์แล้วเช่นกัน ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงได้กว้างขวางขึ้นและบรรทัดฐานทางสังคมก็กำลังปรับเปลี่ยนไป ขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ด้วยสัดส่วนพลเมืองวัยเกิน 65 ปีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์จากต่างประเทศจึงเปรียบเสมือนบทเรียนสำคัญ สำหรับการพิจารณาประเด็นด้านสุขภาพ สังคม และกฎหมายที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในบ้านเรา
ข้อมูลสำคัญจากงานวิจัยในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลในการใช้กัญชา รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านสื่ออย่าง AARP และ McKnight’s Long-Term Care News ระบุว่า ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยใช้กัญชาเพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง คลายความวิตกกังวล แก้ปัญหานอนไม่หลับ หรือเป็นตัวช่วยในการจัดการกับภาวะสุขภาพ เช่น ข้ออักเสบและมะเร็ง อย่างไรก็ดี นักวิจัยได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงทางสุขภาพที่ต้องระมัดระวัง ได้แก่ ปฏิกิริยาระหว่างกัญชากับยาอื่นที่ผู้สูงอายุใช้อยู่ ความเสี่ยงต่อการหกล้มที่เพิ่มขึ้น ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงปัญหาด้านความจำและสติปัญญา ข้อมูลจากวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน (Journal of the American Medical Association) ยังชี้ว่า ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังตั้งแต่สองโรคขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะใช้กัญชามากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพโดยรวมดีกว่า
ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุในสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนว่า การใช้กัญชาที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุอาจทำให้การจัดการกับโรคประจำตัวต่างๆ มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และจำเป็นต้องมีการปรับแนวทางในสถานดูแลผู้สูงอายุ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุในสหรัฐฯ ท่านหนึ่ง (ตามรายงานของ Axios และ McKnight’s) ให้ทัศนะเตือนว่า “เราเริ่มเห็นผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งการหกล้ม ภาวะสับสน ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ซึ่งมักเกิดควบคู่ไปกับการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมและการเข้ารับการรักษาพยาบาลล่าช้า ร่างกายของผู้สูงอายุมีการตอบสนองและจัดการกับยาแตกต่างจากคนวัยหนุ่มสาว กัญชาไม่ใช่สิ่งที่จะปลอดภัยเสมอไปสำหรับประชากรกลุ่มนี้”
ปัจจุบัน สถานดูแลผู้สูงอายุและสถานพยาบาลพักฟื้นในสหรัฐฯ กำลังเร่งปรับปรุงนโยบายภายใน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของผู้เข้าพักในการเข้าถึงการรักษาเพื่อบรรเทาอาการ กับข้อกังวลด้านความปลอดภัยทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม ประสบการณ์จากสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารสถานพยาบาลและหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างมาก ตัวอย่างเช่น แม้ผู้สูงอายุจำนวนมากจะมองว่ากัญชาปลอดภัยกว่ายาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ที่แพทย์สั่ง และรู้สึกสบายใจที่สามารถเข้าถึงกัญชาควบคู่ไปกับการรักษาอื่นๆ แต่บุคลากรทางการแพทย์กลับเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสั่งใช้ยาอย่างบูรณาการ การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยอย่างจริงจัง และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสติปัญญาอย่างใกล้ชิด
สำหรับบริบทของประเทศไทยในประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง หลังจากการอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายในปี พ.ศ. 2561 และตามมาด้วยการปรับแก้กฎหมายในปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์กัญชาเป็นที่รู้จักและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ แม้ว่าการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการจะยังคงมีสถานะทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน แต่กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมักเผชิญกับโรคเรื้อรังและมีทางเลือกในการบรรเทาอาการปวดจำกัด กลับเป็นกลุ่มแรกๆ ที่สนใจทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชา ทั้งจากสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน บุคลากรทางการแพทย์ของไทยเองก็แสดงความกังวลในทิศทางเดียวกับผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ เกี่ยวกับอันตรกิริยาระหว่างยาและผลกระทบต่อสติปัญญา แม้ว่าปัจจุบันจะยังขาดการศึกษาวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุไทยอย่างเป็นระบบในประเด็นนี้ (Bangkok Post)
หากมองย้อนไปในอดีต การที่ผู้สูงอายุหันมาใช้กัญชากันมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางทัศนคติ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่กัญชาถูกมองในแง่ลบทั้งในสหรัฐอเมริกาและไทย โดยคนรุ่นก่อนมักเป็นกลุ่มที่คัดค้านการเปิดเสรีมากที่สุด แต่ปัจจุบัน เมื่อผู้สูงอายุเองกลายเป็นผู้ใช้กลุ่มหนึ่ง ทำให้บรรทัดฐานทางสังคมและกรอบกฎหมายถูกท้าทายให้ต้องปรับตัวตาม บทเรียนจากประเทศตะวันตกบ่งชี้ว่า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับคำถามเชิงนโยบายและกฎระเบียบใหม่ๆ ในไม่ช้า เช่น ควรอนุญาตให้มีการใช้กัญชาในสถานดูแลผู้สูงอายุได้หรือไม่? จะปรับปรุงคำแนะนำด้านสาธารณสุขและแนวทางการใช้อย่างปลอดภัยให้จำเพาะเจาะจงกับผู้สูงอายุได้อย่างไร? และแพทย์ควรติดตามผลกระทบระยะยาวต่อผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรคอย่างไร?
เมื่อมองไปข้างหน้า ผลกระทบต่อประเทศไทยในประเด็นนี้ถือว่ามีนัยสำคัญ ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 ประชากรไทยเกือบ 1 ใน 5 จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป หากแนวโน้มการใช้กัญชาในไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ ความต้องการใช้กัญชาในกลุ่มผู้สูงอายุไทยก็มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ปรากฏการณ์นี้อาจนำมาซึ่งประโยชน์ เช่น การบรรเทาอาการปวด คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการลดการพึ่งพายาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยง เช่น อัตราการเกิดภาวะสับสน การหกล้มที่สูงขึ้น และอันตรกิริยาที่ไม่พึงประสงค์กับยารักษาโรคประจำตัวยอดฮิต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง (World Bank Thailand Aging)
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษานานาชาติหลายชิ้น ชี้ชัดว่า ผู้สูงอายุที่สนใจใช้กัญชาควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขประจำตัวก่อนเสมอ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น และปริมาณการใช้ที่เหมาะสม การให้ความรู้เรื่องการจัดเก็บกัญชาอย่างปลอดภัย การตระหนักถึงผลข้างเคียง (โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังหรือมีภาวะความจำเสื่อม) และการทบทวนรายการยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับผู้ดูแล การสังเกตสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสับสนหรือการทรงตัวที่ไม่มั่นคงในผู้สูงอายุที่ใช้กัญชา เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “โครงการกำกับการใช้กัญชาอย่างเหมาะสม” (cannabis stewardship programs) ซึ่งทีมแพทย์และเภสัชกรจะทำงานร่วมกันเพื่อติดตามและให้คำแนะนำในการสั่งจ่ายและการใช้กัญชาอย่างปลอดภัย (PubMed - Marijuana use and subjective cognitive decline in middle-aged and older adults)
โดยสรุป แม้การใช้กัญชาที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุจะสะท้อนถึงค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปและการแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็จุดประกายคำถามสำคัญด้านสุขภาพและกฎระเบียบสำหรับสังคมผู้สูงอายุของไทย ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานสาธารณสุข และครอบครัวในประเทศไทย ควรพิจารณาอย่างจริงจังและรอบด้านถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้กัญชาในผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการให้ข้อมูลความรู้ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และการเฝ้าระวังผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด การใช้กัญชาอย่างมีความรับผิดชอบและรอบรู้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาวะที่ดีในวัยสูงอายุได้ หากตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและการสื่อสารที่เปิดกว้างและมีประสิทธิภาพ